ความหมาย มะเร็งเต้านม

              มะเร็งเต้านม (Breast cancer) เป็นโรคมะเร็งที่เกิดจากเนื้อเยื่อที่มีความผิดปกติส่วนใดส่วนหนึ่งภายในเต้านมเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์มะเร็งและขยายใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นก้อนเนื้อร้าย ก่อนจะลุกลามไปสู่เนื้อเยื่อข้างเคียงและแพร่กระจายไปยังเซลล์อื่นของร่างกาย มะเร็งชนิดนี้สามารถพบได้ทั้งในเพศหญิงและเพศชาย แต่พบในเพศชายในอัตราที่น้อยมาก             ภายในเต้านมของผู้หญิงจะประกอบไปด้วยต่อมผลิตน้ำนม ท่อน้ำนม เนื้อเยื่อไขมัน ท่อน้ำเหลือง เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน หลอดเลือดต่าง ๆ ซึ่งเซลล์มะเร็งส่วนใหญ่ที่พบมักจะเกิดขึ้นบริเวณต่อมผลิตน้ำนม (Lobules) และท่อน้ำนม (Ducts) มากกว่าส่วนอื่น การก่อตัวของมะเร็งเต้านมสามารถเกิดขึ้นได้กับเซลล์ทุกส่วนภายในเต้านมในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มจากเซลล์ผิดปกติมีการแบ่งตัวมากขึ้นเป็นจำนวนมากจนไม่สามารถควบคุมได้ และขยายใหญ่ขึ้นเป็นก้อนเนื้อร้าย ก่อนจะแพร่กระจายไปยังเนื้อเยื่อข้างเคียง ระบบน้ำเหลือง และสุดท้ายกระจายไปยังกระแสเลือด และไปยังอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ ระยะของมะเร็งเต้านม ระยะความรุนแรงของโรคมะเร็งเต้านมแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ขึ้นอยู่กับขนาดของก้อนเนื้อ การแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งไปสู่ต่อมน้ำเหลือง หรืออวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ระยะ 0-1: พบเซลล์ผิดปกติภายในเนื้อเยื่อเต้านม และก้อนเนื้อมีขนาดไม่เกิน 2 เซนติเมตร แต่ยังจำกัดการเกิดเฉพาะภายในเต้านม ซึ่งเป็นระยะที่ยังไม่พบการลุกลามของโรคไปยังส่วนอื่น ระยะ 2: ก้อนมะเร็งมีขนาดโตขึ้น และอาจแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองเฉพาะบริเวณรักแร้ แต่จำนวนไม่กี่ต่อม หรืออาจไม่พบก้อนเนื้อ แต่พบเซลล์มะเร็งบริเวณต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้ ระยะ 3: เนื้อเยื่อเต้านมถูกทำลายเป็นบริเวณกว้างถึงชั้นผิวหนังจนเกิดเป็นแผล ก้อนมะเร็งมีขนาดโตขึ้นมากกว่า 5 เซนติเมตร ลุกลามไปติดกับกล้ามเนื้อหน้าอก มีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้และต่อมน้ำเหลืองอื่นในบริเวณใกล้เคียงเต้านม หรือก้อนเนื้อขยายใหญ่ขึ้นไม่เกิน 5 เซนติเมตร และมีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองจำนวนมากขึ้น     ระยะ 4: โรคมีการแพร่กระจายเข้าหลอดเลือดไปยังอวัยวะอื่น ๆ ของร่างกาย เช่น ตับ สมอง ปอด กระดูก ซึ่งเป็นระยะที่รักษาไม่หายขาด           สำหรับในประเทศไทย จากข้อมูลทะเบียนมะเร็งของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พบว่าโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตในผู้หญิงไทยเป็นอันดับต้น ๆ และยังพบจำนวนผู้ป่วยมะเร็งเต้านมรายใหม่ประมาณ 13,653 ราย หรือคิดเป็น 29.3 ต่อประชากร 100,000 ราย ซึ่งคาดการณ์ว่ามีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะการตรวจพบมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้น จะเพิ่มโอกาสในการรักษาให้ผู้ป่วยหายขาดได้มากขึ้น อาการของมะเร็งเต้านม           มะเร็งเต้านมในระยะแรกแทบไม่แสดงอาการใด ๆ ผู้ป่วยมักมาพบแพทย์ด้วยการคลำพบก้อนเนื้อในเต้านมหรือบริเวณรักแร้มากที่สุด อาการอื่น ๆ อาจสังเกตได้จากขนาดหรือรูปร่างของเต้านมที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม หัวนมบุ๋ม เป็นแผล อาจมีน้ำเหลืองหรือของเหลวสีคล้ายเลือดไหลออกมาหรือเป็นผื่นบริเวณหัวนม สาเหตุของมะเร็งเต้านม          มะเร็งเต้านมยังไม่พบสาเหตุการเกิดที่แน่ชัด แต่พบปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคได้มากขึ้น โดยเฉพาะในเพศหญิง ทั้งจากสภาพแวดล้อมภายนอก พฤติกรรมการใช้ชีวิต อายุที่มากขึ้น ผู้หญิงที่ไม่มีบุตร หรือมีช่วงระยะของการมีประจำเดือนนาน และอีกหลายปัจจัย ทั้งนี้บางปัจจัยสามารถแก้ไขได้ แต่บางปัจจัยไม่สามารถควบคุมได้ เช่น ความบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกัน ความผิดปกติทางพันธุกรรม หรือเชื้อชาติ เป็นต้น การวินิจฉัยมะเร็งเต้านม         แพทย์จะตรวจดูความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเต้านม พร้อมทั้งประเมินวิธีการรักษาในขั้นตอนต่อไป แพทย์อาจมีการตรวจเอกซเรย์เต้านม (Mammogram) อัลตราซาวด์ (Ultrasound) หรือการตรวจเอกซเรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Imaging: MRI) เพื่อดูก้อนเนื้อหรือเซลล์ที่เกิดความผิดปกติก่อนจะมีการเจาะชิ้นเนื้อ (Biopsy) ออกมาตรวจวิเคราะห์ ทั้งนี้ การเลือกใช้วิธีใดในการตรวจวินิจฉัยหรือตรวจในขั้นตอนใดก่อน แพทย์จะดูอาการและสิ่งที่ตรวจพบจากการตรวจร่างกายเป็นข้อมูลเบื้องต้น   การรักษามะเร็งเต้านม           การรักษามะเร็งเต้านมมีหลายวิธี ปัจจุบันจะใช้วิธีการผ่าตัด การฉายรังสี การรักษาด้วยฮอร์โมน หรือการรักษาด้วยเคมีบำบัด ซึ่งแต่ละวิธีมีข้อดี ข้อเสีย และผลข้างเคียงที่แตกต่างกันออกไป ทั้งนี้แพทย์อาจใช้วิธีการเดียวหรือหลายวิธีรวมกันในการรักษา โดยอยู่ภายใต้ดุลยพินิจของทีมแพทย์และความต้องการของผู้ป่วย เพื่อการวางแผนการรักษาผู้ป่วยที่ได้รับประโยชน์สูงสุด ภาวะแทรกซ้อนของมะเร็งเต้านม           มะเร็งเต้านมสามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้หลายกรณี เนื่องมาจากผลของการรักษาที่ทำให้ร่างกายอ่อนแอลง ผู้ป่วยอาจรับประทานอาหารได้น้อย รู้สึกเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ไม่สดชื่น นอนไม่หลับ หรือมีปัญหาด้านทางอารมณ์ มีภาวะบวมน้ำเหลืองในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะลุกลาม เนื่องจากท่อน้ำเหลืองเกิดการอุดตันจนทำให้มีการคั่งของน้ำเหลืองบริเวณนั้นมาก นอกจากนี้อาจพัฒนาให้เกิดมะเร็งบริเวณส่วนอื่นของร่างกายได้หากมะเร็งเกิดการลุกลามเข้าสู่กระแสเลือดไปยังอวัยวะนั้น ๆ การป้องกันมะเร็งเต้านม           ควรตรวจเต้านมด้วยตนเองเป็นประจำทุกเดือน โดยเริ่มตรวจตั้งแต่อายุยังน้อย และเข้ารับการตรวจจากแพทย์หรือพยาบาลเป็นครั้งคราว ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ควรเข้ารับการตรวจเอกซเรย์เต้านม (Mammogram) ประมาณปีละ 1 ครั้ง เนื่องจากมะเร็งเต้านมยังไม่พบสาเหตุการเกิดที่แน่ชัด การป้องกันได้เต็มประสิทธิภาพจึงทำได้ยาก นอกจากนี้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งหรือส่งผลเสียต่อสุขภาพอาจช่วยลดโอกาสการเกิดและรับมือกับมะเร็งเต้านมได้ทันท่วงที         ขอบคุณทีมาจาก pobpad

ผู้ชายก็เป็นมะเร็งเต้านมได้

ผู้ชายก็เป็นมะเร็งเต้านมได้ มะเร็งเต้านมชายพบมากในชายสูงวัยมากกว่าชายวัยหนุ่ม แต่ก็มีผู้ชายที่มีแนวโน้มป่วยด้วยโรคนี้สูง          มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งอันดับหนึ่งของผู้หญิงไทย สถิติจากสถาบันมะเร็งบอกว่าผู้หญิงไทยป่วยเป็นมะเร็งเต้านม 28.6 คนต่อประชากร 1 แสนคน และมีอัตราการเกิดโรคและการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในทางกลับกัน มะเร็งเต้านมในผู้ชายกลับมีการพูดถึงน้อยมากข้อมูลในสหรัฐระบุว่า มะเร็งเต้านมในผู้ชายมีอัตราราวร้อยละ 1 ของมะเร็งเต้านมที่พบทั้งหมด คิดเป็นตัวเลขราว 2,500 คน จากจำนวนนี้พบว่ามีผู้เสียชีวิตราว 500 คนต่อปี         มะเร็งเต้านมชายพบมากในชายสูงวัยมากกว่าชายวัยหนุ่ม แต่ก็มีผู้ชายที่มีแนวโน้มป่วยด้วยโรคนี้สูงเช่น มีญาติพี่น้องผู้หญิงป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านม หรือมีความไวต่อการรับฮอร์โมนเอสโตรเจน หรือมีโครโมโซมเป็น XXY มีข้อมูลว่าผู้ชายที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านมราว 1 ใน 5 มีประวัติครอบครัวป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านม และมียีน BRCA ซึ่งเป็นยีนที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งเต้านมอยู่ในร่างกาย นอกจากนี้การบริโภคแอลกอฮอล์มาก หรือเป็นโรคอ้วน ก็เป็นตัวเร่งที่ทำให้มะเร็งถามหาเช่นกัน        แม้ว่าสถิติของผู้ชายป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านมจะน้อย แต่แพทย์ส่วนใหญ่ต่างระบุว่า ผู้ชายไม่ค่อยรู้ตัวและปล่อยให้มะเร็งลุกลามจนเกินขั้นรักษา ผู้หญิงส่วนใหญ่นิยมเข้ารับตรวจเต้านม (mammogram) ตอนอายุราว 40 ปีขึ้นไป แต่ผู้ชายส่วนใหญ่ไม่เคยตรวจเต้านมเลยตลอดทั้งชีวิต เพราะคิดว่าโรคนี้ไม่มีทางเกิดกับตนอาการเริ่มต้นที่สังเกตได้ง่ายที่สุดคือ เริ่มมีก้อนเนื้อที่หน้าอก เช่นเดียวกับมะเร็งเต้านมในผู้หญิง แต่ผู้ชายมีเนื้อเยื่อหน้าอกน้อยกว่าทำให้สังเกตได้ยาก ผู้ชายส่วนใหญ่จะเริ่มรู้ว่าตนเองมีก้อนเนื้อก็ต่อเมื่อมะเร็งเริ่มลามไปถึงหัวนม หรือมีเลือดออกบริเวณหัวนม แต่ก็เป็นสัญญาณว่าอาการลุกลาม และก้อนเนื้อมะเร็งที่อยู่ในหน้าอก ก็อาจลุกลามไปยังระบบต่อมน้ำเหลืองเสียแล้ว          การรักษามะเร็งเต้านมชาย ไม่แตกต่างจากการรักษามะเร็งเต้านมของผู้หญิง ขึ้นอยู่กับอาการของโรคและดุลพินิจของแพทย์ว่าจะต้องใช้วิธีการใด ได้แก่ การตัดเนื้อเยื่อหน้าอกออก การฉายแสง การทำคีโม หรือใช้ฮอร์โมนรักษาให้เนื้อมะเร็ง ซึ่งไวต่อฮอร์โมนเพศหญิงหายไป         คำแนะนำของแพทย์ส่วนใหญ่ในการป้องกันมะเร็งเต้านมชายคือ หมั่นตรวจเช็กร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ตรวจร่างกายอย่างน้อยปีละครั้ง หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ และรู้จักสังเกตร่างกายตัวเองด้วยการคลึงเต้านมเหมือนการตรวจเต้านมผู้หญิง ถึงแม้จะไม่เจอ แต่ถ้ารู้สึกว่าหน้าอกตนเองผิดปกติก็ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว และอย่าคิดว่าตนเองไม่น่าจะป่วยด้วยโรคแบบนี้ มิฉะนั้นอาจสายเกินแก้ได้       ขอบคุณที่มาจาก rajavithi  

กุ๊ก-กฤติกา เตือนผู้ชายอย่าประมาท หลังพ่อป่วยเป็นมะเร็งเต้านม

          กุ๊ก-กฤติกา เตือนผู้ชายอย่าประมาท หลังพ่อป่วยเป็นมะเร็งเต้านม เป็นเรื่องราวที่ผู้คนบนโลกออนไลน์ต่างให้ความสนใจ หลัง กุ๊ก-กฤติกา ขอไพบูลย์ ผู้ประกาศข่าวสาวชื่อดัง ได้โพสต์ภาพและข้อความลงในอินสตาแกรมส่วนตัว เล่าถึงอาการป่วยของพ่อซึ่งป่วยเป็นมะเร็งเต้านม เพื่อเตือนให้ทุกคนอย่าประมาทเรื่องสุขภาพ วันนี้คุณพ่อของกุ๊กเข้ารับการผ่าตัดมะเร็งเต้านมนะคะ พ่อเป็นมะเร็งเต้านมจนมีแผลแตกออกมาจากเต้านมแล้วจึงได้เข้ารับการรักษา ด้วยความไม่รู้ว่าผู้ชายก็เป็นได้ ด้วยความคิดว่าร่างกายแข็งแรงมาก ๆ จึงประมาทกับการรักษาร่างกาย จนเจ็บป่วยร้ายแรงมาก วันนี้พ่อได้ผ่าตัดแล้วจึงอยากแบ่งปันประสบการณ์กับทุก ๆ ท่านนะคะ มะเร็งเต้านมเป็นเรื่องใกล้ตัว โดยเฉพาะครอบครัวที่คุณพ่อเป็น ลูกสาวทุก ๆ คนมีโอกาสเป็นสูงกว่าคนปกติ มีโอกาสเป็นทั้งมะเร็งเต้านมและรังไข่นี่คือคำเตือนของคุณหมอ คุณหมอแนะนำว่า ลูกสาวทุกคนต้องตรวจ พ่อกุ๊กมีลูก 3 คนทุกคนเป็นผู้หญิงแน่นอนว่า เราทุกคนอยู่ในกลุ่มมีความเสี่ยงสูง ยังไม่ทันได้มีการตรวจก็พบว่า พี่สาวคนกลางกุ๊กเป็นมะเร็งเต้านม พี่สาวคนโตเป็นมะเร็งรังไข่แพร่กระจายหลายจุด โดยพบอีกจุดที่เต้านมด้วยยังไม่ทันได้รักษาอะไรมากนักพี่สาวคนโตกุ๊กก็เสียชีวิต กุ๊กยังโชคดีกว่า คนอื่นตรวจพบความผิดปกติแต่ยังไม่ใช่มะเร็ง จึงยังไม่ต้องยุ่งยากในการรักษาในขณะที่ต้องดูแลคนอื่น ๆ อยู่ แม้ไม่เป็นแต่ก็ไม่ง่ายที่จะผ่านช่วงเวลานี้ สิ่งที่อยากแบ่งปันเพื่อนทุกคนจากประสบการณ์ครั้งนี้ คืออย่าประมาทกับสุขภาพเป็นดีที่สุด แต่ถ้าเป็นแล้วเป็นน้อย ๆ รักษาแต่เนิ่น ๆ ก็ดีที่สุด ถ้ามีคนในครอบครัวเป็นแล้วเราอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเดี๋ยวนี้วิวัฒนาการทำให้เราตรวจเพื่อป้องกันได้ พ่อกับกุ๊กก็เข้ารับการตรวจเพื่อเทียบยีนส์ที่อาจมีการกลายพันธุ์ ถ้าพบว่ามีเหมือนกันก็ต้องผ่าเต้านมและรังไข่ออกเพื่อป้องกันไว้ก่อน อยากแบ่งปันทุกคนนะคะ อะไร ๆ เราก็ผ่านไปได้ ถ้ามีสติ ปัญหามีไว้แก้ไข อะไรที่ไม่พึงประสงค์เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็แก้ไข ยากง่ายแค่ไหนก็ผ่านไปให้ได้ค่ะ ขอบพระคุณ คุณหมอและพยาบาลทุกท่าน ๆ ที่ช่วยดูแลอย่างดี ขอบคุณ พ.ต.ต.หญิง พญ.วรพิชา โพธิ์ใบกุล คุณหมอผิวหนังที่มาช่วยเกลี่ยกล่อมคุณตาน้องวินให้ไปหาหมอ ในฐานะเพื่อนที่น่ารักมาก ขอบคุณ รศ.ดร.นพ.โสภาคย์ มนัสนยกรณ์ เจ้าของไข้ ขอบคุณในการช่วยเหลือทุกอย่างอย่างคุณหมอและคุณเอื้อง ช่วยเหลือกุ๊กมาก ๆ จนกุ๊กผ่านช่วงเวลายาก ๆ ไปได้อย่างมีสติ ขอบคุณคุณหมอนภา ปริญญานิติกุล ที่ดูแลพ่อและพี่สาวกุ๊กเป็นอย่างดี ขอบคุณสามีและครอบครัวที่คอยช่วยเหลือทุก ๆ อย่าง ขอบคุณลุงสำลีที่ไปไหนไปกันไม่บ่นและมีเรื่องให้คลายเครียดตลอด โชคดีที่ได้เจอแต่คนดี ๆ เล่าสู่กันฟังอยากเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังต้องผ่านเรื่องยาก ๆ ค่ะ       ขอบคุณที่มาจาก mthai

โรคมะเร็งเต้านม  “มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้หญิง”

โรคมะเร็งเต้านม ความรู้โรคมะเร็ง         มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้หญิง จากสถิติของสถาบันมะเร็งแห่งชาติพบผู้หญิงเป็นมะเร็งเต้านมร้อยละ 37 ของมะเร็งทั้งหมด และยังมีอัตราการเสียชีวิตเป็นอันดับสองรองจากมะเร็งปอด ดังนั้นการดูแลตัวเองเพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็ง และการค้นพบมะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มแรกในขณะที่ก้อนมีขนาดเล็ก และก้อนมะเร็งยังอยู่เฉพาะที่เต้านม ยังไม่แพร่กระจายไปต่อมน้ำเหลือง จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะ จะมีโอกาสหายขาดมากขึ้น เมื่อเทียบกับการตรวจพบก้อน มะเร็งที่มีขนาดใหญ่ หรือกระจายไปต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้แล้ว โดยหากมีการตรวจพบมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้น มีโอกาสที่จะมีชีวิตเกิน 5 ปีถึงร้อยละ 98 ถ้าตรวจเจอ ตอนก้อนมะเร็งกระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้แล้ว มีโอกาสที่จะมีชีวิตเกิน 5 ปีร้อยละ 84 และถ้าตรวจเจอ ตอนมะเร็งแพร่กระจายไปแล้ว โอกาสที่จะมีชีวิตเกิน 5 ปี มีเพียงร้อยละ 23 และยังไม่แพร่กระจายจะทำให้มีโอกาศรอดชีวิตสูง ก้อนขนาดเล็กก่อนที่จะรู้เรื่องมะเร็งท่านต้องทราบ เต้านมของคนเราประกอบไปด้วยไขมัน เนื้อเยื่อ ต่อมน้ำนมนมประมาณ 15-20 กลีบ ภายใน กลีบประกอบด้วยกลีบย่อย และมีถุงติดอยู่กับท่อน้ำนมซึ่งจะเปิดยังหัวนมภายในเต้านมยังมีหลอดเลือด และน้ำเหลืองซึ่งจะไปรวมกันยังต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ มะเร็งที่เกิดในท่อน้ำนมเรียกว่า ductal carcinoma เมื่อมะเร็งแพร่กระจายมักจะไปตามต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ และอาจจะไปยังกระดูก ตับ ปอด และยังไปตามหลอดเลือด เต้านมคนเราเปลี่ยนแปลงตามอายุ และตามรอบประจำเดือน การที่เราหมั่นคลำเต้านมตัวเองจะทำให้เรารู้ลักษณะปกติของเต้านม เราสามารถพบการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นที่เต้านมตั้งแต่แรก ลักษณะเต้านมในแต่ช่วงเวลาของรอบเดือนจะมีลักษณะไม่เหมือนกัน ช่วงก่อนมีรอบเดือนเต้านมจะตึงและคัดเมื่อคลำจะรู้สึกตึง คลำได้ต่อมน้ำนม แต่หลังจากประจำเดือนมาแล้วเต้านมจะนิ่มขึ้น เต้านมในวัยทองจะเหลวนิ่ม เนื่องต่อมน้ำนมไม่ทำงาน สำหรับท่านที่ตัดมดลูกโดยที่ไม่ได้ตัดรังไข่ เต้านมของท่านยังคงเหมือนเดิม ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรค 1. การมีประจำเดือนตั้งแต่อายุน้อย2. การไม่มีบุตรหรือคลอดลูกคนแรกอายุมาก 3. เคยเป็นมะเร็งเต้านมหรือเนื้องอกที่เต้านม 4. ประวัติญาติสายตรง(แม่ พี่ น้อง)เป็นมะเร็งเต้านม 5. มีการให้รังสีรักษาที่เต้านมหรือทรวงอก 6. ทำแมมโมแกรมแล้วพบความผิดปกติ 7. กินฮอร์โมนเอสโตรเจนหรือโปรเจสเตอโรน 8. อ้วน อาการที่ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย 1. หากคุณรู้สึกว่ามีความปวดหรืออึกอัด 2. หากคุณคลำได้ก้อนที่เต้านมหรือใต้รักแร้ 3. สังเกตการเปลี่ยนแปลงของหัวนมเช่น 4. มีน้ำที่ไม่ใช่น้ำนมไหลออกจากหัวนม 5. มีเลือดออก 6. หัวนมผิดตำแหน่งเช่นยุบลงไปหรือถูกดึงรั้งไปทางอื่น 7. ผื่นรอบหัวนม สำหรับผู้ที่มะเร็งเป็นมากและมีการแพร่กระจายของมะเร็งจะมีอาการ  1. ปวดกระดูก 2. น้ำหนักลด 3. แผลที่ผิวหนัง 4. แขนบวม การตรวจวินิจฉัย วิธีการตรวจหามะเร็งเต้านมมีอะไรบ้าง การตรวจหามะเร็งเต้านมมีหลายวิธี ได้แก่ 1. การตรวจเต้านมด้วย แมมโมแกรม ซึ่งจัดว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการตรวจคัดกรอง มะเร็งเต้านมในผู้หญิงทั่วไป2. การตรวจเต้านมโดยแพทย์หรือพยาบาล 3. การตรวจเต้านมด้วยตัวเอง การป้องกัน สาเหตุของมะเร็งเต้านมยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่การปฎิบัติตัวที่ดีจะลดการเกิดมะเร็งเต้านม  1. เลือกรับประทานอาหารผักหรือผลไม้2. ควบคุมน้ำหนักมิให้อ้วน 3. ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 5 วันวันละ 30 นาที 4. งดบุหรี่ และแอลกอฮอลล์ การบำบัดรักษา  1. การผ่าตัด (Surgery)2. รังสีรักษา บำบัด (Radiation therapy) 3. ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy) 4. ฮอร์โมน บำบัด (Hormonal therapy) 5. การรักษาแบบประคับประคอง (Palliative care)           ขอบคุณที่มาจาก bangkokhospital

นักวิจัยอเมริกันพบว่ายาบำบัดมะเร็งเต้านมช่วยรักษาโรคติดเชื้อรา Cryptococcus ในผู้ป่วยเอดส์

           ผู้เชี่ยวชาญอเมริกันชี้ว่าในอนาคตแพทย์อาจจะสามารถใช้ยาบำบัดมะเร็งเต้านมในการรักษาโรคติดเชื้อรา Cryptococcus ที่ร้ายเเรงและเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยโรคเอดส์เสียชีวิตสูงกว่าเชื้อวัณโรค ผู้เชี่ยวชาญประมาณว่ามีคนราวหนึ่งล้านคนทั่วโลกติดเชื้อรา Cryptococcus ต่อปี นั่นเป็นเพราะว่าการติดเชื้อราเป็นโรคฉวยโอกาสชนิดหนึ่งที่มักเกิดกับผู้ป่วย โรคเอดส์ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในชาติอาฟริกาทางใต้ของทะเลทรายซาฮาร่า ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ของผู้ติดเชื้อเอดส์อยู่ในเขตนี้ คุณ Damian Krysan ผู้เชี่ยวชาญโรคติดต่อในเด็กที่มหาวิทยาลัย Rochester ใน New York กล่าวว่า เชื้อรา Cryptococcus ทำให้เกิดอาการอักเสบในสมองซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต เขากล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าการติดเชื้อราชนิดนี้เป็นสาเหตุให้คนเสียชีวิตจำนวนเจ็ดเเสนห้าหมื่นคนต่อปี ส่วนมากเป็นคนในพื้นที่ที่ีมีอัตราการติดเชื้อเอดส์สูงในปัจจุบัน แพทย์บำบัดการติดเชื้อรา Cryptococcus ด้วยยาราคาเเพงสองชนิด ซึ่งไม่มีใช้ในประเทศกำลังพัฒนาและต้องใช้ฉีดเข้ากระเเสโลหิตโดยตรง ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าผู้ป่วยที่ได้รับการบำบัดดังกล่าวอย่างน้อย 10 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์เสียชีวิต ยาอีกชนิดหนึ่งที่ใช้บำบัดการติดเชื้อรา Cryptococcus ในประเทศกำลังพัฒนา แค่มีผลชลอการเเพร่กระจายของเชื้อราให้ช้าลงเท่านั้นและอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยที่ได้รับยานี้ก็สูงกว่าการบำบัดด้วยยาสองชนิดแรก ทีมนักวิจัยที่นำโดยคุณ Damian Krysan ทำการค้นหายาที่มีคุณสมบัติในการกำจัดเขื้อรา Cryptococcus จากยารักษาโรคที่มีใช้กันอยู่ในปัจจุบันแล้วจำนวนสองพันชนิด พวกเขาค้นพบว่ายา tamoxifen ซึ่งเป็นยาที่ใช้บำบัดผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมานานหลายสิบปีเเล้ว คุณ Krysan หัวหน้าทีมวิจัยชี้ว่ายา tamoxifen มีราคาไม่เเพงและมีคุณสมบัติที่ดีหลายประการ เขากล่าวว่าผู้ป่วยสามารถรับประทานยา tamoxifen ได้ ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ เชื้อรา Cryptococcus ทำให้สมองอักเสบ ดังนั้นตัวยาจะต้องเข้าไปในสมอง การบำบัดจึงจะได้ผลดี เขากล่าวว่า ยา tamoxifen สามารถเข้าไปถึงระบบประสาทส่วนกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถเพิ่มปริมาณขึ้นไปถึงระดับที่สูงกว่าที่ตรวจพบในกระเเสเลือด คุณ Damian Krysan หัวหน้าทีมวิจัยใน New York กล่าวในรายงานที่ตีพิพม์ในวารสาร mBio ว่า ยา tamoxifen มีประสิทธิภาพสูงมากในการบำบัดเชื้อรา Cryptococcus เมื่อใช้ร่วมกับยารักษาการติดเชื้อราชนิดนี้ที่มีใช้อยู่เเล้วในประเทศกำลังพัฒนาทีมนักวิจัยชี้ว่ายังจำเป็นต้องมีการทดลองต่อไปแต่เนื่องจากว่ายาบำบัดมะเร็งเต้านมและยาต่อต้านเชื้อรา Cryptococcus เป็นยาที่ได้รับรองให้ใช้อย่างถูกต้องอยู่เเล้ว การนำไปทดลองในผู้ป่วยจริงๆ น่าจะเป็นไปได้ในอนาคตอันใกล้นี้           ขอบคุณที่มาจาก voathai

มะเร็งเต้านม เป็นโรคมะเร็งที่พบบ่อย เป็นอันดับ 2 ในหญิงไทย

             มะเร็งเต้านม เป็นโรคมะเร็งที่พบบ่อย เป็นอันดับ 2 ในหญิงไทย รองจากมะเร็งปากมดลูก และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่สำคัญ อัตราการเป็นมะเร็งเต้านม พบมากขึ้นเรื่อยๆประมาณว่า 1 ใน 10 ของผู้หญิงมีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งเต้านมในช่วงหนึ่งของชีวิต ดังนั้นจึงมีการตื่นตัวในการตรวจหาและรักษาปัญหาก้อนที่เต้านมเพื่อให้ได้การวินิจฉัยมะเร็งของเต้านมในระยะแรก และรักษาก่อนที่จะมีการแพร่กระจายของโรคออกไป เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีขึ้น ได้มีการพัฒนาวิธีการตรวจห้องปฏิบัติการรวมทั้งมีเครื่องมือต่างๆ ในการตรวจพิเศษ ประกอบกับมีความเข้าใจในด้านพยาธิสภาพเพิ่มขึ้น ทำให้แนวทางในการดูแลรักษาปัญหาของเต้านมในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร          ไม่มีใครสามารถบอกถึงสาเหตุที่แน่นอนว่าอะไรทำให้เซลล์ของเนื้อเยื่อเต้านมแบ่งตัวเพี้ยนไปจนเกิดเปลี่ยนเป็นโรคมะเร็ง แม้แต่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญก็ยังไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมสตรีรายหนึ่งจึงเป็นมะเร็งเต้านม ในขณะที่สตรีอีกรายที่มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตคล้ายๆ กัน จึงไม่เป็นโรคร้ายนี้ แต่ที่บอกได้แน่ๆ คือ โรคมะเร็งชนิดนี้ไม่ใช่โรคติดต่อ ไม่มีใครติดโรคมะเร็งเต้านมจากใคร ส่วนการกระแทก การชอกช้ำและการสัมผัสที่เต้านมบ่อยๆ นั้น ไม่ใช่สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งเต้านมอย่างแน่นอน ปัจจัยเสี่ยง ข้อมูลทางการแพทย์เพียงสนับสนุนให้เราทราบว่าอะไรเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้สตรีรายหนึ่งมีโอกาสเพิ่มขึ้นที่จะเป็นโรคมะเร็งเต้านมเท่านั้น 1. อายุหลังเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนหรือวัยทอง (Menopause) ยิ่งอายุเพิ่มขึ้นโอกาสเป็นโรคก็สูงขึ้นตามไปด้วย ส่วนมากจะเป็นกันช่วงอายุ 60 ปีขึ้นไป แต่ระยะหลังดูเหมือนอายุเฉลี่ยที่พบโรคนี้จะลดลงต่ำกว่า 60 ปี 2. ประวัติเคยเป็นโรคมะเร็งเต้านมข้างหนึ่ง มีโอกาสสูงขึ้นที่จะตรวจพบโรคมะเร็งได้ที่เต้านมอีกข้างหนึ่งในเวลาต่อมา 3. ประวัติโรคมะเร็งเต้านมในญาติสายตรง (มารดา, พี่สาวน้องสาวหรือลูกสาว) 4. เคยตรวจพบการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อเต้านมบางชนิดมาก่อนจากการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจในอดีต แม้ครั้งนั้นจะยังไม่ใช่โรคมะเร็งก็ตาม เช่น เนื้อเยื่อชนิด Atypical hyperplasia, ชนิด Lobular carcinoma in situ เป็นต้น 5. ความผิดปกติทางพันธุกรรมบางตัว การเปลี่ยนแปลงของยีนจำเพาะบางชนิด เช่น BRCA 1, BRCA 2 เป็นต้น             ปัจจุบันเชื่อว่ามีความผิดปกติของยีนอย่างน้อย 4-5 ชนิด ที่เป็นสาเหตุของมะเร็งเต้านมได้และรวมถึงมะเร็งรังไข่ด้วย ที่สำคัญที่สุด คือ ยีนมะเร็งเต้านมที่เรียกว่า BRCA1 และ BRCA2 โดยพบว่ามะเร็งเต้านมประมาณร้อยละ 5-10 เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 และความถี่นี้จะเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 5-10 เป็นร้อยละ 25 ในสตรีที่ได้รับการวินิจฉัยก่อนวัย 30 ปี ยีน 2 ชนิดดังกล่าว จัดอยู่ในกลุ่มของ Tumer Suppressor Gene หมายความว่า ยีนทั้ง 2 ชนิดนี้ ถ้าปกติดีจะผลิตโปรตีนที่ทำหน้าที่ควบคุมเซลล์เป้าหมาย ในที่นี้หมายถึงต่อมและท่อน้ำนม เซลล์ของรังไข่ ให้มีการแบ่งตัวอย่างปกติ คือยับยั้งไม่ให้แบ่งตัวมากเกินไปจนกลายเป็นเนื้องอก แต่ถ้ายีน 2 ชนิดนี้ เกิดการกลายพันธุ์ ยีนทั้ง 2 ก็จะเสียสภาพไม่สามารถผลิตโปรตีนซึ่งทำหน้าที่ควบคุมเซลล์เป้าหมาย เซลล์เป้าหมายก็จะแบ่งตัวผิดปกติเกิดเป็นโรคมะเร็งขึ้น            ทั้งมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ที่เกิดจากพันธุกรรม มีการเปลี่ยนแปลงของยีนตัวเดียวกัน คือ BRCA1 โดยบรรดาครอบครัวที่มีสมาชิกเป็นมะเร็งเต้านมและหรือมะเร็งรังไข่นั้น จะมีการกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 เกิดขึ้นประมาณร้อยละ 45 ของสมาชิกในครอบครัว ที่มีผู้ป่วยมะเร็งเต้านมและมากถึงร้อยละ 90 ของสมาชิกในครอบครัวที่มีทั้งผู้ป่วยมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่           นอกจากนี้ยังพบว่า ภายในครอบครัวที่มีการถ่ายทอดเฉพาะมะเร็งเต้านมอย่างเดียว ถ้าหากสมาชิกในครอบครัวที่เป็นมะเร็งส่วนใหญ่อายุน้อยกว่า 45 ปี ความถี่ในการกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 จะเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 45 เป็นร้อยละ 70 ซึ่งสตรีที่มีการกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 นี้จะมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งเต้านมในช่วงใดช่วงหนึ่งของอายุขัยได้มากถึงร้อยละ 85 และมีโอกาสเป็นมะเร็งที่รังไข่ได้ ประมาณร้อยละ 40-60 อีกด้วย BRCA2 เป็นยีนที่สัมพันธ์กับมะเร็งเต้านมชนิดที่สองที่แยกได้ในเวลาใกล้เคียงกับ BRCA1 โดยจะพบการกลายพันธุ์ของยีน BRCA2 ในครอบครัวมะเร็งเต้านมที่ไม่เกิดการกลายพันธุ์ ของยีน BRCA1 6. ประวัติทางนรีเวชที่บ่งชี้แนวโน้ม เช่น การมีบุตรคนแรกเมื่ออายุมากหรือไม่เคยมีบุตรเลย, เริ่มมีประจำเดือนครั้งแรกอายุน้อยๆ (เช่น น้อยกว่า 12 ปี), หมดประจำเดือนช้าหลังอายุ 55 ปี, และการใช้ฮอร์โมนทดแทนในสตรีวัยทองโดยเฉพาะฮอร์โมนชนิดรวม (Estrogen and progestin) ส่วนประวัติการแท้งบุตรไม่พบว่ามีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคนี้ 7. สตรีกลุ่มชนผิวขาวมีโอกาสพบโรคมะเร็งเต้านมได้บ่อยกว่าสตรีเชื้อชาติอื่น 8. ประวัติการได้รับรังสีรักษาบริเวณหน้าอกเมื่ออายุน้อย เช่น ใช้เพื่อการรักษาโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิด 9. ประวัติการได้รับยาฮอร์โมนกันแท้ง Diethylstilbestrol (DES) ซึ่งเคยเป็นที่นิยมใช้ในสตรีตั้งครรภ์ยุคก่อน ค.ศ. 1970 10. การตรวจพบเนื้อเต้านมที่มีความหนาแน่นหรือมีการสะสมไขมันเยอะจากการตรวจแมมโมแกรม (Mammogram) อาจพบโรคมะเร็งเต้านมได้บ่อยขึ้น 11. ภาวะโรคอ้วนลงพุง น้ำหนักเกิน ในสตรีวัยหมดประจำเดือน 12. การขาดการออกกำลังกายหรือการใช้ชีวิตที่ออกแนวเฉื่อยชา ทำให้มีโอกาสเป็นโรคอ้วนและน้ำหนักเกินได้ง่าย 13. การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ยิ่งดื่มมากพบว่ามีโอกาสสูงขึ้นที่จะเป็นมะเร็งเต้านม พึงตระหนักอยู่เสมอว่าการหลีกเลี่ยงจากปัจจัยเสี่ยงที่พอจะเลี่ยงได้จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านม อย่างไรก็ดี สตรีส่วนใหญ่แม้มีปัจจัยเสี่ยงก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นโรคมะเร็ง ในขณะที่มีสตรีที่เป็นมะเร็งเต้านมหลายรายไม่พบมีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้เลยแม้แต่ข้อเดียว การตรวจคัดกรอง การตรวจคัดกรองเป็นประจำช่วยให้แพทย์สามารถพบโรคมะเร็งเต้านมได้ตั้งแต่เพิ่งเริ่มเป็นสามารถรักษาโรคได้เนิ่นๆ ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นช่วยเพิ่มโอกาสการรักษาโรคให้หายขาดได้สูงขึ้นมาก การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมที่แนะนำได้แก่ 1. การตรวจเต้านมด้วยตนเอง            ควรทำการตรวจเต้านมเพื่อหาความเปลี่ยนแปลงที่น่าสงสัยด้วยตัวเองทุกเดือน การเปลี่ยนแปลงที่รู้สึกได้นั้นอาจเกิดจากอิทธิพลของระดับฮอร์โมนเพศในช่วงต่างๆ ของชีวิต เช่น ระหว่างรอบประจำเดือน ขณะตั้งครรภ์ วัยทอง การใช้ฮอร์โมนทดแทน ยาคุมกำเนิด หรือแม้แต่สมุนไพร ยาพื้นบ้านต่างๆ หากตรวจด้วยตัวเองสงสัยหรือไม่แน่ใจว่ามีก้อนหรือไม่ ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อช่วยวินิจฉัยต่อไป การตรวจเต้านม ควรจะต้องตรวจทั้งท่านั่งและท่านอนหงาย เพื่อตรวจหาความผิดปกติต่างๆ ของเต้านม หัวนม และท่อน้ำนม ว่าเป็นอย่างไร ในด้านของขนาด (size) รูปร่าง (contour) ลักษณะของก้อน (texture) การกดเจ็บ (tenderness) และตำแหน่ง (position) ของก้อนนั้นๆ เป็นต้น 2. การตรวจแมมโมแกรม ช่วยตรวจค้นหาก้อนบริเวณเต้านมที่มีขนาดเล็กจนอาจคลำไม่พบ เมื่อแพทย์สงสัยรอยโรคผิดปกติจากการตรวจ อาจจำเป็นต้องตัดชิ้นเนื้อบริเวณที่สงสัยส่งพิสูจน์ทางพยาธิวิทยาเพิ่มเติมเพื่อยืนยัน และรีบทำการรักษา แนะนำให้ตรวจแมมโมแกรมในสตรีต่อไปนี้ • อายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจแมมโมแกรมทุก 1-2 ปี เนื่องจากอุบัติการณ์ของมะเร็งในคนอายุน้อยกว่า 40 ปีนั้น มีเพียง 4-5% เท่านั้น และในผู้ป่วยอายุน้อยจะมีเนื้อเยื่อของเต้านมหนา (dense breast tissue) ทำให้แปลผลได้ยาก • กลุ่มอายุน้อยกว่า 40 ปีที่มีปัจจัยเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์ถึงเวลาที่ควรเริ่มตรวจครั้งแรกและความถี่ของการตรวจแมมโมแกรม ลักษณะที่ปรากฏจากแมมโมแกรม อาจจะช่วยบอกถึงพยาธิสภาพของโรคได้ อาทิ • ถ้าพบว่ามีก้อนเดียวโตกว่า 1 ซม. มีลักษณะกลมขอบเรียบและเห็นขอบชัดเจนทั้งหมด จะมีโอกาสเป็นมะเร็งต่ำประมาณ 2% • ก้อนที่ค่อนข้างเรียบแต่ขอบบางส่วนเห็นไม่ชัด หรือมีความหนาแน่นของก้อนมาก บอกขนาดไม่ชัดเจนจะมีโอกาสเป็นมะเร็ง 5% • ก้อนที่มีลักษณะเป็นรูปดาวหรือเป็นก้อนปุ่มหัวกลม จะพบว่ามีโอกาสเกิดเป็นมะเร็งสูงถึง 74% จำเป็นต้องทำการตรวจเพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่แน่นอนยิ่งขึ้นในกรณีเช่นนี้ 3. การตรวจอัลตร้าซาวด์เต้านม เป็นการตรวจเพื่อแสดงให้เห็นว่าก้อนในเต้านมนั้นมีลักษณะเป็นถุงน้ำหรือก้อนแข็งเท่านั้น ไม่สามารถแยกได้ว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ การตรวจด้วยการทำอัลตราซาวด์จึงไม่เหมาะที่จะนำมาใช้ เป็นการตรวจเพื่อคัดกรอง แต่อาจสามารถใช้ช่วยนำทางในการตัดชิ้นเนื้อออกตรวจ หรือเจาะดูดชิ้นเนื้อของก้อนโดยเฉพาะในกรณีที่คลำก้อนได้ไม่ชัดเจน 4. การตรวจเต้านมโดยแพทย์ เป็นขั้นตอนหนึ่งในการตรวจร่างกายประจำปีหรือเมื่อสงสัยก้อนที่เต้านม แพทย์จะทำการตรวจอย่างละเอียดตามขั้นตอนเพื่อหารอยโรค สารคัดหลั่งผิดปกติและต่อมน้ำเหลืองที่เกี่ยวข้องในบริเวณนั้น อาการ สตรีที่เป็นโรคมะเร็งเต้านมอาจมีอาการที่น่าสงสัยเหล่านี้ • รู้สึกความเปลี่ยนแปลง เช่น มีก้อนหรือความหนาตัวของเนื้อเต้านมหรือบริเวณใต้รักแร้ บางครั้งอาจมีอาการเจ็บบริเวณหัวนม (Nipple) • เห็นความเปลี่ยนแปลง เช่น ขนาดหรือลักษณะภายนอกของเต้านมเปลี่ยนไป, หัวนมมีการยุบหรือบุ๋มลงไปคล้ายโดนดึงรั้ง, ผิวหนังบริเวณใดบริเวณหนึ่งมีรอยย่นยับ บวมแดง หรือบุ๋มดูคล้ายผิวส้ม • มีของเหลวไหลออกมาจากหัวนม • มีต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้โต             สรุป มะเร็งเต้านมระยะเริ่มแรกจะไม่มีอาการ (สามารถตรวจพบความผิดปกติได้จากการทำเเมมโมแกรม) ต่อมาคลำได้เป็นก้อนแข็ง ระยะแรกเป็นก้อนเล็ก ถ้าทิ้งไว้ก็จะขยายขนาดขึ้นในที่สุด ก็จะแตกออกมาเป็นแผล ในผู้ป่วยบางคนอาจมาหาแพทย์ ด้วยอาการของมะเร็งในระยะแพร่กระจาย เช่น ถ้ากระจายไปที่ปอด ก็จะมีอาการ ไอ หอบเหนื่อย ถ้ากระจายไปที่กระดูก ก็จะมีอาการปวดกระดูก ต้องทำความเข้าใจว่า 1. ก้อนของเต้านม ส่วนใหญ่ไม่ใช่มะเร็ง แต่โอกาสจะเป็นมะเร็งจะมากขึ้น หากอายุมากขึ้น (จากสถิติ ก้อนที่เต้านมทุกช่วงอายุ พบมะเร็ง 15-20 % หากอายุน้อยกว่า 30 ปี พบมะเร็งเพียง 1.5% หากอายุเกินกว่า 50 ปี พบถึง 60 %) 2. ก้อนที่เป็นมะเร็งส่วนใหญ่ไม่มีอาการเจ็บ ( พบเพียง 15% ที่มีอาการเจ็บ ) ซึ่งทำให้ผู้ป่วยเข้าใจผิดคิดว่าไม่เจ็บคงไม่ใช่มะเร็ง แล้วก็ปล่อยทิ้งไว้ เมื่อพบว่ามีก้อนที่เต้านมจึงควรได้รับการตรวจและวินิจฉัยจากแพทย์เสมอ ปัญหาก้อนที่เต้านม สามารถแยกได้เป็น 3 กรณี คือ 1. กรณีที่สามารถคลำได้ก้อนที่เต้านมได้ชัดเจนจากการตรวจร่างกาย 2. กรณีที่การตรวจร่างกายไม่สามารถจะบอกได้ชัดเจนว่ามีก้อนหรือไม่แต่คลำได้เป็นเนื้อเยื่อหนาๆหรือมีก้อนตะปุ่มตะป่ำเล็กๆ 3. กรณีที่ตรวจพบก้อนจากการตรวจด้วยแมมโมแกรม (mammogram) ในขณะที่การตรวจร่างกายไม่พบก้อน ผิดปกติใดๆ ที่เต้านม ปัญหาการดูแลรักษาก้อนที่เต้านมมีหลักอยู่ที่ จะต้องแยกให้ได้ว่าเป็นเนื้องอกไม่ร้ายแรง(benign) หรือเป็นมะเร็ง (malignant) ข้อมูลเพื่อช่วยในการวินิจฉัย ได้แก่ โอกาสของการเป็นมะเร็ง ประวัติการเจ็บป่วย การตรวจเต้านม และการตรวจร่างกายส่วนอื่นๆ รวมไปถึงการตรวจเพิ่มเติมในบางรายเพื่อจะได้ให้การวินิจฉัยแก่ผู้ป่วยแต่ละคนได้อย่างถูกต้อง การวินิจฉัยโรค เมื่อสตรีมาพบแพทย์ด้วยอาการหรือการตรวจคัดกรองผิดปกติ จะได้รับการวินิจฉัยตามขั้นตอนดังนี้ 1. การซักประวัติเพิ่มเติม ถามถึงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ, ทำการตรวจร่างกาย, อาจส่งตรวจแมมโมแกรมหรือตรวจทางรังสีวิทยา (เอ๊กซเรย์) ที่จำเป็นเพิ่มก่อนพิจารณาว่าน่าสงสัยและจำเป็นต้องตรวจวินิจฉัยต่อไปหรือจะนัดตรวจติดตามอย่างไร 2. การเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อเพื่อพิสูจน์ทางพยาธิวิทยา (Biopsy) • วิธีเจาะดูดของเหลวจากถุงน้ำ (Cyst) หรือก้อนที่สงสัยด้วยเข็มขนาดเล็ก (Fine-needle aspiration – FNA) โดยแพทย์จะใช้เข็มเล็กๆ ดูดเอาของเหลวหรือเซลล์ออกจากก้อนที่เต้านม วิธีนี้ไม่ค่อยเจ็บ ในกรณีที่คลำได้ก้อนชัดเจน การเจาะดูดชิ้นเนื้อเพื่อนำมาตรวจจะได้ผลทั้งในแง่วินิจฉัย โดยนำมาตรวจด้วยวิธีเซลล์วิทยา (cytology) และอาจเป็นวิธีรักษา (therapeutic purpose) ในกรณีที่เป็นรอยโรคของถุงน้ำที่ไม่ใช่มะเร็ง ซึ่งในกรณีหลังนี้ไม่จำเป็นต้องตรวจหรือรักษาเพิ่มเติม ถ้าผลการตรวจเซลล์วิทยายืนยันว่าไม่เป็นมะเร็ง • การตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจด้วยเข็มขนาดโต (Core needle biopsy) เนื้อเยื่อในบริเวณที่สงสัยจากการตรวจด้วย mammogram จะถูกตัดออกมา โดยการใช้เข็มขนาดใหญ่กว่า การตรวจด้วยวิธี FNA เนื้อเยื่อที่ได้จะถูกส่งไปที่ห้องปฏิบัติการเพื่อทำการตรวจโดยพยาธิแพทย์ว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ วิธีนี้เจ็บมากขึ้นเล็กน้อย แต่ผลการตรวจมีความแม่นยำกว่าการตรวจแบบแรก • การตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจด้วยการผ่าตัด (Surgical biopsy) การผ่ามีอยู่ 2 อย่าง คือ การผ่าบางส่วนของก้อนเนื้องอกไปตรวจ ( incisional biopsy ) หรือการผ่าเอาก้อนทั้งหมดไปตรวจ ( excisional biopsy ) ซึ่งพยาธิแพทย์จะเป็นคนตรวจเนื้อเยื่อจากก้อนที่ตัดได้ โดยการนำไปส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ 3. การตรวจเพิ่มเติมพิเศษ เช่น MRI (Magnetic Resonance Imaging), การส่งเนื้อเยื่อตรวจหาตัวรับฮอร์โมน (Hormone receptor) ซึ่งจะช่วยบอกว่าสตรีรายนั้นควรได้รับยา กลุ่มฮอร์โมนหลังการรักษามาตรฐานหรือไม่, การตรวจหาโปรตีนหรือยีนส์ HER2READ MORE

“มะเร็งเต้านม” สิ่งที่สังคมไทยยังไม่รู้

  “แหวน” ฐิติมา ร็อกเกอร์สาวระดับตำนานวงการเพลงไทย เสียชีวิตเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ข่าวระบุการเสียชีวิตของเธอว่ามีสาเหตุมาจากมะเร็งกระดูก ทว่าก่อนหน้านี้ แหวนเคยเป็นมะเร็งเต้านมมาก่อน และรักษาตัวมานานกว่า 5 ปี ก่อนที่เชื้อจะลุกลามไปยังกระดูกจนเสียชีวิต มะเร็งเต้านมนับว่าเป็นภัยคุกคามที่น่ากลัวสำหรับสุขภาพ ผู้หญิงไทย มักมีความเข้าใจกันทั่วไปว่าผู้หญิงไทยป่วยเป็นมะเร็งเต้านมมาก และเสียชีวิตจากโรคนี้เป็นอันดับแรก แต่ความเป็นจริงแล้ว สาเหตุการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งในผู้หญิงในลำดับต้นๆ คือ มะเร็งปอด และตับ อ.พญ.นภา ปริญญานิติกูล จากหน่วยมะเร็งวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้แจงว่า ทุกวันนี้ความตื่นตัวเรื่องโรคมะเร็งเต้านมมีมากในสังคมไทยแล้ว การที่ตัวเลขสูงเพราะว่ามีคนไปตรวจและเจอโรคเร็วมากขึ้น และยิ่งเจอเร็วเท่าใดก็จะมีโอกาสหายขาดสูงเช่นกัน “ต้องบอกว่าไทยมีความตระหนักรู้ (awareness) ในเรื่องมะเร็งเต้านม ทุกเดือนตุลาก็เป็นเดือนรณรงค์ มีแจกริบบิ้นสีชมพู สอนให้ผู้หญิงรู้จักตรวจเต้านมด้วยตัวเอง ก็เป็นเรื่องที่ดี ทำให้คนใส่ใจ ระมัดระวังสุขภาพตนเองมากขึ้น” อ.พญ.นภา กล่าวอย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าจับแล้วไม่เจอก้อน แต่หากเต้านมมีอาการผิดปกติก็ควรรีบไปพบแพทย์ ซึ่งคุณหมอนภายืนยันว่าในกรณีที่ก้อนเล็กมากจะคลำเองไม่เจอ และการตรวจที่ดีก็ไม่ใช่แค่การคลำหน้าอก แต่ควรมีการวินิจฉัยทั้งในรูปแบบอัลตราซาวด์และแมมโมแกรม ทั้งนี้ มะเร็งเต้านมเป็นโรคที่มีสาเหตุจากหลายประการ อ.พญ.นภาระบุว่ายังบอกไม่ได้ชัดเจนว่ามีสาเหตุแน่ชัดจากอะไร แต่มีความเสี่ยง เช่นในด้านพันธุกรรม ซึ่งนับเป็นส่วนน้อยของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม หรือปัจจัยด้านฮอร์โมนเพศหญิง ที่เชื่อว่าการรับประทานฮอร์โมนทดแทนหลังวัยหมดประจำเดือนเป็นตัวเร่งความเสี่ยงให้เป็นโรค “มะเร็งเต้านมก็เหมือนมะเร็งอื่นๆ คือยังหาสาเหตุได้ไม่ชัด และมีสาเหตุมารวมๆ กัน ยิ่งในยุคปัจจุบันที่ไลฟ์สไตล์คนไทยคล้ายฝรั่ง ก็ยิ่งเห็นชัด ทุกวันนี้ในยุโรปกับอเมริกา มะเร็งเต้านมก็เป็นอันดับ 1 ในผู้หญิง ส่วนไทยก็เห็นชัดในช่วง 5-10 ปีมานี้ว่ามันเพิ่มขึ้นจริง” อ.พญ.นภา กล่าว สิ่งที่คนไทยไม่รู้กันมาก คือโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ เช่นในกรณีของแหวน ฐิติมา เป็นมะเร็งเต้านมเมื่อหลายปีก่อน รับการรักษา ด้วยการตัดเต้านม ฉายแสง รับประทานยาต้านฮอร์โมน แต่ไม่หายขาด จนกลับมาเป็นซ้ำ และลุกลามไปยังส่วนของกระดูก อ.พญ.นภา บอกว่า ส่วนใหญ่ผู้ป่วยโรคมะเร็งจะต้องกลับมาติดตามผล ภายใน 5-10 ปี ต้องกลับมาดูว่าเกิดซ้ำไหม แต่ในบางรายก็พบว่ามะเร็งกลับมาเป็นซ้ำในรอบ 15 ปี หลังการรักษาเสร็จ แต่ก็บอกยากว่าจะกลับมาเป็นใหม่หรือไม่ “สมมุติเป็นมะเร็งเต้านมแล้วรักษาหาย ตรวจไม่เจอเชื้อมะเร็งแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะกลับมาเป็นใหม่ไม่ได้ เพราะเซลล์มะเร็งมีคุณสมบัติพิเศษ มันจะเล็ดลอดเข้าไปในกระแสเลือด บางครั้งก็หลบเข้าไปอยู่ในตำแหน่งที่แพทย์วินิจฉัยไม่ได้ ตรวจไม่เจอ ช่วงที่ร่างกายเรายังแข็งแรงดีมันก็หลบอยู่ แต่พอเวลาผ่านไปอายุมากขึ้น อ่อนแอ ลง เซลล์มันก็โตขึ้นมา แล้วก็กระจายไปที่อื่น ไม่ได้อยู่ที่เต้านมแล้ว” อ.พญ.นภา ระบุ ปัจจุบันวิธีการรักษามะเร็งเต้านมมีความหลากหลาย ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัย และสาเหตุการเกิดโรคของผู้ป่วยแต่ละราย ทั้งในรูปแบบการฉายแสง การผ่าตัดเต้านม การใช้ยาคีโม ยาต้านฮอร์โมน หรือแม้แต่ยาเฉพาะด้าน  “กรณีผู้ป่วยตรวจแล้วพบว่ามีฮอร์โมนเพศเยอะ หมอก็อาจวินิจฉัยได้ว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดเชื้อมะเร็ง ก็จะให้ยาต้านฮอร์โมนมา แต่บางรายตรวจแล้วพบว่าในร่างกายมีตัวรับสัญญาณก่อมะเร็ง HER2 ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้โรคกระจายเยอะ กระจายเร็ว เขาก็ให้ยาต้าน HER2 มา” อ.พญ.นภา อธิบาย ดังนั้น จะใช้วิธีใดรักษาก็ต้องขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคน ซึ่งคุณหมอนภาเองก็ย้ำว่า ถ้ายิ่งรักษาตั้งแต่ระยะเนิ่นๆ ที่มะเร็งยังไม่กระจาย ก็ยิ่งมีโอกาสหายขาด และมีโอกาสไม่กลับมาเป็นมะเร็งซ้ำได้มาก อ.พญ.นภาให้คำแนะนำว่า ผู้หญิงก็ควรตรวจมะเร็งเต้านมเป็นประจำ ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ก็ทราบข้อมูลส่วนนี้กันดี แต่สิ่งที่คนไทยละเลยไปคือการตรวจติดตาม หลังจากรักษามะเร็งเต้านมจนหายขาด เพราะไม่สามารถมั่นใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าโรคจะกลับมา และด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ปัจจุบันทั้งในไทยและเทศก็ยังบอกไม่ได้ว่าจะกลับมาเป็นมะเร็งซ้ำไหม จะกลับมาเมื่อใด ผู้หญิงต้องติดตามดูแล และสังเกตร่างกายตนเองอยู่สม่ำเสมอ       ขอบคุณที่มาจาก chula

ประสบการณ์สุขภาพ : เครียดจัด รับยาฮอร์โมน มะเร็งเต้านมถามหา

เมื่อรับ ฮอร์โมน มะเร็งเต้านม ก็มา            เรื่องราวต่อไปนี้ เป็นเรื่องของ คุณอุไร จิรมงคลการ วัย 42 ปี (ขณะนั้น) บรรณาธิการฝ่ายพรรณไม้ สำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง ที่พูดถึงการรับ ฮอร์โมน มะเร็งเต้านม ก็ถามหาตามมาติดๆ ลองมาดูว่าเรื่องราวมันเป็นมายังไงกันค่ะ ก่อนจะป่วยมะเร็งเต้านม          เมื่อย้อนกลับไปสำรวจประวัติสุขภาพก่อนป่วยจึงพบสาเหตุของโรค และได้ถ่ายทอดให้ฟังทีละข้อ เริ่มต้นจากพันธุกรรมที่น่าจะมีความ เกี่ยวข้องกับโรคนี้โดยตรง        “เราเองถือว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยง เนื่องจากมีพี่สาวคนโตป่วยและเสียชีวิตด้วยมะเร็งเต้านม ตอนนั้นพี่สาวเริ่มตรวจพบและทำการรักษาเมื่อตอนอายุ47 – 48 ปี หลังจากผ่าตัดไป 3 ปี มะเร็งก็ลุกลามไปยังปอดและเสียชีวิตไปตอนอายุ 52 ปี เท่านั้น อาจเพราะเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วอุปกรณ์และเทคโนโลยีในการรักษาไม่ได้ทันสมัยเหมือนเดี๋ยวนี้อีกอย่างกว่าจะได้ผ่าตัดก็ล่าช้า ทำให้เนื้อร้ายมีโอกาสลุกลามไปยังอวัยวะอื่นๆ        “ถัดมาพี่สาวอีกคนก็พบก้อนช็อกโกแลตซีสต์ที่มดลูกอีก นั่นแสดงว่าเรามีโอกาสจะป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมนและระบบสืบพันธุ์ เพราะคนในครอบครัวมีประวัติการเจ็บป่วยมาก่อน” ผลข้างเคียงของฮอร์โมนเสริม            คุณอุไรเล่าถึงการกินยาคุมกำเนิดเพื่อปรับฮอร์โมน ปัจจัยข้อที่สองนี้เธอเน้นหนักมากเพราะอยากให้เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์แก่คนทั่วไป ก่อนคิดจะเลือกวิธีนี้เพื่อรักษาโรคทางสูตินรีเวช “สองสามปีที่ผ่านมาเรามีปัญหาเรื่องปวดเกร็งในมดลูก ซึ่งต่างจากอาการปวดเวลามีประจำเดือนทั่วไป อาการปวดเกร็งเกิดเป็นพักๆ มีผลให้ท้องอืดและถ่ายลำบากมาก จึงไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว ตรวจอัลตราซาวนด์พบว่ามีพังผืดเกาะรังไข่ข้างขวาเต็มไปหมด         “คุณหมอสูตินรีเวชแนะนำให้กินยาคุมกำเนิดซึ่งมีส่วนผสมของฮอร์โมนเพศหญิง เพื่อช่วยควบคุมพังผืดไม่ให้โตเร็วเกินไปวิธีนี้ปลอดภัยกว่าการผ่าตัด แต่เคยอ่านข้อมูลพบว่า การกินยาคุมกำเนิดไม่เหมาะกับผู้มีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็ง เราจึงรีบแจ้งหมอว่าอาจไม่เหมาะ เพราะตัวเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเนื่องจากมีพี่สาวคนโตเป็นโรคนี้และเสียชีวิตไปแล้ว ที่สำคัญ เมื่อ 5 ปี ที่แล้วเคยตรวจแมมโมแกรมพบก้อนเนื้อขนาด 1.5 เซนติเมตรที่เต้านมข้างซ้าย และโตขึ้นเป็น 3 เซนติเมตรภายใน 3 เดือนตอนนั้นคุณหมอเลยให้ผ่าตัดออกเพื่อนำก้อนเนื้อมาตรวจว่าเป็นเนื้อร้ายหรือไม่ และโชคดีที่ไม่ใช่เนื้อร้าย         “คุณหมอสอบถามว่า ลองคลำหน้าอกตรวจดูแล้วพบก้อนเนื้อผิดปกติหรือไม่ เราก็ตอบว่าไม่ ขณะนั้นยังไม่มีงานวิจัยพูดถึงผลข้างเคียงจากฮอร์โมนเสริมในยาคุมกำเนิดอย่างชัดเจนในที่สุดจึงเริ่มกินยาคุมกำเนิดปรับระดับฮอร์โมนติดต่อกัน 2 เดือนเพื่อควบคุมพังผืดในมดลูกและลดอาการปวด        “จนถึงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ขณะที่กินข้าวอยู่ พี่สาวก็ถามเรื่องสุขภาพด้วยความเป็นห่วง และบอกว่าให้ลองคลำเต้านมดูว่าที่หน้าอกมีก้อนบ้างหรือเปล่า พอเราคลำดู ปรากฏว่าเจอก้อนเนื้ออยู่ที่ใต้ราวนมด้านซ้าย อีกสองสามวันก็รีบนัดหมอเพื่อไปตรวจแมมโมแกรมที่โรงพยาบาลทันที ผลออกมาว่าเป็นก้อนเนื้อขนาด 1.8 เซนติเมตร และมีก้อนเล็ก ๆ อยู่ข้างๆขนาดประมาณ 8 มิลลิเมตรอีก 2 ก้อน       “คุณหมอบอกว่า ถ้าเป็นสายต่อเนื่องกัน ก้อนใหญ่ และมีผิวขรุขระแบบนี้ แสดงว่าเป็นมะเร็งแน่นอน เพื่อความแน่ใจจึงสั่งให้เจาะตรวจชิ้นเนื้อด่วน ผลตรวจชิ้นเนื้อออกมาปรากฏว่าข้างซ้ายเป็นระยะที่ 1 (Stage 1 Intermediate) ได้คิวผ่า 26 ธันวาคม จึงต้องเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลในวันคริสต์มาส” ปัจจัยที่มีผลต่อโรคมากที่สุด           “เมื่อก่อนเราเป็นคนทำงานหนักและจริงจังกับงานตลอดเวลาเดี๋ยวนี้เราต้องเตือนตัวเองเสมอๆว่า ไม่ควรทำงานจนเกินกำลังของตัวเอง คงด้วยความที่ถูกเลี้ยงดูและได้รับการอบรมเรื่องความมีวินัยในการทำงานมาจากพ่อแม่และพี่ๆ จนทำให้เรากลายเป็นคนที่มีระเบียบวินัยในการทำงานมากๆ แต่อาจจะสุดโต่งเกินไป          “อีกเรื่องที่สร้างความกังวลคือ เรามีคุณแม่ที่ป่วยเป็นอัลไซเมอร์ ยอมรับว่าช่วงแรกๆที่คุณแม่เป็นอัลไซเมอร์ เราเครียดมาก ด้วยความที่นอนห้องเดียวกัน พอแม่ตื่น เราก็ตื่นตาม บางวันนอนไม่หลับเลยนะ ทำให้พักผ่อนไม่พอและต้องตื่นเช้าไปทำงาน พอบ่ายสามโมงต้องรีบกลับมาดูแลแม่ที่บ้านแล้ว ใจหนึ่งพะวงเรื่องงาน ใจหนึ่งห่วงแม่ จึงเกิดความเครียดสะสม ไม่นานก็เริ่มแสดงออกทางกาย ทำให้ ท้องอืดบ่อย รู้สึกพะอืดพะอม และเป็นกรดไหลย้อนบ้าง”         “อีกเรื่องที่สร้างความกังวลคือ เรามีคุณแม่ที่ป่วยเป็นอัลไซเมอร์ ยอมรับว่าช่วงแรกๆที่คุณแม่เป็นอัลไซเมอร์ เราเครียดมาก ด้วยความที่นอนห้องเดียวกัน พอแม่ตื่น เราก็ตื่นตาม บางวันนอนไม่หลับเลยนะ ทำให้พักผ่อนไม่พอและต้องตื่นเช้าไปทำงาน พอบ่ายสามโมงต้องรีบกลับมาดูแลแม่ที่บ้านแล้ว ใจหนึ่งพะวงเรื่องงาน ใจหนึ่งห่วงแม่ จึงเกิดความเครียดสะสม ไม่นานก็เริ่มแสดงออกทางกาย ทำให้ท้องอืดบ่อย รู้สึกพะอืดพะอม และเป็นกรดไหลย้อนบ้าง”          คุณอุไรชี้แจงว่า สาเหตุก่อโรคของเธอนั้นน่าจะตัดปัจจัยเรื่องอาหารออกไปได้เลย เพราะมีโรคประจำตัวเป็นโรคภูมิแพ้อาหาร เธอจึงใส่ใจเรื่องอาหารการกินเสมอมา สาเหตุก่อโรคของเธอจึงมาจาก 3 ปัจจัยประกอบกัน นั่นคือ พันธุกรรม การใช้ฮอร์โมนเสริม และความเครียด ต่อมาจึงค่อยๆปรับทั้งกายและใจให้สมดุลยิ่งขึ้น         “หลังจากที่ป่วย เราเริ่มจัดสรรเรื่องงานและการพักผ่อนเรื่องนี้สำคัญมาก เหมือนกับที่พี่ๆที่ร่วมงานเตือนว่า อย่าลืมว่าสิ่งที่เราทำด้วยความรักความชอบนั้น ล้วนมีความเครียดแฝงอยู่แทบทั้งสิ้น จากที่เคยทำงานแบบหักโหม จึงเปลี่ยนมาทำแต่พอดี ไม่ฝืนร่างกายจนเกินกำลังอีก        “ตอนนี้ใช้เวลาพักผ่อนกับกิจกรรมสุดโปรด คือ การเลี้ยงแมวกับเต่าน้ำไว้เป็นเพื่อนเล่น และการทำสวนผลไม้ปลอดสารพิษ ซึ่งทำให้เรามีความสุขได้ และยังเป็นการออกกำลังกายได้เก็บผักผลไม้ปลอดสารพิษมากินในครอบครัว สร้างความสุขใจที่ทำตามความฝันประสาคนเรียนจบคณะเกษตรฯ” กินยาเม็ดคุมกำเนิด เพิ่มโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านม ผลข้างเคียงจากฮอร์โมนเสริม สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา ชี้แจงถึงความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ ซึ่งเกิดจากการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดไว้ ดังนี้           ความเสี่ยงป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านมนั้นขึ้นอยู่กับระดับฮอร์โมนตามธรรมชาติในแต่ละคนหากพบว่ามีปัจจัยเสี่ยง 4 ข้อนี้ ได้แก่ มีประจำเดือนเร็วกว่าเกณฑ์ปกติ เข้าสู่วัยหมดประจำเดือนช้ากว่าเกณฑ์ปกติ ตั้งครรภ์ครั้งแรก เมื่ออายุค่อนข้างมาก และไม่มีบุตรเลย ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด เพราะจะเพิ่มโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านม           นอกจากนี้ ผลวิเคราะห์ข้อมูลด้านระบาดวิทยาโรคมะเร็งจากกลุ่มความร่วมมือด้านงานวิจัยในหัวข้อปัจจัยด้านฮอร์โมนในโรคมะเร็งเต้านม ซึ่งมีหน่วยระบาดวิทยาโรคมะเร็ง มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษเป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูลงานวิจัยทั่วโลกมากกว่า 50 เรื่อง ระบุว่า         กลุ่มผู้หญิงที่ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นประจำและใช้ภายใน 5 เดือนก่อนป่วย จะมีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งเต้านมสูงกว่าผู้ที่ไม่เคยใช้เลย และกลุ่มผู้หญิงที่ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นจะมีความเสี่ยงสูงสุด ทางที่ดี หากมีความจำเป็นต้องใช้ฮอร์โมนใด ๆ ก็ตาม ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างเคร่งครัดค่ะ เมื่อจัดสรรชีวิตลงตัวมากขึ้น ใจกายก็แข็งแรงและรับมือกับโรคได้           ขอบคุณที่มาจาก goodlifeupdate

ผู้ชายก็สามารถเป็นมะเร็งเต้านมได้

โรคมะเร็งเต้านมในเพศชาย           แม้ว่าโรคมะเร็งเต้านมจะพบบ่อยในเพศหญิง แต่ก็สามารถพบได้ในเพศชายเช่นเดียวกัน โอกาสแม้จะเพียงน้อยนิด แต่ก็หมายความว่าข้อมูลการศึกษาที่ผ่านมาก็มีจำกัดเช่นเดียวกัน จึงต้องอ้างอิงการวินิจฉัยและการรักษาใกล้เคียงกันกับโรคมะเร็งเต้านมในเพศหญิง     บทนำ           แม้เรามักเข้าใจว่ามะเร็งเต้านมนั้นเป็นโรคที่มีผลเฉพาะกับผู้หญิง แต่แท้จริงแล้วผู้ชายก็สามารถเกิดเป็นโรคนี้ขึ้นได้เช่นเดียวกัน           โรคนี้พบในผู้ชายน้อยกว่าผู้หญิงอย่างมาก โดยมีผู้ป่วยรายใหม่ที่เป็นเพศชายเพียง 1 รายต่อเพศหญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมทุกๆ 100,000 คน           เซลล์มะเร็งจะเกิดขึ้นในเนื้อเยื่อเต้านมจำนวนเล็กน้อยที่มีอยู่ใต้หัวนมของผู้ป่วยเพศชาย โดยอาการที่พบบ่อยที่สุดคือก้อนที่แข็งและไม่เจ็บปวดในหน้าอก           อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่ของก้อนเต้านมมักเกิดจากภาวะเต้านมโตในผู้ชาย (gynaecomastia) ซึ่งจัดเป็นความผิดปกติที่ไม่ใช่มะเร็งซึ่งเนื้อเยื่อเต้านมของผู้ชายจะขยายใหญ่ขึ้น           โรคมะเร็งเต้านมในเพศชายอาจทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับหัวนมได้ เช่น หัวนมยุบบุ๋มลงไป หรือมีของเหลวไหลออกจากปลายหัวนม     เมื่อใดควรเข้าพบแพทย์           คุณควรพูดคุยกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของคุณเสมอหากคุณสังเกตเห็นก้อนเนื้อในเต้านมของคุณ หรือคุณมีปัญหาบริเวณหัวนม เช่น ของเหลวไหลออกมา           แม้ว่าอาการเหล่านี้อาจไม่ได้เกิดจากมะเร็งเต้านม แต่ก็ควรตรวจสอบให้ละเอียดแน่ชัด เหตุใดจึงเกิดมะเร็งเต้านมในเพศชาย           สาเหตุของโรคมะเร็งเต้านมในเพศชายยังไม่มีข้อมูลระบุชัดเจน แต่ปัจจัยที่ทำให้โอกาสในการเกิดโรคมะเร็งดังกล่าวเพิ่มขึ้น ได้แก่ : อายุ – ส่วนใหญ่แล้วจะส่งผลกระทบต่อผู้ชายอายุเกิน 60 ปี มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านมโดยอาจเป็นในเพศชายหรือเพศหญิงก็ได้ โรคอ้วน – ดัชนีมวลกาย (BMI) มีค่าเท่ากับ 30 หรือมากกว่า     การรักษาโรคมะเร็งเต้านมในเพศชาย           ในกรณีส่วนใหญ่จะใช้การผ่าตัดในการกำจัดก้อนมะเร็งพร้อมกับส่วนหนึ่งของเต้านมออกไป ซึ่งอาจตามมาด้วยฮอร์โมนบำบัดระยะยาวโดยใช้ยาซึ่งโดยปกติจะเป็นยาที่ชื่อว่า tamoxifen           Tamoxifen ช่วยยับยั้งฤทธิ์ของฮอร์โมนที่ทราบกันดีว่าสามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งในเนื้อเยื่อเต้านม ซึ่งจะช่วยป้องกันการกลับมาเป็นมะเร็งเต้านมซ้ำได้           ในบางกรณีการรักษาด้วยรังสีรักษาหรือเคมีบำบัดอาจใช้เพื่อวัตถุประสงค์เดียวกัน       ขอบคุณข่าวที่มาจาก >> honestdocs

การเจริญเติบโตที่ผิดปกติของมะเร็งเต้านม

PLASMABLADE นวัตกรรมใหม่รักษามะเร็งเต้านม   ความรู้โรคมะเร็ง             สัญลักษณ์โบชมพู (Pink Ribbon) สัญลักษณ์ของการรณรงค์ป้องกันมะเร็งเต้านมในผู้หญิง เมืองไทยก็มีการรณรงค์เรื่องมะเร็งเต้านมกันอย่างแพร่หลาย เพื่อกระตุ้นเตือนให้ผู้หญิงได้ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมอย่างสม่ำเสมอ ด้วยเพราะมะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งที่พบบ่อยในเพศหญิง หากตรวจพบความผิดปกติได้ในระยะแรก โอกาสในการรักษาก็จะประสบความสำเร็จสูง ประกอบกับความก้าวหน้าทางการแพทย์ การรักษาโรคมะเร็งเต้านมในผู้หญิงด้วยการผ่าตัดโดยใช้ PlasmaBlade ที่ช่วยให้แผลหลังผ่าตัดหายเร็วขึ้น ลดอาการแทรกซ้อนระหว่างและหลังการผ่าตัดได้   ผู้หญิงกับมะเร็งเต้านม             มะเร็งเต้านมเป็นโรคที่ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่าเกิดจากอะไร แต่มีปัจจัยหนุนคือฮอร์โมนเอสโตรเจนที่กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เนื้อเยื่อเต้านมจนเจริญเติบโตผิดปกติ และร่างกายไม่สามารถควบคุมการเจริญเติบโตที่ผิดปกตินั้นได้ ทำให้เซลล์เหล่านั้นกลายเป็นเซลล์มะเร็งและโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ แนวทางในการรักษามะเร็งเต้านมในปัจจุบัน นับได้ว่ามีความก้าวหน้าและมีประสิทธิภาพมากขึ้นตามลำดับ             ทั้งนี้จากสถิติพบว่า อายุเฉลี่ยของผู้หญิงที่พบมะเร็งเต้านมมากที่สุดคือ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเซลล์มะเร็งอาจจะก่อตัวก่อนหน้านั้น แต่ผู้ป่วยเพิ่งมาตรวจพบในช่วงวัยดังกล่าว เพราะมะเร็งเต้านมค่อนข้างโตช้า กว่าจะเปลี่ยนแปลงจากเซลล์เดียวจนมีขนาด 1 ซม. ต้องใช้เวลาเป็นปี     ความผิดปกติของเต้านม             อาการผิดปกติของเต้านมที่ควรต้องมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยต่อไป (Diagnostic Mammogram) ได้แก่             รู้สึกปวดหรืออึดอัดที่บริเวณเต้านม             คลำพบก้อนที่เต้านม ไหปลาร้า หรือใต้รักแร้             มีการเปลี่ยนแปลงของหัวนม เช่น เป็นแผล มีเลือดออกหัวนม, หัวนมยุบลงไปหรือถูกดึงรั้งไปทางอื่น             ผู้ที่ควรเข้ารับการตรวจมะเร็งเต้านม             ผู้ป่วยที่ไม่มีอาการควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม (Screening Mammogram) ได้แก่             ผู้หญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ตรวจเป็นประจำปีละครั้ง             ผู้ป่วยกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง (High Risk Group) ได้แก่             ผู้ป่วยที่มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่             ตรวจพบความผิดปกติทางพันธุกรรมของยีน BRCA1, 2             มีญาติสายตรงที่มียีนนี้ผิดปกติ             ผู้ป่วยที่ประจำเดือนมาเร็วผิดปกติหรือหมดประจำเดือนช้าผิดปกติ             ผู้ป่วยที่ได้รับฮอร์โมนทดแทนติดต่อกันมาเป็นระยะเวลานาน             นอกจากนี้ผู้ป่วยที่เคยได้รับการรักษาโดยการฉายแสงบริเวณทรวงอกในช่วงอายุ10-30 ปี แนะนำให้ตรวจคัดกรองมะเร็ง              เต้านมเร็วกว่าผู้ป่วยทั่วไป คือ ตั้งแต่อายุ 30-35 ปี โดยขึ้นอยู่กับคำแนะนำของแพทย์     ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม             การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมจะใช้เครื่องดิจิทัลแมมโมแกรมและการอัลตราซาวนด์เต้านมเพื่อให้ตรวจพบความผิดปกติหรือมะเร็งระยะเริ่มต้นได้ไวร่วมกับการรักษาที่มีคุณภาพ ช่วยให้โอกาสรักษาได้ผลดี ลดอัตราการเสียชีวิตอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติ             การตรวจด้วยเครื่องดิจิทัลแมมโมแกรม (2D Digital Mammography) คือการใช้รังสีเอ็กซเรย์ตรวจดูการเปลี่ยนแปลงภายในโครงสร้างของเต้านม มีประสิทธิภาพในการตรวจหามะเร็งเต้านมได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มแรก โดยมีปริมาณรังสีที่ได้รับเพียงเล็กน้อย ซึ่งปัจจุบันการตรวจด้วยเครื่องดิจิทัลแมมโมแกรมยังถือเป็นมาตรฐานในการวินิจฉัยโรคเต้านม และมีการนำดิจิทัลแมมโมแกรมแบบสามมิติมาใช้ (3D Digital Mammography, Digital Breast Tomosynthesis)ทำให้สามารถวินิจฉัยรอยโรค ระบุตำแหน่งได้แม่นยำมากขึ้นโดยเฉพาะในกรณีผู้ป่วยที่มีเนื้อเต้านมหนาแน่น ช่วยทำให้สามารถมองเห็นจุดหินปูนหรือเนื้อเยื่อโครงสร้างที่ผิดปกติขนาดเล็กได้             ขณะที่การตรวจอัลตราซาวด์เต้านมเป็นการตรวจโดยการส่งคลื่นเสียงความถี่สูงเข้าไปในเนื้อเต้านม ซึ่งสามารถบอกความแตกต่างขององค์ประกอบเนื้อเยื่อได้ว่าเป็นเนื้อเยื่อเต้านมปกติ เป็นถุงน้ำหรือเป็นก้อนเนื้อได้ แต่ไม่สามารถตรวจพบกลุ่มหินปูนที่ผิดปกติได้ดังเช่นการตรวจแมมโมแกรม             ดังนั้นปัจจุบันทั้งการตรวจคัดกรองและการตรวจวินิฉัยมะเร็งเต้านมจึงเป็นการตรวจแบบควบคู่กันทั้งดิจิทัลแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์เพื่อช่วยเพิ่มความแม่นยำและความถูกต้องในการค้นหามะเร็งเต้านมในระยะเริ่มแรก นำไปสู่การวางแผนการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ปัจจุบันยังมีการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม เพื่อดูความผิดปกติของเส้นเลือดที่สร้างใหม่ของรอยโรคโดยการฉีดสารไอโอดีนทึบรังสีร่วมกับทำแมมโมแกรม เรียกว่า Contrast Enhanced Spectral Mammography (CESM) และการตรวจเต้านมด้วยเครื่องคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Breast MRI) เพื่อให้ได้ข้อมูลมากขึ้นในการวินิจฉัย และเตรียมวางแผนการรักษาผู้ป่วยต่อไป เมื่อมีความผิดปกติที่พบในแมมโมแกรมหรืออัลตรา ซาวนด์ ก็ยังสามารถเจาะชิ้นเนื้อ (Breast Biopy) เพื่อนำไปวินิจฉัยและวางแผนการรักษาต่อไปได้อีกด้วย     แนวทางรักษามะเร็งเต้านม             สำหรับผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมระยะ 0 ซึ่งเป็นระยะเริ่มต้นของเซลล์มะเร็งที่ยังไม่ลุกลามไปยังเนื้อเยื่อของเต้านม การรักษาด้วยการผ่าตัดมีโอกาสหายได้เกือบ 100% ส่วนในผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ 1 ซึ่งก้อนมีขนาดน้อยกว่า 1 ซม. การผ่าตัดเพียงอย่างเดียวนั้นสามารถที่จะรักษาให้หายได้ประมาณ 90%             การตรวจพบว่าเป็นมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มแรกยังสามารถเลือกได้ว่าจะผ่าตัดเฉพาะจุดที่เป็นมะเร็ง (ผ่าตัดแบบสงวนเต้าหรือตัดเฉพาะบางส่วน) หรือจะเลือกการผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมด ซึ่งหากเลือกการผ่าตัดแบบสงวนเต้าต้องทำควบคู่กับการฉายรังสีรักษาเต้านมที่เหลือ แต่หากเลือกการผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมด ก็ไม่จำเป็นต้องรับการฉายรังสีรักษาหลังรับการผ่าตัด             ซึ่งทั้งสองวิธีให้ผลการรักษาที่เหมือนกันคือ ผู้ป่วยมีโอกาสจะหายจากมะเร็งได้เกือบ 100% โดยไม่ต้องให้เคมีบำบัด แต่หากพบมะเร็งเต้านมในระยะที่ใหญ่ขึ้น คือตั้งแต่ระยะที่ 1 ตอนปลายเป็นต้นไป จะต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมด ทั้งยังต้องรักษาเสริมด้วยยาเคมีบำบัดและฮอร์โมน เพื่อลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ     PLASMABLADE เพิ่มความมั่นใจทุกการผ่าตัดรักษามะเร็งเต้านม             นวัตกรรมใหม่แห่งการผ่าตัดรักษาโดยใช้วิธี PlasmaBlade ซึ่งเป็นเครื่องจี้ที่ใช้พลังงาน radiofrequency หรือ คลื่นความถี่วิทยุที่มีการเปลี่ยนรูปแบบพลังงานให้เป็น Plasma ในการผ่าตัดรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ช่วยลดการทำลายเนื้อเยื่อปกติข้างเคียง สามารถผ่ารักษาเก็บหัวนมและเต้านมไว้ได้ ช่วยให้แผลหลังผ่าตัดหายเร็วขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้เครื่องจี้แบบเดิมใช้พลังงานไฟฟ้าที่อาจทำให้เกิดอุณหภูมิเกิน 100 องศา เพื่อตัดหรือเลาะเนื้อเยื่อ ไขมันระหว่างผ่าตัด ส่งผลข้างเคียงคือทำให้เกิดความร้อนสูง ทำลายเนื้อเยื่อ เส้นประสาท หรือกล้ามเนื้อใกล้เคียงที่อยู่บริเวณเต้านมและรักแร้             อีกทั้งอาจทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนต่างๆ ระหว่างและหลังผ่าตัด เช่น อาการอักเสบของแผล การคั่งของน้ำเหลือง หรือการที่เส้นประสาทหรือกล้ามเนื้อถูกทำลายบางส่วน ส่งผลให้แผลหายช้า คนไข้ต้องนอนโรงพยาบาลนานขึ้น ดังนั้นการผ่าตัดโดยใช้ PlasmaBlade ร่วมด้วยจึงทำให้ลดอาการแทรกซ้อนระหว่างและหลังผ่าตัด คนไข้พักพื้นและกลับไปใช้ชีวิตปกติได้เร็วขึ้น ที่สำคัญคือยังรักษาทั้งหัวนมและเต้านมไว้ได้ ทำให้ผู้หญิงไม่รู้สึกสูญเสียความมั่นใจ             ศูนย์เต้านม โรงพยาบาลวัฒโนสถที่ได้การรับรองคุณภาพ โรคมะเร็งเต้านม (Clinical Care Programme Certificate) จากสถาบัน JCI ประเทศสหรัฐอเมริกา นับเป็นศูนย์เต้านมที่มุ่งเน้นการให้บริการแบบครบทุกด้าน และยังมีทีมแพทย์สหสาขาที่พร้อมให้บริการรักษา ไม่ว่าจะเป็นแพทย์อายุรกรรมมะเร็ง ศัลยแพทย์ รังสีแพทย์ วิสัญญีแพทย์ แพทย์ทางด้านรังสีวินิจฉัย และบุคลากรทางการแพทย์ทุกสาขาวิชา ที่พร้อมให้คำแนะนำในการตรวจวินิจฉัยและรักษามะเร็งเต้านม ด้วยเครื่องมือและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าในการค้นหามะเร็งเต้านม รวมถึงการติดตามผลการรักษาทั้งด้านร่างกายและจิตใจอย่างใกล้ชิดในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การตรวจคัดกรองและการวินิจฉัยที่ถูกต้อง แม่นยำ รวดเร็ว นำไปสู่การรักษาครบทุกขั้นตอน โดยผู้ป่วยจะได้รับการรักษาครอบคลุมทุกระยะของมะเร็งเต้านมด้วยมาตรฐานเดียวกัน         ขอบคุณข่าวที่มาจาก >> bangkokhospital

Support by |Nolvadex