โรคมะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านมเกิดจากความผิดปกติของเซลล์ที่อยู่ภายในท่อน้ำนมหรือต่อมน้ำนม เซลล์เหล่านี้มีการแบ่งตัวผิดปกติไม่สามารถควบคุมได้ มักแพร่กระจายไปตามทางเดินน้ำเหลือง ไปสู่อวัยวะที่ใกล้เคียงเช่น ต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ หรือแพร่กระจายไปสู่อวัยวะที่อยู่ห่างไกล เช่น กระดูก ปอด ตับ และสมอง เช่นเดียวกับมะเร็งชนิดอื่นๆ   มะเร็งเต้านมพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยผู้ชายมีโอกาสพบได้น้อยมากเพียง1 % ของมะเร็งเต้านมทั้งหมด จากการเก็บข้อมูลจำนวนผู้ป่วยมะเร็งชนิดต่างๆในประเทศไทยในปี พ.ศ.2555 พบว่า มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่มีจำนวนผู้ป่วยมากที่สุดเป็นอันดับ 1   มะเร็งเต้านมสามารถแบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ ระยะ 0 เป็นระยะเริ่มต้นของเซลล์มะเร็ง ซึ่งยังไม่ลุกลามไปยังเนื้อเยื่อเต้านม ระยะ 1 ก้อนมะเร็งมีขนาดไม่เกิน 2 เซนติเมตร และยังไม่ลุกลามเข้า ต่อมน้ำเหลือง ระยะ 2  ก้อนมะเร็งมีขนาดระหว่าง 2-5 เซนติเมตร ซึ่งอาจจะลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้หรือไม่ก็ได้ หรือมีขนาดไม่เกิน 2 เซนติเมตรและลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้แล้ว แต่ยังไม่แพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่น ระยะ 3 ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่กว่า 5 เซนติเมตร และรุกรามเข้าต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้แล้ว แต่ยังไม่แพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่น ระยะ 4 มะเร็งแพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่นๆแล้ว   ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านม ผู้หญิงที่เคยได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นมะเร็งเต้านมหรือมีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นมะเร็งเต้านม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นญาติใกล้ชิด เช่น แม่พี่สาวหรือน้องสาว เป็นต้น ผู้หญิงที่ไม่มีบุตรหรือมีบุตรคนแรกเมื่ออายุมากกว่า 30 ปี ผู้หญิงที่รอบเดือนมาเร็ว และหมดช้า หรือใช้ฮอร์โมนทดแทนเป็นเวลานานกว่า 10 ปี ผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่อายุ 40  ปีขึ้นไป   การตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านม จะใช้การตรวจประเมินร่วมกัน คือ เมื่อพบอาการผิดปกติที่สงสัยว่าอาจจะเป็นมะเร็งเต้านม ได้แก่ การพบความผิดปกติของภาพการตรวจเอ็กซเรย์เต้านม คลำพบก้อนที่เต้านม หรือเกิดความผิดปกติที่เต้านม ควรปรึกษาแพทย์ ซึ่งอาจมีการซักประวัติ อาการที่เป็น ความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านมและการตรวจร่างการทั่วไป รวมทั้งการตรวจเต้านม ดังนี้   การคลำเต้านมด้วยตนเองหรือคลำโดยแพทย์ จะตรวจลักษณะของก้อนและเต้านมโดยทั่วไป รวมทั้งบริเวณรักแร้และเหนือกระดูกไหปลาร้า การตรวจแมมโมแกรม การตรวจเอ็กซเรย์เต้านม ทำให้ทราบรายละเอียดเพิ่มเติมโดยเฉพาะลัษณะของก้อนเหมือนก้อนมะเร็งหรือไม่ ขนาดและขอบเขตของก้อน จำนวนก้อนที่มี การตรวจคลื่นสะท้อนแรงสูง (ultrasonography) ช่วยแยกโรคได้ว่าก้อนที่เป็น เป็นก้อนเนื้อทั้งหมด หรือเป็นถุงน้ำ และใช้ดูประกอบกับการตรวจแมมโมแกรม (mammogram) จากข้อมูลเบื้องต้น แพทย์จะตัดสินใจว่าต้องมีการตรวจเพิ่มเติมหรือการรักษาจำเป็นหรือไม่ ในรายที่ลักษณะการตรวจเข้าได้กับลักษณะของเนื้องอกไม่ร้ายแรง แพทย์อาจนัดผู้ป่วยมาตรวจสม่ำเสมอ เพื่อตรวจดูการเปลี่ยนแปลงของรอยโรค ในรายที่สงสัยอาจต้องมีการเจาะหรือตัดก้อนเนื้อตรวจเพิ่มเติม ดังนี้   1.การเจาะตรวจด้วยเข็มขนาดเล็ก การใช้เข็มขนาดเล็กเจาะตรวจก้อนที่สงสัยว่าเป็นถุงน้ำ เพื่อดูดน้ำมาตรวจ หรือเจาะก้อนเนื้อเต้านมที่สงสัย และตรวจด้วยจุลทรรศน์เพื่อดูลักษณะของเซลล์ที่เจาะตรวจ   2.การตัดเนื้อตรวจด้วยเข็ม โดยการใช้เข็มขนาดใหญ่ เจาะตัดก้อนเนื้อเต้านมที่สงสัย หรือ เจาะบริเวณที่ผิดปกติจากการตรวจเอ็กซเรย์แมมโมแกรม ส่งไปที่ห้องปฏิบัติการพยาธิวิทยา เพื่อให้พยาธิแพทย์ตรวจ ลักษณะของเซลล์ว่าเป็นเซลล์มะเร็งหรือไม่   3.การผ่าตัดตรวจชิ้นเนื้อ แพทย์ตัดเนื้อบางส่วนหรือทั้งหมดของก้อนเนื้อเต้านมที่สงสัย พยาธิแพทย์จะตรวจสอบด้วยกล้องจุลทรรศน์เพื่อตรวจหาเซลล์มะเร็ง เมื่อการตรวจชิ้นเนื้อยืนยันว่าเป็นเซลล์มะเร็งเต้านม ควรมีการตรวจย้อมพิเศษเพิ่มเติม เพื่อตรวจดูความรุนแรงของโรคมะเร็งที่เป็นและเพื่อเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับรอยโรคที่ตรวจพบโดยตรวจตัวรับฮอร์โมน (hormone receptor) ซึ่งมี 2 ชนิด คือ ตัวรับฮอร์โมนเอสโตรเจน (estrogen receptor) และตัวรับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (progesterone receptor) ถ้าให้ผลบวกแสดงว่าโรคตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีฮอร์โมนบำบัด และตรวจย้อมยีนมะเร็งเฮอร์ทู (HER-2 onco gene) ซึ่งถ้าให้ผลบวก แสดงว่าโรคมะเร็งเต้านมเป็นชนิดร้ายแรง ดื้อยาเคมีบำบัดและโรคกลับเป็นซ้ำรวดเร็ว ตลอดจนผู้ป่วยเสียชีวิตจากโรคมะเร็งเร็วกว่าผู้ที่ตรวจไม่พบยีนมะเร็งเฮอร์ทู นอกจากนี้ผลของยีนมะเร็งเฮอร์ทู สามารถทำนายการตอบสนองต่อการรักษาด้วยช้ยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง (targeted therapy) การรักษามะเร็งเต้านม จะอาศัยทีมแพทย์ในสาขาต่างๆ เช่นศัลยแพทย์ รังสีแพทย์ และอายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง มาร่วมกันวางแผนการรักษาที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย โดยปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกวิธีการรักษาของแพทย์ เช่น   ขนาด ตำแหน่ง และลักษณะของเซลล์มะเร็ง ระยะโรคและการกระจายของมะเร็ง อายุและสุขภาพของผู้ป่วย ตัวรับฮอร์โมนของมะเร็ง ภาวะก่อนหรือหลังหมดประจำเดือน ปัจจัยที่บ่งบอกความรุนแรงของเนื้องอก เช่น ยีนHER2   ทางเลือกในการรักษามะเร็งเต้านม การผ่าตัด รังสีรักษา เคมีบำบัด การรักษาโดยใช้ฮอร์โมน การใช้ยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง (targeted therapy) ขอบคุณที่มา roche.co

มะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านม มะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยและเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ในผู้หญิง ส่วนในผู้ชายก็พบมะเร็งเต้านมได้เช่นกันแต่ไม่บ่อยนัก โดยประมาณ 90% ของมะเร็งเต้านมเกิดจากต่อมน้ำนมและท่อน้ำนม จึงมีโอกาสมากที่จะพบการเกิดมะเร็งในเต้านมทั้งสองข้าง ทั้งในระยะแรกและหลังจากการตรวจวินิจฉัย อย่างไรก็ดี การตรวจพบมะเร็งในระยะแรกจะช่วยให้การรักษามีโอกาสประสบความสำเร็จได้สูง ปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งเต้านม อายุ ในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 50 ปีจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น มีประวัติการเป็นมะเร็งเต้านม โดยผู้ป่วยที่เกิดมะเร็งเต้านมขึ้นที่ข้างหนึ่งมีความเสี่ยง 3-4 เท่าในการที่จะเกิดก้อนมะเร็งขึ้นที่เต้านมอีกข้าง มีประวัติการเป็นมะเร็งรังไข่ เนื่องจากการเป็นมะเร็งรังไข่เกี่ยวข้องกับการสัมผัสฮอร์โมน จึงเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น การกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 หรือ BRCA2 มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม และการมีประวัติมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ ในครอบครัวตั้งแต่อายุน้อย การสัมผัสกับฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิงที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงของลักษณะทางเพศ โดยพบว่าการสัมผัสกับเอสโตรเจนเป็นเวลานานจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม ลักษณะของการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ความอ้วน ขาดการออกกำลังกาย ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การได้รับรังสีในปริมาณสูง อาการมะเร็งเต้านม บางครั้งผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านม อาจไม่มีอาการของมะเร็งเต้านม หรือบางครั้งอาการผิดปกติที่เป็นอาจไม่ใช่โรคมะเร็งก็ได้ ดังนั้นจึงควรไปพบแพทย์เมื่อมีอาการดังต่อไปนี้ มีก้อนหนาๆ ในเต้านมหรือใต้แขน บริเวณหัวนมบุ๋ม มีน้ำเหลือง หรือมีแผล เต้านมมีผื่น แดง ร้อน ผื่นคล้ายผิวส้ม มีอาการปวดบริเวณเต้านม การตรวจประเมินมะเร็งเต้านมเบื้องต้น การตรวจประเมินเบื้องต้นเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้สามารถตรวจพบมะเร็งเต้านมในระยะต้นๆ ซึ่งจะส่งผลให้การรักษามีโอกาสประสบความสำเร็จสูง โดยการตรวจประเมินมะเร็งเต้านมเบื้องต้นสามารถทำได้ดังนี้ การคลำเต้านมด้วยตนเอง การตรวจด้วยวิธีแมมโมแกรม (mammogram) แนะนำให้ผู้หญิงที่อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไปเข้ารับการตรวจแมมโมแกรมทุก 1-2 ปี การตรวจด้วยอัลตราซาวนด์และ MRI จะใช้ในกรณีที่ผลของแมมโมแกรมตรวจพบความผิดปกติและต้องการตรวจหาเพื่อให้แน่ชัดยิ่งขึ้น การวินิจฉัยมะเร็งเต้านม การวินิจฉัยมะเร็งเต้านมจะทำเมื่อมีการตรวจพบก้อนผิดปกติ (ทั้งจากการตรวจเต้านมด้วยตนเองหรือการเอกซเรย์) หรือพบการมีแคลเซียมเป็นจุดที่ผิดปกติจากการตรวจเอกซเรย์ ซึ่งแพทย์จะต้องทำการตรวจว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ และมีการแพร่กระจายไปที่ใดแล้วหรือไม่ ซึ่งวิธีที่วินิจฉัยได้แม่นยำคือวิธีการนำชิ้นเนื้อออกมาตรวจ แต่หากไม่สามารถตรวจด้วยวิธีนี้ได้ แพทย์จะพิจารณาการตรวจด้วยวิธีอื่น ทั้งนี้ การวินิจฉัยโรคแพทย์จะพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ประกอบ เช่น อายุ การใช้ยาในปัจจุบัน ประเภทของมะเร็ง ระดับความรุนแรงของอาการ และผลการตรวจสอบก่อนหน้านี้ เป็นต้น โดยวิธีการวินิจฉัยมะเร็งเต้านมสามารถทำได้ดังนี้ การตรวจทางรังสีวิทยา การใช้เครื่องถ่ายภาพรังสีเต้านมเพื่อการวินิจฉัย (diagnostic mammography) การใช้คลื่นเสียงความถี่สูงถ่ายภาพเต้านม (ultrasound) การใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าถ่ายภาพเต้านม (MRI) การเก็บชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา (biopsy) การตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยา การตรวจเลือด การตรวจเพิ่มเติม การถ่ายภาพเอกซเรย์ทรวงอก การตรวจการลุกลามของมะเร็งไปยังกระดูก (bone scan) การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) เพื่อสร้างภาพ 3 มิติของอวัยวะต่างๆ เพื่อเพิ่มความละเอียดในการตรวจหาการลุกลามของมะเร็ง การรักษามะเร็งเต้านม การรักษามะเร็งเต้านมจะอาศัยทีมแพทย์ในสาขาต่างๆ เช่น ศัลยแพทย์ รังสีแพทย์ และอายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง มาร่วมกันวางแผนการรักษาที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย โดยปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกวิธีการรักษาของแพทย์ เช่น ขนาด ตำแหน่ง และลักษณะของเซลล์มะเร็ง ระยะโรคและการกระจายของมะเร็ง อายุและสุขภาพของผู้ป่วย ตัวรับฮอร์โมนของมะเร็ง ภาวะก่อนหรือหลังหมดประจำเดือน ปัจจัยที่บ่งบอกความรุนแรงของเนื้องอก เช่น ยีน HER2 ทางเลือกในการรักษามะเร็งเต้านม การผ่าตัด รังสีรักษา เคมีบำบัด การรักษาโดยใช้ฮอร์โมน การใช้ยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง (targeted therapy)         ขอบคุณที่มาจาก bumrungrad

มะเร็งเต้านม…“รู้เร็วรักษาหายได้”

คุณรู้หรือไม่ว่า !?!  มะเร็งเต้านม เป็นโรคมะเร็งอันดับ 1 ในผู้หญิงไทยและมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี  “ไม่มีวัคซีนป้องกันเหมือนมะเร็งปากมดลูก”   3 ใน 4 ของผู้ป่วยไม่มีปัจจัยเสี่ยงกล่าวคือ “ผู้หญิงทุกคนมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมได้ ”   สัญญาณอันตราย   พบก้อนหรือเนื้อที่เป็นไตแข็งผิดปกติตรงบริเวณเต้านม มีน้ำเหลืองและเลือดไหลจากหัวนม ผิวหนังบริเวณเต้านมเปลี่ยนไปจากเดิม ไม่ว่าจะเป็นรอยบุ๋มหรือผิวหนังบวมหนาตึง เหมือนผิวของเปลือกส้ม หัวนมถูกดึงรั้งจนผิดปกติ ผิวหนังบริเวณลานหัวนมมีลักษณะเปลี่ยนไปจากเดิม เช่น มีผื่นคันที่เป็นๆ หายๆ ขนาดและรูปร่างต่างกันอย่างผิดปกติ   การวินิจฉัยโรค   การตรวจ แมมโมแกรม (Mammogram) จะมีประโยชน์มากในการตรวจหามะเร็งเต้านมขนาดเล็กเพราะสามารถตรวจได้ตั้งแต่ยังคลำก้อนไม่พบ แต่ประโยชน์นี้จะใช้ได้ดีในคนที่เริ่มสูงอายุ (มากกว่า 40 ปี) ซึ่งเนื้อเต้านม จะไม่หนาแน่นมาก การตรวจแมมโมแกรมจะเห็นรายละเอียดได้มาก แต่ในส่วนคนอายุน้อยจะแปลผลแมมโมแกรมยาก และในกรณีที่พบก้อน ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าก้อนนั้นเป็นน้ำหรือเป็นก้อนเนื้อ การตรวจ อัลตร้าซาวด์ (Ultrasound) มีข้อเด่นที่สามารถใช้ในคนอายุน้อยอีกทั้งยังสามารถช่วยวินิจฉัยว่าก้อนต่างๆ ในเต้านมเป็นน้ำหรือเป็นก้อนเนื้อ ทำให้การวางแผนการรักษาเป็นไปได้ง่ายขึ้น   การรักษา   การผ่าตัด การผ่าตัดเป็นจุดเริ่มต้นของการรักษามะเร็งเต้านม โดยต้องมีการวางแผนอย่างละเอียดในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกว่าจะผ่าตัดวิธีไหนเหมาะสมกว่ากันระหว่างการผ่าตัดแบบตัดออกทั้งหมด และการผ่าตัดแบบสงวนเต้า ทั้งยังต้องเสริมสร้างเต้านมขึ้นมาทันทีพร้อมกันไปเลยหรือไม่ ทั้งยังต้องพิจารณาเรื่องการผ่าตัดในส่วนของต่อมน้ำเหลืองด้วยว่าต้องผ่าตัดออกมาด้วยหรือไม่หรือจะต้องตรวจต่อมน้ำเหลืองเซนติเนลดูก่อน การฉายแสง หลังการผ่าตัดสงวนเต้ามีความจำเป็นต้องฉายแสง ในกรณีก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่ หรือมีการกระจายของเซลล์มะเร็งไปที่ต่อมน้ำเหลือง การใช้ยาเคมีบำบัดและยาต้านฮอร์โมน หลังการผ่าตัด หากก้อนมะเร็งมีขนาดโตกว่า 1 ซม. หรือมีการกระจายของเซลล์มะเร็งไปที่ต่อมน้ำเหลือง   ก้อนที่เต้านม ไม่เจ็บสิน่ากลัว              ผู้หญิงส่วนใหญ่เมื่อมีอาการเจ็บเต้านม มักจะเริ่มสังเกตและคลำที่เต้านมส่วนหนึ่ง จะพบก้อนร่วมด้วย อีกส่วนหนึ่งคือไม่พบก้อนหรือไม่แน่ใจ ควรเข้าพบแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าไม่เป็นมะเร็งเต้านม ซีสมักจะเจ็บ ส่วนมะเร็งมักจะไม่เจ็บ ในบรรดาก้อนที่เต้านมนั้น มีโรคกลุ่มหลัก ๆ อยู่ 3 กลุ่ม คือ 1) ซีสเต้านม 2) เนื้องอกเต้านม (ไม่ร้าย) 3) มะเร็งเต้านม ซีสที่เต้านมจะมีการเปลี่ยนแปลงตามรอบเดือนโตก่อนรอบเดือนมาและเล็กลงหลังรอบเดือนมาแล้ว ส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยที่มีซีสมักจะเจ็บที่ก้อน ซึ่งผิดกับกลุ่มเนื้องอกหรือมะเร็ง ซึ่งมักจะไม่ค่อยเจ็บพบว่าร้อยละ 90 ของคน ที่เป็นมะเร็งเต้านม ระยะเริ่มแรกจะมีแต่ก้อนไม่มีอาการเจ็บผู้หญิงหลายๆ คน มีความเข้าใจผิดคิดว่าก้อนที่ไม่เจ็บคงไม่เป็นไร และทิ้งไว้จนกระทั่งก้อนมะเร็งใหญ่โตขึ้นมากแล้วจึงรู้สึกเจ็บได้   สงสัยว่าเป็นมะเร็งเมื่อไร              สังเกตถ้าก้อนที่เป็นมะเร็งเต้านมมักจะแข็งและขรุขระ แต่อาจเป็นก้อนเรียบๆ ได้ อาการอื่น ๆ อาจพบผิวหนังที่เต้านมบุ๋มลงไปคล้ายลักยิ้ม หรือมีรูปร่างของ เต้านมผิดไปจากเดิม หรืออาจมีแผลที่หัวนมและรอบหัวนมหรือมีน้ำเหลืองหรือน้ำเลือดไหลออกจากหัวนม บางรายคลำพบก้อนบริเวณรักแร้และนานๆ ครั้ง จะพบมะเร็งเต้านมที่มีอาการบวมแดงคล้ายการอักเสบที่เต้านม นอกจากอาการผิดปกติที่เต้านมแล้ว การตรวจเต้านมด้วยเครื่องแมมโมแกรม (Mammogram) และ อัลตราซาวด์ (Ultrasound) ยังสามารถตรวจพบมะเร็งเต้านมขนาดเล็ก ตั้งแต่ยังไม่มีอาการได้ โดยอาจพบก้อนหรือจุดหินปูนในเนื้อเต้านมได้   ตรวจเลือดและยีน (gene) บอกได้ไหมว่าเป็นมะเร็งเต้านม              การตรวจเลือดเพื่อหามะเร็งเต้านมนั้น มีความแม่นยำค่อนข้างต่ำ เนื่องจากผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมจะพบผลตรวจเลือดเกี่ยวกับมะเร็ง เช่น CA153, CEA ผิดปกติ น้อยกว่าร้อยละ 20 ขณะเดียวกันผู้ที่มีผลเลือดปกติ ก็อาจเป็นมะเร็งเต้านมอยู่แล้วส่วนการตรวจยีน เช่น gene BRCA1, BRCA2 ซึ่งจะมีความผิดปกติในมะเร็งเต้านมที่เป็นกันทั้งครอบครัว หากตรวจพบก็ไม่ได้หมายความว่า กำลังเป็นมะเร็งอยู่เพียงแต่ทำให้รู้ว่าโอกาสจะพบมะเร็งเต้านมในคน ๆ นั้นมีมากกว่าคนทั่วไปและยีนดังกล่าวก็พบได้เพียงร้อยละ 5 – 10 ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมทั้งหมด ดังนั้นหากตรวจยีนดังกล่าวแล้วปกติก็ยังมีสิทธิ์เป็นมะเร็งเต้านมอยู่ไม่น้อย   ขอบคุณทีมา  bkh.co

มะเร็งเต้านม ยิ่งรู้เร็ว ยิ่งมีโอกาสรักษาหาย

ความรู้โรคมะเร็ง           หนึ่งในโรคร้ายที่ผู้หญิงทั่วโลกต่างหวาดกลัวคือ มะเร็งเต้านม ซึ่งเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้หญิง และมีอัตราการเสียชีวิตเป็นอันดับสองรองจากมะเร็งปอด แต่ความน่ากลัวของมะเร็งเต้านมจะลดลงตามความเร็วในการค้นพบ ดังนั้น ศ.นพ.ศุภกร โรจนนินท์ ผู้อำนวยการศูนย์เต้านม โรงพยาบาลวัฒโนสถ (โรงพยาบาลรักษาเฉพาะทางด้านโรคมะเร็งที่โรงพยาบาลกรุงเทพ) จึงแนะนำให้ผู้หญิงไทยใส่ใจกับการตรวจหามะเร็งเต้านมอย่างจริงจัง เพราะยิ่งพบเร็วเท่าไร ยิ่งลดความรุนแรงของโรคและอัตราเสี่ยงต่อการเสียชีวิตลงได้มากเท่านั้น   โรคร้ายที่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด             “มะเร็งเต้านมเป็นโรคร้ายที่ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่าเกิดจากอะไร แต่มีปัจจัยหนุนคือฮอร์โมนเอสโตรเจนที่กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เนื้อเยื่อเต้านมจนเจริญเติบโตผิดปกติ และร่างกายไม่สามารถควบคุมการเจริญเติบโตที่ผิดปกตินั้นได้ ทำให้เซลล์เหล่านั้นกลายเป็นเซลล์มะเร็งและโตอย่างรวดเร็วซึ่งอาจแพร่กระจายออกไปยังอวัยวะอื่นๆ” “ความจริงแล้วมะเร็งเต้านมมีหลายชนิด แต่ที่พบบ่อยที่สุดคือชนิดที่เกิดจากท่อน้ำนม เมื่อเซลล์มะเร็งแบ่งตัวจนทะลุเนื้อเยื่อของท่อน้ำนมเข้าไปถึงท่อนำเหลืองหรือเส้นเลือด ก็จะแพร่กระจายไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น กระดูก ตับ ปอด หรือสมอง ซึ่งจดเด่นของมะเร็งเต้านมคือไม่มีอาการให้ทรมาน ไม่เจ็บ ไม่ปวด มีเพียงก้อนเนื้อให้สัมผัสได้ แต่ไม่รู้สึก หลายคนละเลยจนเข้าสู่ระยะลุกลามปล่อยทิ้งไว้จนเกิดอาการที่ตามมา เช่น เต้านมบวมผิดปกติ แตก เน่า เป็นแผลแล้วค่อยไปพบแพทย์ ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นก็ไม่สามารถรักษาให้หายได้แล้ว”   ความเสี่ยงสูงในวัย 40            “จากสถิติพบว่าอายุเฉลี่ยของคนไข้ที่พบมะเร็งเต้านมมากที่สุดคือ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งจริงๆ แล้ว เซลล์มะเร็งอาจจะก่อตัวก่อนหน้านั้น แต่เพิ่งมาตรวจพบในช่วงวัยดังกล่าว เพราะมะเร็งเต้านมค่อนข้างโตช้า กว่าจะโตจากขนาด 1 เซนติเมตรไปสู่ 2 เซนติเมตรต้องใช้เวลาประมาณ 90-180 วัน ดังนั้นกว่าจะเปลี่ยนแปลงจากเซลล์เดียวจนมีขนาด 1 เซนติเมตรได้จึงต้องใช้เวลาเป็นปี แสดงว่าก่อนจะตรวจพบด้วยตัวเอง เซลล์มะเร็งอาจจะเริ่มก่อตัวแล้วก็เป็นได้ “ส่วนกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมคือ บุคคลที่มีญาติใกล้ชิดเป็นมะเร็งเต้านมเกินสองคนขึ้นไป เช่น แม่ พี่สาว หรือน้องสาว คนกลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงกว่าคนอื่นถึงสิบเท่า และมีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งเร็วขึ้น ดังนั้นจึงต้องตรวจหาความผิดปกติด้วยตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ รวมถึงตรวจด้วยเครื่องดิจิตอลแมมโมแกรม (Digital Mammogram) และอัลตราซาวน์ (Ultrasound)” ยิ่งพบเร็ว โอกาสหายยิ่งมาก           ปัจจัยที่จะช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมีโอกาสรักษาให้หายได้ มีอยู่สองปัจจัยคือ ค้นพบให้เร็วและรักษาให้มีคุณภาพ ด้วยความที่มะเร็งเต้านมเป็นเซลล์มะเร็งที่เกิดกับอวัยวะภายนอก สามารถคลำหาได้ด้วยมือ ผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมเกินกว่าร้อยละ 85 จึงมักจะมาพบแพทย์หลังจากคลำพบก้อนที่เต้านม แต่นั่นไม่ใช่อาการเริ่มต้น เพราะกว่าจะคลำเจอต้องเป็นก้อนมะเร็งที่ใหญ่ไม่น้อยกว่า 1 เซนติเมตรไปแล้ว ถ้าหากอยากพบเร็วกว่านั้น วิธีที่จะช่วยได้คือการตรวจด้วยเครื่องดิจิตอลแมมโมแกรม ซึ่งสามารถหาเซลล์ที่ผิดปกติได้ตั้งแต่ขนาดเล็กระดับมิลลิเมตร เมื่อพบบริเวณก้อนเนื้อต้องสงสัยแล้วตรวจเพิ่มเติมด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ร่วมกับการตรวจชิ้นเนื้อ ก็จะวินิจฉัยได้ว่าก้อนเนื้อนั้นเป็นเซลล์มะเร็งหรือไม่” “ถึงแม้ว่ามะเร็งเต้านมจะยังป้องกันไม่ได้ แต่สามารถตรวจคัดกรองได้ตั้งแต่ยังไม่มีอาการ ดังนั้นนอกจากตรวจด้วยวิธีคลำด้วยตนเองแล้วควรให้แพทย์ตรวจทุก 3-5 ปี สำหรับผู้หญิงที่อายุ 40 ปีขึ้นไปควรตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยแมมโมแกรมและอัลตราซาวด์ทุกปี หากคนในครอบครัวเป็นมะเร็งอาจต้องตรวจเร็วขึ้นตั้งแต่อายุ 35 ปี เพราะหากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ทำให้ได้รับการรักษาได้อย่างทันท่วงที และอาจจะไม่ต้องสูญเสียเต้านมไป” เซลล์มะเร็งระยะ 0 รักษาหายได้ “          ระยะของมะเร็งเต้านมแบ่งออกเป็นระยะ 0 ซึ่งเป็นระยะเริ่มต้นของเซลล์มะเร็ง ยังไม่ลุกลามไปยังเนื้อเยื่อของเต้านม ระยะที่ 1 ก้อนมะเร็งมีขนาดไม่เกิน 2 เซนติเมตรและยังไม่ลุกลามถึงต่อมน้ำเหลือง ระยะที่ 2 ก้อนมะเร็งมีขนาดระหว่าง 2-5 เซนติเมตรและเริ่มลุกลามไปสู่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้แต่ยังไม่แพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่น ระยะที่ 3 ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่กว่า 5 เซนติเมตร ลุกลามเข้าไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้แล้วแต่ก็ยังไม่แพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่น และระยะที่ 4 มะเร็งได้แพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่นเรียบร้อยแล้ว” “หากตรวจพบตั้งแต่ระยะที่ 0 ซึ่งยังไม่มีก้อนมะเร็งจะสามารถรักษาให้หายได้ 100 เปอร์เซนต์ แต่หากพบก้อนมะเร็งที่ขนาดไม่ถึง 1 เซนติเมตร เปอร์เซนต์การรักษาหายจะลดลงเหลือร้อยละ 98 และถ้าเข้าสู่ระยะที่ 1 ที่ก้อนมะเร็งมีขนาด 1-2 เซนติเมตรแล้วโอกาสหายจะเหลือเพียง 80 เปอร์เซนต์เท่านั้น เพราะยิ่งก้อนมะเร็งใหญ่ขึ้น โอกาสที่เซลล์มะเร็งจะหลุดไปยังอวัยวะอื่นยิ่งมากขึ้น ดังนั้นยิ่งตรวจพบเร็ว ยิ่งมีโอกาสหายได้มากกว่า” ตัดเต้าทิ้งหรือผ่าตัดแบบสงวนเต้า รักษาแบบไหนเลือกได้เอง          “ปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวหน้าไปมาก เราสามารถตรวจหาได้ว่าใครเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมด้วยวิธีการตรวจทางพันธุกรรม (genetic testing) ซึ่งมักทำในกรณีที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีความผิดปกติในครอบครัว ถ้าพบยีนผิดปกติ วินิจฉัยได้เลยว่าโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมมีสูงถึง 80 เปอร์เซนต์ และการผ่าตัดเพื่อป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านมในกรณีนี้สามารถที่จะลดไม่ให้เกิดมะเร็งเต้านมได้ประมาณ 90 เปอร์เซนต์” “สำหรับผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมระยะ 0 การรักษาด้วยการผ่าตัดมีโอกาสหายได้เกือบ 100 เปอร์เซนต์ ในผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ 1 และก้อนมีขนาดน้อยกว่า 1 เซนติเมตร การผ่าตัดเพียงอย่างเดียวนั้นสามารถที่จะรักษาให้หายได้ประมาณ 90 เปอร์เซนต์” การตรวจพบว่าเป็นมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มแรก สามารถเลือกได้ว่าจะผ่าตัดเฉพาะจุดที่เป็นมะเร็ง (ผ่าตัดแบบสงวนเต้าหรือตัดเฉพาะบางส่วน) หรือจะเลือกการผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมด ถ้าเลือกการผ่าตัดแบบสงวนเต้าต้องทำควบคู่กับการฉายรังสีรักษาเต้านมที่เหลือ แต่ถ้าเลือกการผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมดไม่จำเป็นต้องรับการฉายรังสีรักษาหลังรับการผ่าตัด ซึ่งทั้งสองวิธีให้ผลการรักษาที่เหมือนกันคือ ผู้ป่วยมีโอกาสจะหายจากมะเร็งได้เกือบ 100 เปอร์เซนต์โดยไม่ต้องให้เคมีบำบัด แต่หากพบมะเร็งเต้านมในระยะที่ใหญ่ขึ้น คือตั้งแต่ระยะที่ 1 ตอนปลายเป็นต้น ต้องผ่าตัดด้วยการรักษาเต้านมออกทั้งหมด ทั้งยังต้องรักษาเสริมด้วยยาเคมีบำบัดและฮอร์โมน เพื่อลดโอกาสในการกลับมาเป็นซ้ำ แต่ทั้งนี้เราจะทำให้เต้านมกลับสู่รูปร่างเดิมหรือใกล้เคียงด้วยการเสริมซิลิโคนหรือใช้กล้ามเนื้อส่วนอื่นมาสร้างเป็นเต้านมใหม่ ให้คนไข้สามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นใจ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และปราศจากปมด้อยเกี่ยวกับหน้าอกอย่างแน่นอน Digital Mammogram คืออะไร?          ดิจิตอลแมมโมแกรม คือ เทคโนโลยีการตรวจทางรังสีชนิดพิเศษ คล้ายกับเครื่องเอกซเรย์เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงในการหาความผิดปกติของเต้านมตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ใช้เวลาตรวจประมาณ 5-10 นาที โดยเครื่องจะกดเต้านมไว้ประมาณ 5 วินาที ให้เนื้อภายในเต้านมกระจายออก เนื่องจากภาพที่ได้จากการตรวจมีความละเอียดสูงทำให้การวินิจฉัยถูกต้องแม่นยำ อาจจะทำให้เจ็บบ้าง ขึ้นอยู่กับขนาดของเต้านมแต่ละคนและเนื่องจากปริมาณรังสีที่ใช้น้อยมาก ประกอบกับการตรวจเพียง 1-2 ปีต่อครั้ง จึงไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ ต่อร่างกาย   ขอบคุณที่มา  .bangkokhospital  

การรักษามะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านม (Breast cancer) เป็นโรคมะเร็งที่เกิดจากเนื้อเยื่อที่มีความผิดปกติส่วนใดส่วนหนึ่งภายในเต้านมเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์มะเร็งและขยายใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นก้อนเนื้อร้าย ก่อนจะลุกลามไปสู่เนื้อเยื่อข้างเคียงและแพร่กระจายไปยังเซลล์อื่นของร่างกาย มะเร็งชนิดนี้สามารถพบได้ทั้งในเพศหญิงและเพศชาย แต่พบในเพศชายในอัตราที่น้อยมาก   มะเร็งเต้านมเกิดขึ้นอย่างไร การเกิดมะเร็งเต้านม นั้น สาเหตุยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม แต่มีปัจจัยเสี่ยงที่ส่งเสริมให้มีอาการเพิ่มมากขึ้น เช่น อายุมากขึ้น พันธุกรรม มีประวัติคนในครอบครัวที่เป็นญาติสายตรงเคยเป็นโรคมะเร็งเต้านม เคยตรวจพบก้อนที่เต้านม หรือ มีประวัติเป็นมะเร็งในระบบสืบพันธ์ การมีระดับเอสโตรเจนในเลือดสูงตลอดเวลา การมีพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ ร่วมด้วย ได้แก่ ความอ้วน พฤติกรรมการรับประทานอาหาร การดื่มแอลกอฮอล์ การขาดการออกกำลังกาย หรือ การได้รับรังสีต่างๆ ในปริมาณสูง เป็นต้น   อาการและอาการแสดงของมะเร็งเต้านม บางครั้งผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านม อาจไม่มีอาการของมะเร็งเต้านม หรือบางครั้งอาการผิดปกติที่เป็นอาจไม่ใช่โรคมะเร็งก็ได้ ดังนั้นจึงควรไปพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ คือ มีก้อนหนาๆ ในเต้านมหรือใต้แขน บริเวณหัวนมบุ๋ม มีน้ำเหลือง หรือมีแผล เต้านมมีผื่น แดง ร้อน ผื่นคล้ายผิวส้มมีอาการปวดบริเวณเต้านม ทั้งนี้อาการแรกเริ่มอาจเป็นการตรวจเต้านมด้วยตนเอง แล้วคลำได้ก้อนผิดปกติที่เต้านมแล้ว ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจยืนยันต่อไป   การตรวจยืนยันโรคมะเร็งเต้านม การรักษาโรคมะเร็งเต้านม นั้น จะเริ่มตั้งแต่แพทย์ได้วินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งเต้านม ซึ่งกระบวนการค้นพบโรคนั้น เริ่มจากการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง หรือ การเอ็กซเรย์ หรือ การตรวจพบการมีแคลเซียมเป็นจุดที่ผิดปกติจาการตรวจเอ็กซเรย์  หรือ การตรวจทางรังสีวิทยา เช่น  การใช้เครื่องถ่ายภาพรังสีเต้านมเพื่อการวินิจฉัย (diagnostic mammography) การใช้คลื่นเสียงความถี่สูงถ่ายภาพเต้านม(ultrasound) การใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าถ่ายภาพเต้านม (MRI) เป็นต้น และเมื่อพบความผิดปกติของเต้านม แพทย์จะทำการรักษา เช่น การตัดก้อนเชื้อ และส่งชิ้นเนื้อ เพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา (biopsy) เพื่อยืนยันว่า เป็นโรคมะเร็งเต้านม   การรักษาโรคมะเร็งเต้านม   การรักษาโรคมะเร็งเต้านมนั้น มีหลายวิธี แพทย์จะพิจารณาเลือกใช้ขึ้นอยู่กับ ระดับอาการและความรุนแรงของผู้ป่วยแต่ละรายได้แก่   1. การผ่าตัด เป็นการผ่าตัดเอาก้อนเนื้อมะเร็งออกไป และรวมถึงเนื้อเยื่อที่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งให้หมดเกลี้ยงไป ไม่ให้เหลืออยู่เพื่อป้องกันไม่ให้โรคกลับเป็นซ้ำ เช่น ถ้าตรวจพบเซลล์มะเร็งเต้านมแพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดเต้านมทิ้งออกทั้งเต้า การรักษาวิธีนี้จะเลือกใช้ในผู้ป่วยที่ตรวจเจอมะเร็งเต้านมในระยะแรก เป็นผู้ป่วยที่มีการตรวจร่างกายสม่ำเสมอ และเพิ่งตรวจเจอเซลล์มะเร็ง  โดยมีปัจจัยที่จะต้องพิจารณาร่วมกับการผ่าตัด คือ  ลักษณะของมะเร็ง (Tumor Features) ตำแหน่ง ขนาดของก้อน และการกระจายตัวของมะเร็ง   นอกจากนี้ต้องพิจารณา ปัจจัยด้านตัวผู้ป่วยเอง เช่น ผู้ป่วยอายุน้อยอาจเลือกใช้วิธีอื่น เนื่องจากมีผลกับภาพลักษณ์  พันธุกรรมหรือปัจจัยเสี่ยงต่างๆ โรคประจำตัวที่ไม่สามารถรักษาวิธีอื่นๆได้   2. รังสีรักษา รังสีรักษา หรือ ที่เรารู้จักกันว่า การฉายรังสี เป็นวิธีการรักษาที่มีความสำคัญอีกแบบหนึ่งสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งทั้งในระยะเริ่มต้นและระยะแพร่กระจาย เป็นการรักษาเฉพาะตำแหน่ง เช่นเดียวกับการผ่าตัด เพราะแพทย์จะฉายรังสีเฉพาะบริเวณที่มีก้อนมะเร็งโดยให้เนื้อเยื่อข้างเคียงได้รับความเสียหายน้อยที่สุด การให้รังสีนอกจากเพื่อทำให้หายขาดจากโรคแล้ว ยังใช้เพื่อบรรเทาอาการจากโรคในกรณีที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ วิธีนี้มีข้อดีคือ ผู้ป่วยไม่ต้องอยู่โรงพยาบาลและอาการแทรกซ้อนน้อยมาก เพราะว่าใช้รังสีจำนวนค่อนข้างน้อย แต่ก็มีข้อเสียเล็กน้อยคือ จะได้ผลช้ากว่าวิธีการผ่าตัดเล็กน้อย   3. เคมีบำบัด การให้เคมีบำบัดในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านมหรือที่เราเรียกกันว่า คีโม นั้น จะมีสูตรยาเคมีหลายสูตร มีทั้งแบบใช้ยาตัวเดียวหรือยาหลายตัวผสมกัน ทั้งแบบยาฉีดหรือยากิน ทั้งแบบให้ยาทุกสัปดาห์และทุก 3-4 สัปดาห์ ใช้เวลาในการให้ยาเคมีครบประมาณ 3-6 เดือน และนอกจากยาเคมีจะไปทำลายเซลส์มะเร็งที่มีการเจริญเติบโตและแบ่งตัวอย่างรวดเร็วในร่างกายแล้ว ยังจะไปทำลายเซลส์ปกติของร่างกายที่มีการเจริญแบ่งตัวด้วย เช่น เซลส์เม็ดเลือด เกล็ดเลือด เนื้อเยื่อในช่องปาก ลำไส้ และเส้นผม เป็นต้น ทำให้มีผลข้างเคียง เช่น การติดเชื้อ แผลในปาก เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย และผมร่วงได้   4. การรักษาโดยใช้ฮอร์โมน การใช้ยาต้านฮอร์โมนการรักษามะเร็งเต้านม หรือ การใช้วิธีการทางด้านฮอร์โมน ก็คือ หากมะเร็งเต้านมนั้น ตอบสนองต่อ ฮอร์โมน คือ จะเติบโตขึ้น เมื่อได้รับการกระตุ้นจากฮอร์โมน เราก็ทำการรักษาโดยการลดปริมาณฮอร์โมนในร่างกายลง หรือ ใช้ยาที่เข้าไปขัดขวางการส่งสัญญาณของฮอร์โมนที่เซลล์มะเร็ง โดยทั่วๆ ไปแล้วการรักษาด้วยวิธีฮอร์โมนจะได้ผลดี ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ตรวจพบว่า เป็นเซลล์ที่มีตัวรับสัญญาณฮอร์โมนอยู่ในเซลล์ ซึ่งพบได้ประมาณ  60 – 70% ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนสูงอายุ เป็นวิธีที่นิยมใช้กันอย่างมาก ทั้งนี้เป็นเพราะว่ามีผลแทรกซ้อนข้างเคียงน้อยกว่าการให้เคมีบำบัดมาก และวิธีการบริหารยาก็สะดวกสำหรับผู้ป่วยมากกว่าการให้เคมีบำบัด การรักษาด้วยวิธีการทางด้านฮอร์โมน สามารถใช้ได้กับทั้งผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ ยังมีประจำเดือนอยู่ และ หมดประจำเดือนแล้ว แต่วิธีการเลือกใช้จะแตกต่างกัน ซึ่งมีเงือนไขว่า การตรวจชิ้นเนื้อมะเร็ง จะต้องมีเซลล์ที่มีตัวรับสัญญาณฮอร์โมนอยู่ในเซลล์ ที่ทำการตรวจ มี 2 ชนิดคือ เอสโตรเจนรีเซบเตอร์ (Estrogen receptor, ER) และ โปรเจสโปรเจสเตอโรนรีเซบเตอร์ (Progesterone receptor, PR)   นอกการรักษาด้วยวิธีต่างๆ แล้ว การใช้ยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง (targeted therapy) ก็เป็นทางเลือกที่จะใช้ในการรักษาร่วมกับวิธีอื่นๆ ได้ สิ่งสำคัญที่สุดและเป็นหัวใจของการรักษาโรคมะเร็งเต้านม คือ “การตรวจเต้านมด้วยตนเอง” หากตรวจพบก่อนและเร็วที่สุด การรักษาก็จะทำได้เร็วและมีโอกาสที่เซลล์มะเร็งจะไม่ลุกลามไปเนื้อเยื่อและอวัยวะอื่นๆ ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถมีชีวิตอยู่ได้ตามปกติต่อไป   ขอบคุณที่มา honestdocs.co

มะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านม         จากสถิติกรมอนามัยโลก ปี ค.ศ. 2014 ประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งเต้านมรายใหม่กว่า 5,410 ราย และผู้เสียชีวิต 2,524 ราย อัตราการเสียชีวิตถูกจัดให้อยู่อันดับสอง ถ้าอย่างนั้น โรคมะเร็งเต้านมสามารถรักษาให้หายขาดได้ไหม? การตรวจพบในระยะแรกหรือทำการรักษาในระยะแรกเป็นปัจจัยสำคัญที่จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา นอกจากนี้ การเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมก็เป็นปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาได้ ถึงแม้ว่าผู้ป่วยตรวจพบว่าเป็นโรคมะเร็งเต้านมในระยะแพร่กระจายแล้ว ถ้าหากมีการเลือกแผนการรักษาที่เหมาะสม ก็สามารถที่จะได้รับผลการรักษาที่ดีและเอาชนะโรคภัยได้ เทคนิคแบบบาดแผลเล็กนี้ ผลข้างเคียงต่ำ บาดแผลเล็ก ฟื้นตัวเร็ว ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมหลีกเลี่ยงการตัดเต้านมทิ้ง หลีกเลี่ยงความเจ็บปวดจากผลข้างเคียง   หากท่านตรวจพบว่าป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านม เรายินดีช่วยเหลือ สามารถนัดออนไลน์หรือโทรนัดเพื่อติดต่อสอบถามได้ที่เบอร์02-645-2799   ผู้รอดชีวิตจากป่วยเป็นมะเร็งเต้านมมา 5 ปีร่วมแบ่งปันประสบการณ์  ประเภทของโรคมะเร็งเต้านม   มะเร็งเต้านมโดยทั่วไปจะหมายถึงมะเร็งที่เกิดจากต่อมประเภทหนึ่ง โดยเซลล์มะเร็งจะมาจากระบบต่อมน้ำเหลือง นอกจากนี้ ยังมีประเภทอื่น ตัวอย่างเช่น เกิดจากกล้ามเนื้อ ต่อมไขมันหรือก้อนเนื้อของระบบเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน   จะสามารถแบ่งประเภทมะเร็งเต้านมตามทฤษฎีทางการแพทย์ได้ดังนี้ มะเร็งเต้านมแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ มะเร็งเต้านมไม่ลุกลามไปที่ท่อน้ำนมกับมะเร็งเต้านมที่ลุกลามไปยังท่อน้ำนม   ทำความเข้าใจ ผลพยาธิวิทยาของโรคมะเร็งเต้านม   • อะไรคือ มะเร็งเต้านมไม่ลุกลามไปที่ท่อน้ำนม?   • อะไรคือ มะเร็งเต้านมที่ลุกลามไปยังท่อน้ำนม   • ระยะ TNM ของโรคมะเร็งเต้านม บ่งชี้ได้ถึงอะไร?   หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับผลพยาธิวิทยาของโรคมะเร็งเต้านม สอบถามออนไลน์หรือโทรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ทันที:02-645-2799 พวกเรายินดีตอบข้อสงสัยของท่านทุกประการ!   ระยะของมะเร็งเต้านมตลอดจนอัตราการรอดชีวิต 5 ปี   มะเร็งเต้านมระยะ 0:100%   มะเร็งเต้านมระยะที่ 1 :100%;   มะเร็งเต้านมระยะที่ 2:93%;   มะเร็งเต้านมระยะที่ 3:72%;   มะเร็งเต้านมระยะที่ 4 :22%。   วิธีการรักษามะเร็งเต้านม   • ความเจ็บปวดของเทคนิคการรักษาแบบดั้งเดิม   การผ่าตัดเต้านมออก :บาดแผลใหญ่ ความเสี่ยงสูง ไม่เหมาะกับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะสุดท้าย มีข้อจำกัดค่อนข้างสูง สำหรับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมส่วนใหญ่แล้ว การตัดเต้านมออกเท่ากับสูญเสียความเป็นผู้หญิงไป   การให้คีโม :ผลข้างเคียงสูง เช่น ผมร่วง คลื่นไส้ เป็นต้น   • เทคนิคการรักษามะเร็งเต้านมแบบใหม่ มีผลทำให้อัตรารอดชีวิตเพิ่มสูงขึ้น   เทคนิคบาดแผลเล็ก ปากแผลเพียง 2-3 มม. ผลข้างเคียงน้อย เจ็บน้อย

มะเร็งเต้านม เป็นโรคมะเร็งที่พบบ่อย เป็นอันดับ 2 ในหญิงไทย

             มะเร็งเต้านม เป็นโรคมะเร็งที่พบบ่อย เป็นอันดับ 2 ในหญิงไทย รองจากมะเร็งปากมดลูก และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่สำคัญ อัตราการเป็นมะเร็งเต้านม พบมากขึ้นเรื่อยๆประมาณว่า 1 ใน 10 ของผู้หญิงมีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งเต้านมในช่วงหนึ่งของชีวิต ดังนั้นจึงมีการตื่นตัวในการตรวจหาและรักษาปัญหาก้อนที่เต้านมเพื่อให้ได้การวินิจฉัยมะเร็งของเต้านมในระยะแรก และรักษาก่อนที่จะมีการแพร่กระจายของโรคออกไป เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีขึ้น ได้มีการพัฒนาวิธีการตรวจห้องปฏิบัติการรวมทั้งมีเครื่องมือต่างๆ ในการตรวจพิเศษ ประกอบกับมีความเข้าใจในด้านพยาธิสภาพเพิ่มขึ้น ทำให้แนวทางในการดูแลรักษาปัญหาของเต้านมในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร          ไม่มีใครสามารถบอกถึงสาเหตุที่แน่นอนว่าอะไรทำให้เซลล์ของเนื้อเยื่อเต้านมแบ่งตัวเพี้ยนไปจนเกิดเปลี่ยนเป็นโรคมะเร็ง แม้แต่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญก็ยังไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมสตรีรายหนึ่งจึงเป็นมะเร็งเต้านม ในขณะที่สตรีอีกรายที่มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตคล้ายๆ กัน จึงไม่เป็นโรคร้ายนี้ แต่ที่บอกได้แน่ๆ คือ โรคมะเร็งชนิดนี้ไม่ใช่โรคติดต่อ ไม่มีใครติดโรคมะเร็งเต้านมจากใคร ส่วนการกระแทก การชอกช้ำและการสัมผัสที่เต้านมบ่อยๆ นั้น ไม่ใช่สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งเต้านมอย่างแน่นอน ปัจจัยเสี่ยง ข้อมูลทางการแพทย์เพียงสนับสนุนให้เราทราบว่าอะไรเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้สตรีรายหนึ่งมีโอกาสเพิ่มขึ้นที่จะเป็นโรคมะเร็งเต้านมเท่านั้น 1. อายุหลังเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนหรือวัยทอง (Menopause) ยิ่งอายุเพิ่มขึ้นโอกาสเป็นโรคก็สูงขึ้นตามไปด้วย ส่วนมากจะเป็นกันช่วงอายุ 60 ปีขึ้นไป แต่ระยะหลังดูเหมือนอายุเฉลี่ยที่พบโรคนี้จะลดลงต่ำกว่า 60 ปี 2. ประวัติเคยเป็นโรคมะเร็งเต้านมข้างหนึ่ง มีโอกาสสูงขึ้นที่จะตรวจพบโรคมะเร็งได้ที่เต้านมอีกข้างหนึ่งในเวลาต่อมา 3. ประวัติโรคมะเร็งเต้านมในญาติสายตรง (มารดา, พี่สาวน้องสาวหรือลูกสาว) 4. เคยตรวจพบการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อเต้านมบางชนิดมาก่อนจากการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจในอดีต แม้ครั้งนั้นจะยังไม่ใช่โรคมะเร็งก็ตาม เช่น เนื้อเยื่อชนิด Atypical hyperplasia, ชนิด Lobular carcinoma in situ เป็นต้น 5. ความผิดปกติทางพันธุกรรมบางตัว การเปลี่ยนแปลงของยีนจำเพาะบางชนิด เช่น BRCA 1, BRCA 2 เป็นต้น             ปัจจุบันเชื่อว่ามีความผิดปกติของยีนอย่างน้อย 4-5 ชนิด ที่เป็นสาเหตุของมะเร็งเต้านมได้และรวมถึงมะเร็งรังไข่ด้วย ที่สำคัญที่สุด คือ ยีนมะเร็งเต้านมที่เรียกว่า BRCA1 และ BRCA2 โดยพบว่ามะเร็งเต้านมประมาณร้อยละ 5-10 เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 และความถี่นี้จะเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 5-10 เป็นร้อยละ 25 ในสตรีที่ได้รับการวินิจฉัยก่อนวัย 30 ปี ยีน 2 ชนิดดังกล่าว จัดอยู่ในกลุ่มของ Tumer Suppressor Gene หมายความว่า ยีนทั้ง 2 ชนิดนี้ ถ้าปกติดีจะผลิตโปรตีนที่ทำหน้าที่ควบคุมเซลล์เป้าหมาย ในที่นี้หมายถึงต่อมและท่อน้ำนม เซลล์ของรังไข่ ให้มีการแบ่งตัวอย่างปกติ คือยับยั้งไม่ให้แบ่งตัวมากเกินไปจนกลายเป็นเนื้องอก แต่ถ้ายีน 2 ชนิดนี้ เกิดการกลายพันธุ์ ยีนทั้ง 2 ก็จะเสียสภาพไม่สามารถผลิตโปรตีนซึ่งทำหน้าที่ควบคุมเซลล์เป้าหมาย เซลล์เป้าหมายก็จะแบ่งตัวผิดปกติเกิดเป็นโรคมะเร็งขึ้น            ทั้งมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ที่เกิดจากพันธุกรรม มีการเปลี่ยนแปลงของยีนตัวเดียวกัน คือ BRCA1 โดยบรรดาครอบครัวที่มีสมาชิกเป็นมะเร็งเต้านมและหรือมะเร็งรังไข่นั้น จะมีการกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 เกิดขึ้นประมาณร้อยละ 45 ของสมาชิกในครอบครัว ที่มีผู้ป่วยมะเร็งเต้านมและมากถึงร้อยละ 90 ของสมาชิกในครอบครัวที่มีทั้งผู้ป่วยมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่           นอกจากนี้ยังพบว่า ภายในครอบครัวที่มีการถ่ายทอดเฉพาะมะเร็งเต้านมอย่างเดียว ถ้าหากสมาชิกในครอบครัวที่เป็นมะเร็งส่วนใหญ่อายุน้อยกว่า 45 ปี ความถี่ในการกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 จะเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 45 เป็นร้อยละ 70 ซึ่งสตรีที่มีการกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 นี้จะมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งเต้านมในช่วงใดช่วงหนึ่งของอายุขัยได้มากถึงร้อยละ 85 และมีโอกาสเป็นมะเร็งที่รังไข่ได้ ประมาณร้อยละ 40-60 อีกด้วย BRCA2 เป็นยีนที่สัมพันธ์กับมะเร็งเต้านมชนิดที่สองที่แยกได้ในเวลาใกล้เคียงกับ BRCA1 โดยจะพบการกลายพันธุ์ของยีน BRCA2 ในครอบครัวมะเร็งเต้านมที่ไม่เกิดการกลายพันธุ์ ของยีน BRCA1 6. ประวัติทางนรีเวชที่บ่งชี้แนวโน้ม เช่น การมีบุตรคนแรกเมื่ออายุมากหรือไม่เคยมีบุตรเลย, เริ่มมีประจำเดือนครั้งแรกอายุน้อยๆ (เช่น น้อยกว่า 12 ปี), หมดประจำเดือนช้าหลังอายุ 55 ปี, และการใช้ฮอร์โมนทดแทนในสตรีวัยทองโดยเฉพาะฮอร์โมนชนิดรวม (Estrogen and progestin) ส่วนประวัติการแท้งบุตรไม่พบว่ามีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคนี้ 7. สตรีกลุ่มชนผิวขาวมีโอกาสพบโรคมะเร็งเต้านมได้บ่อยกว่าสตรีเชื้อชาติอื่น 8. ประวัติการได้รับรังสีรักษาบริเวณหน้าอกเมื่ออายุน้อย เช่น ใช้เพื่อการรักษาโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิด 9. ประวัติการได้รับยาฮอร์โมนกันแท้ง Diethylstilbestrol (DES) ซึ่งเคยเป็นที่นิยมใช้ในสตรีตั้งครรภ์ยุคก่อน ค.ศ. 1970 10. การตรวจพบเนื้อเต้านมที่มีความหนาแน่นหรือมีการสะสมไขมันเยอะจากการตรวจแมมโมแกรม (Mammogram) อาจพบโรคมะเร็งเต้านมได้บ่อยขึ้น 11. ภาวะโรคอ้วนลงพุง น้ำหนักเกิน ในสตรีวัยหมดประจำเดือน 12. การขาดการออกกำลังกายหรือการใช้ชีวิตที่ออกแนวเฉื่อยชา ทำให้มีโอกาสเป็นโรคอ้วนและน้ำหนักเกินได้ง่าย 13. การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ยิ่งดื่มมากพบว่ามีโอกาสสูงขึ้นที่จะเป็นมะเร็งเต้านม พึงตระหนักอยู่เสมอว่าการหลีกเลี่ยงจากปัจจัยเสี่ยงที่พอจะเลี่ยงได้จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านม อย่างไรก็ดี สตรีส่วนใหญ่แม้มีปัจจัยเสี่ยงก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นโรคมะเร็ง ในขณะที่มีสตรีที่เป็นมะเร็งเต้านมหลายรายไม่พบมีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้เลยแม้แต่ข้อเดียว การตรวจคัดกรอง การตรวจคัดกรองเป็นประจำช่วยให้แพทย์สามารถพบโรคมะเร็งเต้านมได้ตั้งแต่เพิ่งเริ่มเป็นสามารถรักษาโรคได้เนิ่นๆ ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นช่วยเพิ่มโอกาสการรักษาโรคให้หายขาดได้สูงขึ้นมาก การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมที่แนะนำได้แก่ 1. การตรวจเต้านมด้วยตนเอง            ควรทำการตรวจเต้านมเพื่อหาความเปลี่ยนแปลงที่น่าสงสัยด้วยตัวเองทุกเดือน การเปลี่ยนแปลงที่รู้สึกได้นั้นอาจเกิดจากอิทธิพลของระดับฮอร์โมนเพศในช่วงต่างๆ ของชีวิต เช่น ระหว่างรอบประจำเดือน ขณะตั้งครรภ์ วัยทอง การใช้ฮอร์โมนทดแทน ยาคุมกำเนิด หรือแม้แต่สมุนไพร ยาพื้นบ้านต่างๆ หากตรวจด้วยตัวเองสงสัยหรือไม่แน่ใจว่ามีก้อนหรือไม่ ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อช่วยวินิจฉัยต่อไป การตรวจเต้านม ควรจะต้องตรวจทั้งท่านั่งและท่านอนหงาย เพื่อตรวจหาความผิดปกติต่างๆ ของเต้านม หัวนม และท่อน้ำนม ว่าเป็นอย่างไร ในด้านของขนาด (size) รูปร่าง (contour) ลักษณะของก้อน (texture) การกดเจ็บ (tenderness) และตำแหน่ง (position) ของก้อนนั้นๆ เป็นต้น 2. การตรวจแมมโมแกรม ช่วยตรวจค้นหาก้อนบริเวณเต้านมที่มีขนาดเล็กจนอาจคลำไม่พบ เมื่อแพทย์สงสัยรอยโรคผิดปกติจากการตรวจ อาจจำเป็นต้องตัดชิ้นเนื้อบริเวณที่สงสัยส่งพิสูจน์ทางพยาธิวิทยาเพิ่มเติมเพื่อยืนยัน และรีบทำการรักษา แนะนำให้ตรวจแมมโมแกรมในสตรีต่อไปนี้ • อายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจแมมโมแกรมทุก 1-2 ปี เนื่องจากอุบัติการณ์ของมะเร็งในคนอายุน้อยกว่า 40 ปีนั้น มีเพียง 4-5% เท่านั้น และในผู้ป่วยอายุน้อยจะมีเนื้อเยื่อของเต้านมหนา (dense breast tissue) ทำให้แปลผลได้ยาก • กลุ่มอายุน้อยกว่า 40 ปีที่มีปัจจัยเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์ถึงเวลาที่ควรเริ่มตรวจครั้งแรกและความถี่ของการตรวจแมมโมแกรม ลักษณะที่ปรากฏจากแมมโมแกรม อาจจะช่วยบอกถึงพยาธิสภาพของโรคได้ อาทิ • ถ้าพบว่ามีก้อนเดียวโตกว่า 1 ซม. มีลักษณะกลมขอบเรียบและเห็นขอบชัดเจนทั้งหมด จะมีโอกาสเป็นมะเร็งต่ำประมาณ 2% • ก้อนที่ค่อนข้างเรียบแต่ขอบบางส่วนเห็นไม่ชัด หรือมีความหนาแน่นของก้อนมาก บอกขนาดไม่ชัดเจนจะมีโอกาสเป็นมะเร็ง 5% • ก้อนที่มีลักษณะเป็นรูปดาวหรือเป็นก้อนปุ่มหัวกลม จะพบว่ามีโอกาสเกิดเป็นมะเร็งสูงถึง 74% จำเป็นต้องทำการตรวจเพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่แน่นอนยิ่งขึ้นในกรณีเช่นนี้ 3. การตรวจอัลตร้าซาวด์เต้านม เป็นการตรวจเพื่อแสดงให้เห็นว่าก้อนในเต้านมนั้นมีลักษณะเป็นถุงน้ำหรือก้อนแข็งเท่านั้น ไม่สามารถแยกได้ว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ การตรวจด้วยการทำอัลตราซาวด์จึงไม่เหมาะที่จะนำมาใช้ เป็นการตรวจเพื่อคัดกรอง แต่อาจสามารถใช้ช่วยนำทางในการตัดชิ้นเนื้อออกตรวจ หรือเจาะดูดชิ้นเนื้อของก้อนโดยเฉพาะในกรณีที่คลำก้อนได้ไม่ชัดเจน 4. การตรวจเต้านมโดยแพทย์ เป็นขั้นตอนหนึ่งในการตรวจร่างกายประจำปีหรือเมื่อสงสัยก้อนที่เต้านม แพทย์จะทำการตรวจอย่างละเอียดตามขั้นตอนเพื่อหารอยโรค สารคัดหลั่งผิดปกติและต่อมน้ำเหลืองที่เกี่ยวข้องในบริเวณนั้น อาการ สตรีที่เป็นโรคมะเร็งเต้านมอาจมีอาการที่น่าสงสัยเหล่านี้ • รู้สึกความเปลี่ยนแปลง เช่น มีก้อนหรือความหนาตัวของเนื้อเต้านมหรือบริเวณใต้รักแร้ บางครั้งอาจมีอาการเจ็บบริเวณหัวนม (Nipple) • เห็นความเปลี่ยนแปลง เช่น ขนาดหรือลักษณะภายนอกของเต้านมเปลี่ยนไป, หัวนมมีการยุบหรือบุ๋มลงไปคล้ายโดนดึงรั้ง, ผิวหนังบริเวณใดบริเวณหนึ่งมีรอยย่นยับ บวมแดง หรือบุ๋มดูคล้ายผิวส้ม • มีของเหลวไหลออกมาจากหัวนม • มีต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้โต             สรุป มะเร็งเต้านมระยะเริ่มแรกจะไม่มีอาการ (สามารถตรวจพบความผิดปกติได้จากการทำเเมมโมแกรม) ต่อมาคลำได้เป็นก้อนแข็ง ระยะแรกเป็นก้อนเล็ก ถ้าทิ้งไว้ก็จะขยายขนาดขึ้นในที่สุด ก็จะแตกออกมาเป็นแผล ในผู้ป่วยบางคนอาจมาหาแพทย์ ด้วยอาการของมะเร็งในระยะแพร่กระจาย เช่น ถ้ากระจายไปที่ปอด ก็จะมีอาการ ไอ หอบเหนื่อย ถ้ากระจายไปที่กระดูก ก็จะมีอาการปวดกระดูก ต้องทำความเข้าใจว่า 1. ก้อนของเต้านม ส่วนใหญ่ไม่ใช่มะเร็ง แต่โอกาสจะเป็นมะเร็งจะมากขึ้น หากอายุมากขึ้น (จากสถิติ ก้อนที่เต้านมทุกช่วงอายุ พบมะเร็ง 15-20 % หากอายุน้อยกว่า 30 ปี พบมะเร็งเพียง 1.5% หากอายุเกินกว่า 50 ปี พบถึง 60 %) 2. ก้อนที่เป็นมะเร็งส่วนใหญ่ไม่มีอาการเจ็บ ( พบเพียง 15% ที่มีอาการเจ็บ ) ซึ่งทำให้ผู้ป่วยเข้าใจผิดคิดว่าไม่เจ็บคงไม่ใช่มะเร็ง แล้วก็ปล่อยทิ้งไว้ เมื่อพบว่ามีก้อนที่เต้านมจึงควรได้รับการตรวจและวินิจฉัยจากแพทย์เสมอ ปัญหาก้อนที่เต้านม สามารถแยกได้เป็น 3 กรณี คือ 1. กรณีที่สามารถคลำได้ก้อนที่เต้านมได้ชัดเจนจากการตรวจร่างกาย 2. กรณีที่การตรวจร่างกายไม่สามารถจะบอกได้ชัดเจนว่ามีก้อนหรือไม่แต่คลำได้เป็นเนื้อเยื่อหนาๆหรือมีก้อนตะปุ่มตะป่ำเล็กๆ 3. กรณีที่ตรวจพบก้อนจากการตรวจด้วยแมมโมแกรม (mammogram) ในขณะที่การตรวจร่างกายไม่พบก้อน ผิดปกติใดๆ ที่เต้านม ปัญหาการดูแลรักษาก้อนที่เต้านมมีหลักอยู่ที่ จะต้องแยกให้ได้ว่าเป็นเนื้องอกไม่ร้ายแรง(benign) หรือเป็นมะเร็ง (malignant) ข้อมูลเพื่อช่วยในการวินิจฉัย ได้แก่ โอกาสของการเป็นมะเร็ง ประวัติการเจ็บป่วย การตรวจเต้านม และการตรวจร่างกายส่วนอื่นๆ รวมไปถึงการตรวจเพิ่มเติมในบางรายเพื่อจะได้ให้การวินิจฉัยแก่ผู้ป่วยแต่ละคนได้อย่างถูกต้อง การวินิจฉัยโรค เมื่อสตรีมาพบแพทย์ด้วยอาการหรือการตรวจคัดกรองผิดปกติ จะได้รับการวินิจฉัยตามขั้นตอนดังนี้ 1. การซักประวัติเพิ่มเติม ถามถึงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ, ทำการตรวจร่างกาย, อาจส่งตรวจแมมโมแกรมหรือตรวจทางรังสีวิทยา (เอ๊กซเรย์) ที่จำเป็นเพิ่มก่อนพิจารณาว่าน่าสงสัยและจำเป็นต้องตรวจวินิจฉัยต่อไปหรือจะนัดตรวจติดตามอย่างไร 2. การเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อเพื่อพิสูจน์ทางพยาธิวิทยา (Biopsy) • วิธีเจาะดูดของเหลวจากถุงน้ำ (Cyst) หรือก้อนที่สงสัยด้วยเข็มขนาดเล็ก (Fine-needle aspiration – FNA) โดยแพทย์จะใช้เข็มเล็กๆ ดูดเอาของเหลวหรือเซลล์ออกจากก้อนที่เต้านม วิธีนี้ไม่ค่อยเจ็บ ในกรณีที่คลำได้ก้อนชัดเจน การเจาะดูดชิ้นเนื้อเพื่อนำมาตรวจจะได้ผลทั้งในแง่วินิจฉัย โดยนำมาตรวจด้วยวิธีเซลล์วิทยา (cytology) และอาจเป็นวิธีรักษา (therapeutic purpose) ในกรณีที่เป็นรอยโรคของถุงน้ำที่ไม่ใช่มะเร็ง ซึ่งในกรณีหลังนี้ไม่จำเป็นต้องตรวจหรือรักษาเพิ่มเติม ถ้าผลการตรวจเซลล์วิทยายืนยันว่าไม่เป็นมะเร็ง • การตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจด้วยเข็มขนาดโต (Core needle biopsy) เนื้อเยื่อในบริเวณที่สงสัยจากการตรวจด้วย mammogram จะถูกตัดออกมา โดยการใช้เข็มขนาดใหญ่กว่า การตรวจด้วยวิธี FNA เนื้อเยื่อที่ได้จะถูกส่งไปที่ห้องปฏิบัติการเพื่อทำการตรวจโดยพยาธิแพทย์ว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ วิธีนี้เจ็บมากขึ้นเล็กน้อย แต่ผลการตรวจมีความแม่นยำกว่าการตรวจแบบแรก • การตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจด้วยการผ่าตัด (Surgical biopsy) การผ่ามีอยู่ 2 อย่าง คือ การผ่าบางส่วนของก้อนเนื้องอกไปตรวจ ( incisional biopsy ) หรือการผ่าเอาก้อนทั้งหมดไปตรวจ ( excisional biopsy ) ซึ่งพยาธิแพทย์จะเป็นคนตรวจเนื้อเยื่อจากก้อนที่ตัดได้ โดยการนำไปส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ 3. การตรวจเพิ่มเติมพิเศษ เช่น MRI (Magnetic Resonance Imaging), การส่งเนื้อเยื่อตรวจหาตัวรับฮอร์โมน (Hormone receptor) ซึ่งจะช่วยบอกว่าสตรีรายนั้นควรได้รับยา กลุ่มฮอร์โมนหลังการรักษามาตรฐานหรือไม่, การตรวจหาโปรตีนหรือยีนส์ HER2READ MORE

วิธีตรวจเช็กมะเร็งเต้านม มี 3 ขั้นตอน

3 วิธีตรวจเช็กมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง           การตรวจเช็กเต้านมเป็นเรื่องที่ผู้หญิงทุกคนควรใส่ใจ เพราะหากตรวจพบมะเร็งเต้านมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ย่อมช่วยให้ไม่แพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ และสามารถทำการรักษาแบบตัดเฉพาะก้อนมะเร็งออก มีโอกาสรักษาให้หายขาดได้ 3 วิธีง่าย ๆ ในการตรวจเช็กมะเร็งเต้านมด้วยตนเองสามารถทำได้ดังนี้ วิธีที่ 1 ตรวจตอนอาบน้ำ           สามารถทำได้โดย   ใช้นิ้วมือวางราบบนเต้านม คลำและเคลื่อนนิ้วเบา ๆ ให้ครบทุกส่วนของเต้านมทีละข้าง     วิธีที่ 2 ตรวจหน้ากระจก           สามารถทำได้โดย    ยืนตัวตรงมือแนบลำตัว ยกแขนให้ขึ้นสูงเหนือศีรษะ สังเกตลักษณะเต้านมทั้งสองข้าง ยกมือเท้าที่เอว กดสะโพกแรง ๆ ไม่ให้กล้ามเนื้อเกร็งและหดตัว สังเกตลักษณะผิดปกติ วิธีที่ 3 ตรวจในท่านอน           สามารถทำได้โดย  นอนราบยกมือข้างหนึ่งไว้ใต้ศีรษะ ใช้มืออีกข้างตรวจคลำทุกส่วนของเต้านมทีละข้าง เริ่มคลำจากส่วนนอกและเหนือสุดของเต้านม เวียนไปรอบเต้านม ค่อย ๆ เคลื่อนมือเข้ามาเป็นวงแคบ ๆ จนถึงบริเวณเต้านมให้ทั่วทุกส่วน               บีบหัวนมเบา ๆ โดยใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้สังเกตว่ามีสิ่งผิดปกติไหลออกมาหรือไม่ สัญญาณเตือนต้องพบแพทย์           หากตรวจเช็กเต้านมด้วยตนเองแล้วพบอาการผิดปกติดังต่อไปนี้ควรรีบมาพบแพทย์           ก้อนหรือไตแข็งผิดปกติ           หัวนมดึงรั้งผิดปกติ           มีเลือดหรือน้ำเหลืองไหลจากหัวนม           เต้านมมีขนาดและรูปร่างผิดปกติ               แม้มะเร็งเต้านมจะพบบ่อยในผู้หญิงตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะในผู้หญิงที่ไม่มีบุตร มีบุตรช้า และมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม ผู้หญิงทุกคนก็ไม่ควรนิ่งนอนใจและควรตรวจเต้านมด้วยตนเองเป็นประจำ             ขอบคุณข่าวที่มาจาก >> bangkokhospital

การวางแผนการรักษามะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านมระยะที่หนึ่ง           การถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านม ก่อให้เกิดความกลัวและความตื่นตระหนกได้ แต่ถ้าคุณได้ทราบว่าเป็นระยะแรกก็คงใจชื้นขึ้น เนื่องจากมะเร็งในระยะเริ่มแรกสามารถรักษาให้ทุเลาลงได้ อัตราการรอดชีวิตสำหรับมะเร็วเต้านมระยะที่หนึ่งยังสูงมากอีกด้วย           ระยะของโรคมะเร็งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการวินิจฉัย คุณจะได้รับการตรวจอีกมาก ก่อนจะได้การวินิจฉัยอย่างถูกต้องครอบคลุม และการวางแผนการรักษา และในบทความนี้จะขอพาทุกท่านมารู้จักทางเลือกในการรักษาต่าง ๆ กันก่อน เพื่อเลือกทางที่เหมาะสมก่อนจะเริ่มการรักษา   มะเร็งเต้านมระยะแรก           มะเร็งเต้านมระยะแรก เป็นระยะที่มีก้อนขนาดเล็กมาก หรือเป็นเพียงกลุ่มของเซลล์มะเร็งในเต้านม หรือในต่อมน้ำเหลืองข้างเคียง มะเร็งเต้านมระยะแรกจะถูกจัดเป็น T0N0M0 ในการจัดระบบแบบ TNM  (TNM system) โดยตัวเลขดังกล่าวเป็นการให้คะแนนสำหรับก้อนมะเร็ง (tumor) การกระจายไปต่อมน้ำเหลือง (node status) และการแพร่กระจายไปยังที่อื่น (metastasis)           ถ้ามะเร็งของคุณถูกจัดเป็น T1 นั่นหมายความว่าก้อนมีขนาดเล็กกว่าหรือเท่ากับ 2 เซนติเมตร อาจมีการแพร่กระจายในระดับที่ตามองไม่เห็น (micrometastasis) ที่น้อยกว่าหรือเท่ากับ 0.1 เซนติเมตร ถ้าไม่พบก้อนในเต้านม แต่พบเซลล์มะเร็งในต่อมน้ำเหลืองข้างเคียง ก็จะถูกจัดเป็น N1           มะเร็งเต้านมระยะ 1A: คุณมีก้อนขนาดเล็กกว่า 2 เซนติเมตร และไม่มีก้อน หรือเซลล์มะเร็งนอกเต้านม           มะเร็งเต้านมระยะ 1B: เป็นได้อย่างน้อยสองสถานการณ์           1. มีก้อนขนาดเล็กกว่า 2 เซนติเมตร หรือมีกลุ่มเซลล์มะเร็งเล็ก ๆ ในต่อมน้ำเหลือง           2. ไม่มีก้อนในเต้านม แต่มีกลุ่มเซลล์มะเร็งขนาดใหญ่กว่า 2 มิลลิเมตร แต่ไม่เกิน 2 เซนติเมตร ในต่อมน้ำเหลือง           มะเร็งเต้านมระยะ 1B แบบอื่นที่เป็นได้:อาจมีทั้งก้อนขนาด 2 เซนติเมตรในเต้านม และมีการกระจายไปต่อมน้ำเหลือง   อัตราการรอดชีวิตสำหรับมะเร็งเต้านมระยะที่หนึ่ง           จากข้อมูลของ National Cancer Database อัตราการรอดชีวิตที่ระยะห้าปีเป็น 100% สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาครบ ทั้งนี้ อัตราการรอดชีวิตที่ระยะห้าปี ไม่ได้หมายความว่าคุณจะมีชิตอยู่ได้แค่ห้าปีหลังจากได้รับการวินิจฉัย           ผู้ป่วยโรคมะเร็งจะได้พบแพทย์ต่อเนื่องเป็นเวลาห้าปี เพื่อติดตามให้แน่ใจว่าการฟื้นตัวเป็นไปอย่างราบรื่นและไม่จำเป็นต้องมีการรักษาสำหรับการเป็นซ้ำ ซึ่งหากสามารถควบคุมโรคได้เป็นเวลานานขนาดนั้นแล้ว โอกาสที่จะกลับมาเป็นอีกก็ลดลงมาก คุณอาจต้องเผชิญกับโรคและภาวะอื่น ๆ แต่แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะเสียชีวิตจากโรคมะเร็งเต้านมระยะที่หนึ่ง กล่าวโดยสรุปคือ การพยากรณ์โรคดีมาก การรักษามะเร็งเต้านมระยะที่หนึ่ง           ปัจจัยหลายอย่างมีผลต่อการเลือกการรักษา ทั้งลักษณะความรุนแรงของเซลล์มะเร็ง (Tumor grade), ฮอร์โมน, HER 2/neu status, การกระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง, ขอบเขตของการผ่าตัด (surgical margin) และสารบ่งชี้มะเร็ง (Tumor marker score) ระยะของโรคเป็นแค่เพียงส่วนหนึ่งในการวินิจฉัยที่ทั้งคุณและแพทย์ผู้รักษาต้องนำมาร่วมพิจารณาเพื่อวางแผนการรักษา           การรักษาอาจจะเป็นเพียงแค่การตัดก้อนมะเร็งออก (Lumpectomy) ร่วมกับการผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองเซ็นติเนล (Centinel node biopsy) ต่อด้วยการฉายแสงและให้ฮอร์โมนบำบัดเป็นเวลาห้าปี แต่หากก้อนมะเร็งอยู่ลึก หรือมีประวัติมะเร็งเต้านมในครอบครัวที่ชัดเจน การตัดเนื้อเต้านมร่วมกับการเสริมสร้างเต้านมหลังการผ่าตัด (Skin sparing mastectomy with immediate reconstructions) ร่วมกับการผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองเพื่อดูเรื่องการกระจายของโรค ก็อาจเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษา           ไม่ว่าจะผ่าตัดด้วยวิธีใดก็ตาม แพทย์จะแนะนำให้มีการรักษาร่วมเพิ่มเติมเพื่อลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ ซึ่งการรักษาดังกล่าวอาจรวมถึงการฉายแสง การให้ยาเคมีบำบัด ฮอร์โมนบำบัด หรืออาจใช้หลายแบบร่วมกันเพื่อวัตถุประสงค์ในการรักษาในแง่อื่น   การพยากรณ์โรค และอารมณ์ของคุณ           เมื่อคุณได้รับการวินิจฉัยเป็นมะเร็งเต้านมระยะที่หนึ่ง คุณอาจมองหากลุ่มช่วยเหลือ หรือผู้ป่วยคนอื่น ๆ ที่ได้รับการวินิจฉัยคล้าย ๆ กัน ซึ่งเป็นความคิดที่ดีเนื่องจากคุณจะได้เรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์มาก่อน อย่างไรก็ตาม อารมณ์ความรู้สึกของคุณอาจจะอ่อนไหวมากพอ ๆ กันกับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะสุดท้ายได้ แม้ว่าความจริงแล้วการพยากรณ์โรคจะแตกต่างกันอย่างมาก           ใครก็ตามที่ถูกบอกว่า “คุณเป็นมะเร็งนะ” ก็คงจะมีอารมณ์หลากหลาย ทั้งกลัว กังวล สับสน ตื่นตกใจ กล่าวโทษสิ่งอื่น ๆ และหวังว่าจะยอมรับได้ อารมณ์ของคุณเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ ไม่ว่าคุณจะเป็นมะเร็งระยะไหนก็ตาม คนที่ระยะโรครุนแรงกว่าคุณอาจจะช่วยเหลือคุณได้ แต่พวกเขาอาจจะเพิกเฉยต่อความรู้สึกของคุณ อย่าให้สิ่งนี้มาเป็นสิ่งรบกวนจิตใจของคุณ แต่ให้จดจ่ออยู่กับการฟื้นตัวและการต่อสู้กับโรคของตนเอง จงมีความหวัง และมุ่งมั่น วางแผนสำหรับการมีชีวิตอยู่ต่อไป และช่วยเหลือผู้อื่นที่ประสบปัญหาเช่นเดียวกับคุณ       ขอบคุณที่มา  >> honestdocs

การผ่าตัดรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านม

การรักษามะเร็งเต้านม   1. การผ่าตัด (Surgery) เป็นการรักษาหลักของการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านม โดยก่อนอื่นต้องทราบความรู้พื้นฐานก่อนว่า เมื่อมีก้อนมะเร็งเต้านมเกิดขึ้น อวัยวะแรกที่เซลส์มะเร็งเต้านมจะกระจายลุกลามไปถึงคือ ต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ ดังนั้นการผ่าตัดรักษามะเร็งเต้านมจึงต้องผ่าตัดทั้งบริเวณเต้านมและเลาะต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ออกไปด้วย ในปัจจุบันการผ่าตัดรักษามะเร็งเต้านมวิธีมาตรฐาน ได้แก่ การผ่าตัดเต้านมออกทั้งเต้าและเลาะต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ออกทั้งหมด เรียกการผ่าตัดนี้ว่า Modified Radical Mastectomy หรือย่อว่า MRM ซึ่งผลการรักษาดีเทียบเท่ากับวิธีการผ่าตัดรักษาในอดีตแต่ผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดน้อยกว่ามาก (สมัยก่อนนอกจากจะผ่าตัดเอาเนื้อเต้านมออกไปทั้งเต้าแล้ว ยังตัดเอากล้ามเนื้อผนังหน้าอกออกไปทั้งหมดอีกด้วย) แต่จากการศึกษาและวิจัยทางการแพทย์ล่าสุดพบว่าการผ่าตัดรักษาโดยการตัดเฉพาะก้อนมะเร็งออกโดยมีเนื้อเต้านมดีหุ้มก้อนมะเร็งออกไปนั้น ขณะที่ไม่จำเป็นต้องตัดเต้านมออกทั้งเต้า แต่ไปทำการฉายแสงบริเวณเต้านมที่เหลือแทน พบว่าผลของการรักษาในด้านการกลับเป็นซ้ำของโรคและการมีอายุยืนยาวของผู้ป่วยมากกว่า 5 ปีขึ้นไปไม่แตกต่างกันกับวิธีผ่าตัดรักษามาตรฐานเดิมคือ MRM เรียกวิธีการผ่าตัดนี้ว่า การผ่าตัดแบบสงวนเต้านม (Breast Conserving Surgery) แต่ใช่ว่าผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมทุกคนจะรักษาด้วยการผ่าตัดนี้ได้ เนื่องจากการผ่าตัดแบบสงวนเต้านมนี้ไม่สามารถทำได้ในกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่สามารถฉายรังสีที่เต้านมได้ เช่น เคยได้รับการฉายรังสีที่หน้าอกมาก่อนหน้า หรือตั้งครรภ์อยู่ และกลุ่มผู้ป่วยที่ก้อนมะเร็งเต้านมกระจายอยู่ทั่วทั้งเต้านมจนไม่สามารถผ่าตัดให้มีเนื้อดีหุ้มก้อนมะเร็งโดยรอบได้ จึงจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเต้านมออกทั้งเต้า หลังผ่าตัดเต้านมออกทั้งเต้าเพื่อรักษาโรคมะเร็ง นอกจากสุขภาพกายที่เสียไปแล้ว สุขภาพจิตที่รูปลักษณ์ภายนอกคือการไม่มีเต้านมก็เสียตามไปด้วย จึงเป็นผลให้มีวิทยาการทางด้านการผ่าตัดตกแต่งและเสริมสร้างเต้านมมาช่วยทำให้ผู้ป่วยมีเต้านมขึ้นใหม่ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับของเดิม โดยวิธีการผ่าตัดตกแต่งและเสริมสร้างเต้านมใหม่ที่เหมาะสมกับผู้ป่วยรายนั้นๆ ก็จะแตกต่างกันออกไป วิธีการผ่าตัดมีตั้งแต่การใช้ไขมัน กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อของร่างกายผู้ป่วยเอง ได้แก่ จากหน้าท้อง (Transverse rectus abdominis myocutaneous or TRAM flap) และจากแผ่นหลัง (Latissimus dorsi or LD flap) และการใช้เต้านมเทียมหรือการเสริมซิลิโคน (Silicone breast implant) ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเหมือนคนปกติที่ยังมีเต้านมอยู่ มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น ไม่สูญเสียความมั่นใจในการใช้ชีวิตในสังคมต่อไปหลังการผ่าตัดรักษามะเร็งเต้านมแล้ว         ส่วนการผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ จากเดิมที่ทำการเลาะต่อมน้ำเหลืองออกทั้งหมด พบว่ามีผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัด เช่น ยกแขนได้ไม่สุดหรือยกไม่ขึ้น ชาบริเวณรักแร้และต้นแขน แขนบวมหรือมีแผลเรื้อรังที่แขน เป็นต้น ข้อมูลทางการแพทย์ล่าสุดพบว่าในต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ทั้งหมดจะมีกลุ่มต่อมน้ำเหลืองกลุ่มแรกที่เซลส์มะเร็งเต้านมจะกระจายลุกลามมาถึงก่อน ต่อมน้ำเหลืองกลุ่มนี้เรียกว่า ต่อมน้ำเหลืองเซนติเนล ซึ่งสามารถใช้สารสีพิเศษฉีดที่เต้านมเพื่อจำลองการกระจายของเซลส์มะเร็งแล้วผ่าตัดเลาะเอาเฉพาะต่อมน้ำเหลืองที่ติดสารสีพิเศษนั้น (Sentinel lymph node biopsy) ซึ่งก็คือกลุ่มต่อมน้ำเหลืองเซนติเนลไปให้พยาธิแพทย์ตรวจวินิจฉัยชิ้นเนื้อเร่งด่วนด้วยวิธีแช่แข็ง (Frozen section) ว่ามีเซลส์มะเร็งลุกลามไปถึงต่อมน้ำเหลืองแล้วหรือไม่ ถ้าพบว่าผลตรวจเป็นลบ แปลว่า ไม่มีการกระจายของเซลส์มะเร็งไปถึงต่อมน้ำเหลือง ก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องเลาะต่อมน้ำเหลืองออกทั้งหมด ทำให้ผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดหลังการผ่าตัดลดน้อยลง แต่ถ้าพบว่าผลตรวจเป็นบวก ซึ่งแปลว่า มีเซลส์มะเร็งลุกลามไปถึงต่อมน้ำเหลืองกลุ่มแรกแล้ว ก็จำเป็นต้องทำการผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ออกทั้งหมดเพื่อรักษาและประเมินระยะของมะเร็งเต้านมต่อไป   2. การรักษาหลังการผ่าตัด (Adjuvant therapy) เพื่อลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งเต้านมโดยกำจัดเซลส์มะเร็งที่หลงเหลืออยู่บริเวณเต้านมและทั่วร่างกาย ซึ่งจะให้การรักษาแต่ละชนิดเมื่อมีข้อบ่งชี้ในการรักษาเท่านั้น การรักษาที่ว่าประกอบด้วย       เคมีบำบัดหรือคีโม (Chemotherapy) พิจารณาให้ถ้าขนาดของก้อนมะเร็งใหญ่กว่า 1 เซนติเมตรและ/หรือมีการกระจายของมะเร็งไปที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้แล้ว ปกติการให้เคมีบำบัดในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านมจะมีสูตรยาเคมีหลายสูตร มีทั้งแบบใช้ยาตัวเดียวหรือยาหลายตัวผสมกัน ทั้งแบบยาฉีดหรือยากิน ทั้งแบบให้ยาทุกสัปดาห์และทุก 3-4 สัปดาห์ ใช้เวลาในการให้ยาเคมีครบประมาณ 3-6 เดือน และนอกจากยาเคมีจะไปทำลายเซลส์มะเร็งที่มีการเจริญเติบโตและแบ่งตัวอย่างรวดเร็วในร่างกายแล้ว ยังจะไปทำลายเซลส์ปกติของร่างกายที่มีการเจริญแบ่งตัวด้วย เช่น เซลส์เม็ดเลือด เกล็ดเลือด เนื้อเยื่อในช่องปาก ลำไส้ และเส้นผม เป็นต้น ทำให้มีผลข้างเคียง เช่น การติดเชื้อ แผลในปาก เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย และผมร่วงได้ การฉายแสง (Radiation) พิจารณาให้ในกรณีที่ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่กว่า 5 เซนติเมตร มีการกระจายของมะเร็งไปที่ต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้จำนวนมากกว่า 4 ต่อมขึ้นไป หรือขอบชิ้นเนื้อที่ผ่าตัดออกไปยังมีเซลส์มะเร็งอยู่ การฉายแสงส่วนใหญ่จะทำติดต่อกัน 5 ถึง 6 สัปดาห์ (ปกติจะฉายวันจันทร์ถึงวันศุกร์ หยุดพักวันเสาร์อาทิตย์) ฉายแสงไปที่บริเวณเต้านม ผนังหน้าอกและบริเวณรักแร้ ใช้เวลาในการฉายแสงแต่ละครั้งใช้เวลาไม่นานประมาณ 10-15 นาที ยาต้านฮอร์โมน (Endocrine or Hormonal therapy) เมื่อนำก้อนเนื้อมะเร็งไปย้อมพิเศษเพื่อดูว่ามีตัวรับฮอร์โมนเพศหญิง เอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน (Estrogen and Progesterone receptor) แล้วผลออกมาเป็นบวก แสดงว่ามะเร็งเต้านมนั้นมีการตอบสนองต่อฮอร์โมน ดังนั้นผู้ป่วยควรได้รับยาต้านฮอร์โมน โดยกินยาวันละ 1 เม็ดเป็นระยะเวลา 5 ปี       ยาตรงเป้า (Targeted therapy) เมื่อนำก้อนเนื้อมะเร็งไปย้อมพิเศษแล้วผลตัวรับเฮอร์ทู (HER-2 receptor) ออกมาเป็นบวก แสดงว่าเป็นมะเร็งที่เกิดจากการกลายพันธุ์เพิ่มปริมาณของยีนก่อมะเร็งเฮอร์ทูซึ่งมีแนวโน้มที่จะลุกลามอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ในระยะเวลาอันสั้น มะเร็งเต้านมสายพันธุ์เฮอร์ทูพบได้ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของมะเร็งเต้านมทั้งหมด ผู้ป่วยในกลุ่มนี้ควรได้รับยาต้านเฮอร์ทู (Anti-HER2 therapy) โดยเป็นยาฉีดควบคู่ไปกับยาเคมีบำบัด           ขอบคุณที่มา >>bangkokpattayahospital  

Support by |Nolvadex