มะเร็งเต้านมชาย พบน้อย ประมาณ 1ใน100

มะเร็งเต้านมชายต่างจากมะเร็งเต้านมหญิงอย่างไร? มะเร็งเต้านมชาย(Male breast cancer)คือ โรคจากเซลล์เต้านมของผู้ชายเกิดการเจริญเติบโตและแบ่งตัวอย่างรวดเร็วผิดปกติจนกลายเป็นก้อนเนื้อมะเร็ง/แผลมะเร็งขึ้น คือเป็นเซลล์ /ก้อนเนื้อที่มีการรุนราน/ลุกลามเนื้อเยื่อ/ อวัยวะข้างเคียง ลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองข้างเคียงโดยเฉพาะต่อมน้ำเหลืองรักแร้ด้านมีก้อนเนื้อ และในที่สุดจะแพร่กระจายเข้ากระแสโลหิตไปยังอวัยวะต่างๆ และ/หรือเข้าระบบน้ำเหลืองไปยังต่อมน้ำเหลืองต่างๆทั่วร่างกาย มะเร็งเต้านมชาย พบน้อย ประมาณ 1ใน100 หรือ 1%ของมะเร็งเต้านมหญิง/มะเร็งเต้านมทั้งหมด ในประเทศไทยมีรายงานอัตราเกิดคือ 0.5รายต่อประชากรชายไทย 1 แสนคน ส่วนในสหรัฐอเมริกา รายงานพบอัตราเกิด 1รายต่อประชากรชาย 1แสนคน มะเร็งเต้านมชาย พบทุกอายุ แต่พบน้อยมากๆๆในเด็ก มีรายงานพบได้ตั้งแต่อายุ5-93ปี พบสูงขึ้นในอายุที่มากขึ้น อายุที่พบได้บ่อยคือ ตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป มะเร็งเต้านมชาย ทั่วไป พบเกิดข้างเดียว ข้างซ้ายและขวามีโอกาสเกิดใกล้เคียงกัน แต่ก็พบเกิด 2 ข้างได้ แต่พบน้อยมาก ประมาณ 1-2%ของผู้ป่วยโดยมักพบในชายที่มีปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดได้/มีประวัติญาติสายตรง(พ่อ แม่ พี่ น้อง ท้องเดียวกัน)ทั้งหญิงและชายเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งเต้านมชายเปรียบเทียบกับมะเร็งเต้านมหญิง มะเร็งเต้านมชาย มีธรรมชาติของโรค อาการ วิธีวินิจฉัย ระยะโรค วิธีรักษา การพยากรณ์โรค เช่นเดียวกับมะเร็งเต้านมหญิง แต่เนื่องจากเป็นโรคพบน้อยมาก จนคนทั่วไปรวมถึงผู้ชายเอง ไม่ตระหนักว่า ผู้ชายก็สามารถเป็นมะเร็งเต้านมได้ โดยทฤษฎี มะเร็งเต้านมชาย ควรตรวจพบได้ ง่าย/เร็วกว่ามะเร็งเต้านมหญิง เพราะจะคลำพบก้อนเนื้อได้ง่ายกว่าจากเนื้อเยื่อเต้านมที่มีน้อยกว่ามาก แต่ในความเป็นจริง จากการที่ไม่คิดว่าผู้ชายจะเป็นมะเร็งเต้านมได้ ส่งผลให้ ผู้ป่วยชายมักมาพบแพทย์ในระยะโรครุนแรง คือ โรคระยะ3ขึ้นไป ส่งผล นอกจากนั้น เนื่องจากเป็นโรคพบน้อยมาก การศึกษาต่างๆโดยเฉพาะวิธีรักษา จึงใช้ตามที่ศึกษาได้จากเพศหญิง ดังนั้น การรักษาโดยเฉพาะในเรื่องของยาฮอร์โมน และ/หรือยารักษาตรงเป้า/ยารักษาแบบจำเพาะต่อเซลล์มะเร็งในผู้ป่วยชาย จึงมีข้อจำกัด ยังไม่เป็นมาตรฐานเหมือนในกรณีของผู้ป่วยหญิง ขอบคุณที่มา > haamor

ฮอร์โมนที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของมะเร็งเต้านม

การรักษามะเร็งเต้านมด้วยวิธีฮอร์โมน (Hormonal treatment) หลักการของการรักษาด้วยวิธีฮอร์โมน           เราทราบกันมานานแล้วว่าการเจริญเติบโตของเต้านม รวมทั้งการทำงานของเต้านมจะขึ้นอยู่กับฮอร์โมน และก็พบต่อมาว่าการเจริญเติบโตของมะเร็งเต้านมในผู้หญิง มีส่วนหนึ่งที่ขึ้นอยู่กับฮอร์โมนเช่นกัน ฮอร์โมนที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของมะเร็งเต้านม คือ • ฮอร์โมนเพศหญิง (เอสโตรเจน, estrogen) ซึ่งผลิตจากรังไข่ (Ovary) ในหญิงที่ยังมีประจำเดือนอยู่ และจากต่อมหมวกไต (adrenal gland) ในหญิงที่หมดประจำเดือนแล้วหรือในหญิงที่ถูกตัดรังไข่ออกไปแล้ว • ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) ซึ่งผลิตจากรังไข่ • ฮอร์โมนเพศชาย (แอนโดรเจน, Androgen) ผลิตจากต่อมหมวกไต • คอติโคสเตียรอย (Corticosteroid) ผลิตจากต่อมหมวกไต • ฮอร์โมนโปรแลคติน (Prolactin) ซึ่งกระตุ้นการหลั่งน้ำนม และฮอร์โมนอีกหลายชนิดที่เป็นตัวควบคุมการหลั่งฮอร์โมนชนิดที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด (Tropic hormone) ผลิตจากต่อมใต้สมอง (Pituitary gland)           หลักของการรักษามะเร็งเต้านม โดยวิธีการทางด้านฮอร์โมน ก็คือ หากมะเร็งเต้านมนั้น ตอบสนองต่อ ฮอร์โมน คือ จะเติบโตขึ้น เมื่อได้รับการกระตุ้นจากฮอร์โมน เราก็ทำการรักษาโดยการลดปริมาณฮอร์โมนในร่างกายลง หรือ ใช้ยาที่เข้าไปขัดขวางการส่งสัญญาณของฮอร์โมนที่เซลล์มะเร็ง โดยทั่วๆ ไปแล้วการรักษาด้วยวิธีฮอร์โมนจะได้ผลดี ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ตรวจพบว่า เป็นเซลล์ที่มีตัวรับสัญญาณฮอร์โมนอยู่ในเซลล์ ซึ่งพบได้ประมาณ 60 – 70% ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนสูงอายุ เป็นวิธีที่นิยมใช้กันอย่างมาก ทั้งนี้เป็นเพราะว่ามีผลแทรกซ้อนข้างเคียงน้อยกว่าการให้เคมีบำบัดมาก และวิธีการบริหารยาก็สะดวกสำหรับผู้ป่วยมากกว่าการให้เคมีบำบัด       ใครบ้างที่ควรได้รับการรักษาด้วยวิธีการทางด้านฮอร์โมน           ดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้นแล้วว่า การรักษาทางด้านฮอร์โมน อาศัยหลักการในการขัดขวางการออกฤทธิ์ของฮอร์โมน ที่จะไปกระตุ้นเซลล์มะเร็ง ดังนั้น ผู้ที่จะได้รับการรักษาทางด้านฮอร์โมน ควรเป็นกลุ่มที่มีเซลล์ที่มีตัวรับสัญญาณฮอร์โมนอยู่ในเซลล์ ซึ่งในปัจจุบัน เราสามารถตรวจดูว่าเซลล์มะเร็งของผู้ป่วย มีตัวรับสัญญาณดังกล่าวหรือไม่ โดยการตรวจจากชิ้นเนื้อมะเร็ง ตัวรับสัญญาณที่ทำการตรวจ มี 2 ชนิดคือ เอสโตรเจนรีเซบเตอร์ (Estrogen receptor, ER) และ โปรเจสโปรเจสเตอโรนรีเซบเตอร์ (Progesterone receptor, PR) ซึ่งหากมีตัวรับสัญญาณ จะเรียกว่าผลการตรวจให้ผลบวก (positive) ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการตรวจหาเอสโตรเจนรีเซบเตอร์ และ โปรเจสโปรเจสเตอโรนรีเซบเตอร์ จากก้อนมะเร็งที่ตัดออกมาในตอนแรกจะมีความสำคัญมาก ซึ่งถือเป็นแนวมาตรฐานในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ที่จะต้องนำชิ้นเนื้อส่งตรวจ ในกรณีที่ไม่ทราบผลการตรวจรีเซบเตอร์ดังกล่าว (unknown) ก็อาจในการรักษาทางด้านฮอร์โมนได้ แต่ผลดีจากการรักษามีน้อยเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น ส่วนกรณีที่ผลการตรวจชิ้นเนื้อแล้ว ไม่พบว่าเซลล์มะเร็งมีรีเซบเตอร์ทั้ง 2 ชนิด (negative) ไม่แนะนำให้รักษาด้วยวิธีการด้านฮอร์โมน เพราะไม่เกิดประโยชน์ การรักษาด้วยวิธีการทางด้านฮอร์โมน สามารถใช้ได้กับทั้งผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ ยังมีประจำเดือนอยู่ และ หมดประจำเดือนแล้ว แต่วิธีการเลือกใช้จะแตกต่างกัน   การรักษามะเร็งเต้านมด้วยวิธีทางด้านฮอร์โมน มีอย่างไรบ้าง           การใช้ฮอร์โมนในการรักษามะเร็งเต้านม สามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ 2 กลุ่ม คือ 1. การใช้ยา ที่เข้าไปแย่งที่ กับตัวรับสัญญาณที่เซลล์มะเร็ง (เอสโตรเจน รีเซบเตอร์) เพื่อไม่ให้ฮอร์โมนสามารถกระตุ้น เซลล์มะเร็งให้เติบโตได้ กลุ่มนี้ได้แก่การใช้ยาที่เป็น anti-estrogen 2. การทำลาย หรือ ยับยั้งไม่ให้มี ฮอร์โมนเพศหญิงอยู่ในร่างกาย ในกลุ่มนี้ ประกอบด้วยวิธีการหลายอย่าง เช่น • การทำลายรังไข่ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตฮอร์โมน ในหญิงวัยก่อนหมดประจำเดือน • การยับยั้งการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนเพศชาย ที่จะเปลี่ยนมาเป็นฮอร์โมนเพศหญิง ซึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่ต่อมหมวกไต • การยับยั้งการกระตุ้นจากต่อมใต้สมอง ที่จะมากระตุ้นให้รังไข่ผลิตฮอร์โมนออกมา         Anti-estrogen (ยาที่แย่งที่กับตัวรับสัญญาณ เอสโตรเจน รีเซบเตอร์)           การค้นพบยากลุ่ม anti-estrogen เมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว นับเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญของวงการแพทย์ในด้านการรักษามะเร็งเต้านม ที่สามารถช่วยให้ผลการรักษามะเร็งเต้านม ได้ผลดีขึ้นอย่างมาก โดยที่ผลข้างเคียงจากการใช้ยาดังกล่าวมีไม่มากนัก ยาที่สำคัญที่ได้รับการใช้อย่างแพร่หลายในกลุ่มนี้ คือ Tamoxifen ซึ่งสามารถบริหารยาโดยการกิน             ยา tamoxifen จะออกฤทธิ์ โดยการแย่งจับกับตัวรับสัญญาณของเซลล์มะเร็งเต้านม ดังนั้น ภายหลังจากการผ่าตัดรักษา การให้เคมีบำบัด หรือ การฉายรังสี หากมีเซลล์มะเร็งยังคงหลงเหลืออยู่ในร่างกายจำนวนน้อย และ เซลล์นั้น เป็นเซลล์ที่มีตัวรับสัญญาณของฮอร์โมนเพศหญิงอยู่ ยา tamoxifen จะเข้าไปแย่งที่กับฮอร์โมน เอสโตรเจนที่มีอยู่ในร่างกาย ไม่ให้มีโอกาสกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งที่เหลืออยู่นั้น เติบโตได้ หรือ หากจะได้ ก็จะช้ากว่าปกติ ดังนั้น ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่จะได้ประโยชน์จากยานี้จะต้องเป็นกลุ่มที่ ER positive หรือ PR positive เท่านั้น             การใช้ยา tamoxifen ยังเป็นที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ใช้ได้กับทั้งสตรีที่ยังมีประจำเดือนอยู่ และ สตรีที่หมดประจำเดือนแล้ว สามารถใช้ได้อย่างดีในการลดการกลับเป็นซ้ำของมะเร็งเต้านม ภายหลังการรักษาด้วยวิธีอื่น โดยกินยาดังกล่าววันละ 1 เม็ด นาน 5 ปี นอกจากนี้ ยังมีการใช้ยานี้ก่อนผ่าตัดเพื่อลดขนาดของมะเร็งลง (มักใช้ในผู้สูงอายุ ที่ร่างกายไม่สามารถรับเคมีบำบัดได้) หรือ ใช้ป้องกันมะเร็งเต้านม ในสตรีที่มีความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งสูงมากกว่าคนทั่วไป ผลข้างเคียงที่มักจะได้รับการกล่าวถึงของการใช้ยาดังกล่าว คือ อาจทำให้เกิดมะเร็งในเยื่อบุโพรงมดลูกได้ และ อาจมีผลทำให้เกิดเส้นเลือดดำอุดตันได้ แต่ในอุบัตการณ์ที่ต่ำมาก     Ovarian ablasion (การทำลายรังไข่)           การทำลายรังไข่ เพื่อลดการผลิตฮอร์โมน เอสโตรเจน ซึ่งรังไข่เป็นแหล่งผลิตฮอร์โมน เอสโตรเจนที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย โดยการทำลายรังไข่ จะเกิดประโยชน์เฉพาะในหญิงที่ยังไม่หมดประจำเดือน ส่วนหญิงที่หมดประจำเดือนแล้วนั้น ไม่จำเป็นต้องทำลายรังไข่ เพราะรังไข่หยุดการทำงานตามธรรมชาติอยู่แล้ว   วิธีทำลายรังไข่ สามารถทำได้ 2 แบบ คือ การผ่าตัด และ การฉายรังสี           วิธีการผ่าตัด (Surgical castration) โดยผ่าตัดเปิดหน้าท้องเข้าไปตัดรังไข่ทั้ง 2 ข้างออก (bilateral oophorectomy) หรือในปัจจุบันอาจใช้วิธีผ่าตัดโดยการส่องกล้อง วิธีนี้มีข้อดีคือ สามารถลดระดับของฮอร์โมนเพศหญิงได้เร็วมาก และสามารถสำรวจดูอวัยวะอื่นๆ ภายในช่องท้องได้ด้วยว่ามีมะเร็งแพร่กระจายไปแล้วหรือยัง แต่ก็มีข้อเสียคือ ผู้ป่วยจะต้องอยู่โรงพยาบาลหลายวัน และอาจจะมีอาการแทรกซ้อนที่เกิดจากการผ่าตัดเปิดหน้าท้องได้ เช่นเกิดลำไส้อุดตันจากพังผืดมารัด                     วิธีฉายแสง (Radiation castration) โดยใช้รังสีไปทำลายเซลล์ของรังไข่ วิธีนี้มีข้อดีคือ ผู้ป่วยไม่ต้องอยู่โรงพยาบาลและอาการแทรกซ้อนน้อยมาก เพราะว่าใช้รังสีจำนวนค่อนข้างน้อย แต่ก็มีข้อเสียเล็กน้อยคือ จะได้ผลช้ากว่าวิธีการผ่าตัดเล็กน้อย การทำลายรังไข่ทั้ง 2 วิธี จะทำให้ผู้ป่วย มีอาการต่างๆ เช่นเดียวกับคนวัยหมดประจำเดือน (วัยทอง) ซึ่งบางครั้ง การเข้าสู่อาการวัยทอง โดยกระทันหัน อาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่สบายตัวได้มาก         ขอบคุณที่มา >> mahidol

การตรวจพบมะเร็งในระยะแรก

มะเร็งเต้านม มะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยและเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ในผู้หญิง ส่วนในผู้ชายก็พบมะเร็งเต้านมได้เช่นกันแต่ไม่บ่อยนัก โดยประมาณ 90% ของมะเร็งเต้านมเกิดจากต่อมน้ำนมและท่อน้ำนม จึงมีโอกาสมากที่จะพบการเกิดมะเร็งในเต้านมทั้งสองข้าง ทั้งในระยะแรกและหลังจากการตรวจวินิจฉัย อย่างไรก็ดี การตรวจพบมะเร็งในระยะแรกจะช่วยให้การรักษามีโอกาสประสบความสำเร็จได้สูง ปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งเต้านม อาการมะเร็งเต้านม การตรวจประเมินมะเร็งเต้านมเบื้องต้น การวินิจฉัยมะเร็งเต้านม การรักษามะเร็งเต้านม   ปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งเต้านม อายุ ในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 50 ปีจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น มีประวัติการเป็นมะเร็งเต้านม โดยผู้ป่วยที่เกิดมะเร็งเต้านมขึ้นที่ข้างหนึ่งมีความเสี่ยง 3-4 เท่าในการที่จะเกิดก้อนมะเร็งขึ้นที่เต้านมอีกข้าง มีประวัติการเป็นมะเร็งรังไข่ เนื่องจากการเป็นมะเร็งรังไข่เกี่ยวข้องกับการสัมผัสฮอร์โมน จึงเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น การกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 หรือ BRCA2 มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม และการมีประวัติมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ ในครอบครัวตั้งแต่อายุน้อย การสัมผัสกับฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิงที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงของลักษณะทางเพศ โดยพบว่าการสัมผัสกับเอสโตรเจนเป็นเวลานานจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม ลักษณะของการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ความอ้วน ขาดการออกกำลังกาย ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การได้รับรังสีในปริมาณสูง อาการมะเร็งเต้านม บางครั้งผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านม อาจไม่มีอาการของมะเร็งเต้านม หรือบางครั้งอาการผิดปกติที่เป็นอาจไม่ใช่โรคมะเร็งก็ได้ ดังนั้นจึงควรไปพบแพทย์เมื่อมีอาการดังต่อไปนี้ มีก้อนหนาๆ ในเต้านมหรือใต้แขน บริเวณหัวนมบุ๋ม มีน้ำเหลือง หรือมีแผล เต้านมมีผื่น แดง ร้อน ผื่นคล้ายผิวส้ม มีอาการปวดบริเวณเต้านม   การตรวจประเมินมะเร็งเต้านมเบื้องต้น การตรวจประเมินเบื้องต้นเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้สามารถตรวจพบมะเร็งเต้านมในระยะต้นๆ ซึ่งจะส่งผลให้การรักษามีโอกาสประสบความสำเร็จสูง โดยการตรวจประเมินมะเร็งเต้านมเบื้องต้นสามารถทำได้ดังนี้ การคลำเต้านมด้วยตนเอง การตรวจด้วยวิธีแมมโมแกรม (mammogram) แนะนำให้ผู้หญิงที่อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไปเข้ารับการตรวจแมมโมแกรมทุก 1-2 ปี การตรวจด้วยอัลตราซาวนด์และ MRI จะใช้ในกรณีที่ผลของแมมโมแกรมตรวจพบความผิดปกติและต้องการตรวจหาเพื่อให้แน่ชัดยิ่งขึ้น การวินิจฉัยมะเร็งเต้านม การวินิจฉัยมะเร็งเต้านมจะทำเมื่อมีการตรวจพบก้อนผิดปกติ (ทั้งจากการตรวจเต้านมด้วยตนเองหรือการเอกซเรย์) หรือพบการมีแคลเซียมเป็นจุดที่ผิดปกติจากการตรวจเอกซเรย์ ซึ่งแพทย์จะต้องทำการตรวจว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ และมีการแพร่กระจายไปที่ใดแล้วหรือไม่ ซึ่งวิธีที่วินิจฉัยได้แม่นยำคือวิธีการนำชิ้นเนื้อออกมาตรวจ แต่หากไม่สามารถตรวจด้วยวิธีนี้ได้ แพทย์จะพิจารณาการตรวจด้วยวิธีอื่น ทั้งนี้ การวินิจฉัยโรคแพทย์จะพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ประกอบ เช่น อายุ การใช้ยาในปัจจุบัน ประเภทของมะเร็ง ระดับความรุนแรงของอาการ และผลการตรวจสอบก่อนหน้านี้ เป็นต้น โดยวิธีการวินิจฉัยมะเร็งเต้านมสามารถทำได้ดังนี้ การตรวจทางรังสีวิทยา การใช้เครื่องถ่ายภาพรังสีเต้านมเพื่อการวินิจฉัย (diagnostic mammography) การใช้คลื่นเสียงความถี่สูงถ่ายภาพเต้านม (ultrasound) การใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าถ่ายภาพเต้านม (MRI) การเก็บชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา (biopsy) การตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยา การตรวจเลือด การตรวจเพิ่มเติม การถ่ายภาพเอกซเรย์ทรวงอก การตรวจการลุกลามของมะเร็งไปยังกระดูก (bone scan) การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) เพื่อสร้างภาพ 3 มิติของอวัยวะต่างๆ เพื่อเพิ่มความละเอียดในการตรวจหาการลุกลามของมะเร็ง   การรักษามะเร็งเต้านม การรักษามะเร็งเต้านมจะอาศัยทีมแพทย์ในสาขาต่างๆ เช่น ศัลยแพทย์ รังสีแพทย์ และอายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง มาร่วมกันวางแผนการรักษาที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย โดยปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกวิธีการรักษาของแพทย์ เช่น ขนาด ตำแหน่ง และลักษณะของเซลล์มะเร็ง ระยะโรคและการกระจายของมะเร็ง อายุและสุขภาพของผู้ป่วย ตัวรับฮอร์โมนของมะเร็ง ภาวะก่อนหรือหลังหมดประจำเดือน ปัจจัยที่บ่งบอกความรุนแรงของเนื้องอก เช่น ยีน HER2 ทางเลือกในการรักษามะเร็งเต้านม การผ่าตัด รังสีรักษา เคมีบำบัด การรักษาโดยใช้ฮอร์โมน การใช้ยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง (targeted therapy)         ขอบคุณที่มา >> bumrungrad

ความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมในผู้หญิงไทย

มาทำความรู้จักกับ…โรคมะเร็งเต้านมให้มากขึ้นกันดีกว่า โรคมะเร็งเต้านมเป็นโรคมะเร็งอันดับหนึ่งของผู้หญิงไทย จากข้อมูลทะเบียนมะเร็งของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ รายงานว่ามีผู้หญิงไทยป่วยเป็นมะเร็งเต้านมรายใหม่ประมาณ 20,000 คนต่อปี หรือ 55 คนต่อวันที่สำคัญพบว่าจำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมมีการเพิ่มมากขึ้นทุกปี สามารถพบได้ตั้งแต่อายุ 20 ปี ขึ้นไป โดยมีช่วงอายุที่พบบ่อยที่สุดคือ 35-55 ปี   มะเร็งเต้านม คืออะไร? มะเร็งเต้านม เริ่มต้นเกิดจากความผิดปกติที่เซลล์จากเซลล์ เยื่อบุท่อน้ำนมส่วนปลายของเต้านม แบ่งตัวเพิ่มจำนวนแบบผิดปกติขึ้นจนโตเป็นก้อน กลุ่มของเซลล์มะเร็งดังกล่าวจะเติบโตแล้วลุกลามเข้าสู่เนื้อเยื่อข้างเคียง จากนั้นก็มีการลุกลามแพร่กระจายไปสู่อวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย มะเร็งชนิดนี้พบได้มากในเพศหญิงแต่ก็สามารถพบมากในเพศชายเช่นเดียวกัน     สาเหตุของมะเร็งเต้านม ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้พบมะเร็งเต้านมมากขึ้น แต่พบว่าความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมจะเพิ่มสูงขึ้นเป็นเงาตามความเจริญของบ้านเมืองที่มากขึ้นด้วย นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในเรื่องการใช้ชีวิต (life style change) ที่ออกไปในแนวใกล้เคียงกับประเทศตะวันตกกันมากขึ้น ยกตัวอย่าง เช่น การบริโภคอาหารที่มีส่วนประกอบของไขมันมากขึ้น ได้แก่ อาหารฟาสต์ฟูดทั้งหลาย การลดการบริโภคอาหารพวกผัก ผลไม้ การใกล้ชิดกับสารก่อมะเร็งมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นมลพิษในท้องถนน สารปนเปื้อนในอาหาร มลพิษในสิ่งแวดล้อมต่างๆ ความเครียด การขาดการออกกำลังกาย ภาวะอ้วน มีไขมันสะสมในร่างกายมากเกิน การสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า การเปลี่ยนแปลงของภาวะการเจริญพันธุ์ เช่น คนรุ่นใหม่มีประจำเดือนครั้งแรกมาเร็วขึ้นกว่าเดิม การเป็นโสด ไม่มีบุตร หรือการตั้งครรภ์ครั้งแรกกันในอายุที่มากขึ้น การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่น้อยลง การใช้ยาคุมกำเนิด/ฮอร์โมนทดแทนในหญิงวัยทองกันมากขึ้น เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมในผู้หญิงยุคใหม่ทั้งสิ้น   ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม เป็นเพศหญิง อายุ 40 ปี ขึ้นไป ประวัติเป็นมะเร็งเต้านม โดยเคยเป็นมะเร็งเต้านมมาแล้ว หรือญาติพี่น้องมีประวัติเป็นมะเร็งเต้านม การใช้ฮอร์โมนเพศ ยาคุมกำเนิด ไม่ได้แต่งงานหรือแต่งงานโดยไม่มีบุตร หรือคลอดบุตรคนแรกเมื่ออายุมากกว่า 30 ปี อายุเมื่อเริ่มมีประจำเดือนครั้งแรก และอายุที่หมดประจำเดือน คือ เริ่มมีประจำเดือนตั้งแต่อายุน้อย (<12 ปี) และหมดประจำเดือน เมื่ออายุมาก (>50 ปี) ฐานะทางสังคมและเศรษฐกิจ ผู้ที่มีฐานะดีจะพบมะเร็งเต้านมสูงกว่าเพราะมีโอกาสบริโภคอาหารหลากหลายที่ไม่มีผลดีต่อสุขภาพ หรืออาจเป็นผลจาก ความเครียดจากการทำงาน ขาดการออกกำลังกาย เคยเป็นโรคบางชนิดของเต้านม สตรีซึ่งหมดประจำเดือนแล้ว และมีน้ำหนักมาก มะเร็งเต้านมสามารถป้องกันได้หรือไม่ โรคมะเร็งเต้านมยังไม่สามารถป้องกันได้     ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถหลีกเลี่ยงหรือควบคุมได้ ภาวะอ้วน : ภาวะอ้วนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ถึงแม้รังไข่จะหยุดสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนแล้ว แต่ก็พบว่ายังมีปริมาณฮอร์โมนอยู่ในระดับต่ำที่ถูกสร้างจากเนื้อเยื่อไขมันในร่างกาย ดังนั้นหากมีภาวะอ้วนก็จะทำให้ร่างกายมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนเพิ่มสูงขึ้น จึงเพิ่มความเสี่ยง ภาวะอ้วนในผู้หญิงวัยที่มีประจำเดือนอยู่ไม่ถือเป็นปัจจัยเสี่ยง กลับกันความอ้วนอาจลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมในผู้หญิงที่ยังมีประจำเดือนได้ อาหาร : ควรบริโภคอาหารประเภท พืชผัก ผลไม้ ร่วมกับหลีกเลี่ยง อาหารประเภทไขมัน เนื้อสัตว์ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมได้   การออกกำลังกาย : แนะนำให้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสอ 45-60 นาที 4-5 วันต่อสัปดาห์ การดื่มเครื่องดื่มอัลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ การทานยาเม็ดคุมกำเนิด การทานเสริมฮอร์โมนในสตรีวัยทอง ความเครียด   การป้องกันวิธีที่ดีที่สุดคือ การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม การทำแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์ เพื่อที่จะวินิจฉัยได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น         ขอบคุณที่มา >> samitivejhospitals

วิธีดูแลตัวเอง หากเป็นมะเร็งเต้านม

‘มะเร็งเต้านม’ ภัยเงียบของผู้หญิงวัยไหน? ขึ้นชื่อว่า ‘มะเร็ง’ ทุกชนิดน่ากลัวหมดนะคะ และภัยเงียบที่คุกคามคุณผู้หญิงในแต่ละปีก็มีมากอย่าง มะเร็งปากมดลูก และ ‘มะเร็งเต้านม‘ ที่พอคุณสาวๆ หลายท่านตรวจพบก็จะใจแป้วลงทุกราย และไม่อยากที่จะมีชีวิตอยู่นั่นเอง นอกจากนี้มะเร็งเต้านมยังมีระยะของมันเหมือนกับมะเร็งอื่นๆ เช่นกัน   ถึงแม้มันจะน่ากลัว แต่ก็มีวิธีการรักษาหากรู้เร็ว และสามารถควบคุมชะลอไม่ให้มะเร็งเติบโตโดยไว โดยข้อมูลเราได้มาจากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เกี่ยวกับมะเร็งเต้านม และช่วงวัยไหนบ้างที่ควรเริ่มตรวจได้แล้ว และถ้าหากเป็นมะเร็งเต้านม จะมีวิธีดูแลตัวเองได้อย่างไร     1. การเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ การตรวจเกี่ยวกับโรคมะเร็งอย่างสม่ำเสมอ เพื่อที่จะได้ตรวจพบโรคมะเร็งและรับการรักษาได้แต่เนิ่นๆ สามารถทำได้ง่ายๆ โดยการ เอกซเรย์เต้านม (Mammogram) การคลำเต้านมด้วยตนเอง หรือการตรวจอื่นๆ เช่น การตรวจโดยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)   2. เมื่อรู้ตัวว่าเป็นแล้วควรผ่าตัดเต้านมทั้งสองข้างออก หรือข้างใดข้างหนึ่งที่เป็น แต่ส่วนใหญ่แพทย์จะให้ตัดออกทั้งสอง เพราะศูนย์ถ่วงจะได้เท่ากันอย่างทันท่วงที เพราะว่าเซลล์มะเร็งของเต้านมเติบโตไวมาก แต่การผ่าตัดนี้ก็ยังไม่สามารถผ่าตัดเอาเนื้อเยื่อที่มีโอกาสเกิดเป็นมะเร็งออกได้ทั้งหมด ทำให้ยังมีโอกาสเกิดเป็นมะเร็งอยู่นะคะ ขั้นตอนต่อไปก็อยู่ที่แพทย์ที่จะใช้เคมีบำบัดต่อไป   3. หลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ ความอ้วน การใช้ยาคุมกำเนิด การกินอาหารที่ดีเพื่อสุขภาพก็ช่วยได้   4. การใช้ยาทาม็อกซิเฟน (Tamoxifen) ที่ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดเป็นมะเร็งเต้านม และราลอกซิฟีน (Raloxifene) มีการศึกษาขนาดใหญ่ของ สถาบันมะเร็งสหรัฐอเมริกาพบว่า สามารถลดอัตราการเกิดมะเร็งเต้านมในกลุ่มวัยใกล้หมดประจำเดือนได้     ช่วงวัยที่ควรตรวจหา ‘มะเร็งเต้านม’ ควรตรวจเมื่อมีอายุเท่าไหร่? 1. ผู้ที่มีอายุระหว่าง 35–39 ปี ควรได้รับการตรวจแมมโมแกรมเพื่อตรวจดูว่ามีความผิดปกติของเต้านมหรือไม่? 2. ผู้ที่มีประวัติในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านมควรได้รับการทำแมมโมแกรม โดยเริ่มทำตั้งแต่อายุเท่าที่ญาติใกล้ชิด สายตรง (แม่ พี่สาว) ไม่ควรชะล่าใจหากมีคนในครอบครัวเป็นนะคะ 3. ผู้ที่มีอายุระหว่าง 40–49 ปี ควรได้รับการทำแมมโมแกรมทุกๆ 1–2 ปี 4. ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ควรได้รับการทำแมมโมแกรมทุกปีเพื่อไม่ให้สายเกินแก้ค่ะ   หมายเหตุ การตรวจแมมโมแกรมคืออะไร? คือการตรวจหาโรคมะเร็งเต้านมด้วยรังสีชนิดพิเศษ มีลักษณะคล้ายกับการเอกซเรย์ โดยจะถ่ายรูปเต้านมข้างละ 2 รูป วิธีนี้เป็นวิธีที่สามารถตรวจพบเซลล์มะเร็งได้แม้ในระยะเริ่มแรก และตรวจหาหินปูนที่มีลักษณะผิดปกติ ซึ่งใช้เวลาการตรวจไม่นานค่ะ         วิธีรักษามะเร็งเต้านม 1. การผ่าตัด โดยทั่วไปการผ่าตัดมะเร็งเต้านมจะหมายถึงการผ่าตัดอวัยวะ 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนเต้านมและต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ เพื่อป้องกันการแพร่กระจาย 2. เคมีบำบัด 3. ฉายรังสี 4. ยาต้านฮอร์โมน 5. ยามุ่งเป้า (ยาที่ออกฤทธิ์จำเพาะต่อเซลล์มะเร็งโดยตรง)   ทุกวัยมีโอกาสเป็นเท่าๆ กันนะคะ อย่างที่บอกมีปัจจัยต่างๆ แตกต่างกันไป พอเริ่มอายุย่างเข้า 30 ปี ก็ควรตรวจได้แล้ว และควรจะคลำหาด้วยวิธีง่ายๆ ดีกว่ามาพบเจอและเป็นในขั้นที่รุนแรงมากๆ จนรักษาไม่ได้ค่ะ……         ขอบคุณที่มา >> thairath

โรคมะเร็งเต้านมสามารถรักษาให้หายขาดได้ไหม?

มะเร็งเต้านม จากสถิติกรมอนามัยโลก ปี ค.ศ. 2014 ประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งเต้านมรายใหม่กว่า 5,410 ราย และผู้เสียชีวิต 2,524 ราย อัตราการเสียชีวิตถูกจัดให้อยู่อันดับสอง ถ้าอย่างนั้น โรคมะเร็งเต้านมสามารถรักษาให้หายขาดได้ไหม? การตรวจพบในระยะแรกหรือทำการรักษาในระยะแรกเป็นปัจจัยสำคัญที่จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา นอกจากนี้ การเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมก็เป็นปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาได้ ถึงแม้ว่าผู้ป่วยตรวจพบว่าเป็นโรคมะเร็งเต้านมในระยะแพร่กระจายแล้ว ถ้าหากมีการเลือกแผนการรักษาที่เหมาะสม ก็สามารถที่จะได้รับผลการรักษาที่ดีและเอาชนะโรคภัยได้ เทคนิคแบบบาดแผลเล็กนี้ ผลข้างเคียงต่ำ บาดแผลเล็ก ฟื้นตัวเร็ว ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมหลีกเลี่ยงการตัดเต้านมทิ้ง หลีกเลี่ยงความเจ็บปวดจากผลข้างเคียง   หากท่านตรวจพบว่าป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านม เรายินดีช่วยเหลือ สามารถนัดออนไลน์หรือโทรนัดเพื่อติดต่อสอบถามได้ที่เบอร์02-645-2799  ผู้รอดชีวิตจากป่วยเป็นมะเร็งเต้านมมา 5 ปีร่วมแบ่งปันประสบการณ์     ประเภทของโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งเต้านมโดยทั่วไปจะหมายถึงมะเร็งที่เกิดจากต่อมประเภทหนึ่ง โดยเซลล์มะเร็งจะมาจากระบบต่อมน้ำเหลือง นอกจากนี้ ยังมีประเภทอื่น ตัวอย่างเช่น เกิดจากกล้ามเนื้อ ต่อมไขมันหรือก้อนเนื้อของระบบเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน   จะสามารถแบ่งประเภทมะเร็งเต้านมตามทฤษฎีทางการแพทย์ได้ดังนี้ มะเร็งเต้านมแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ มะเร็งเต้านมไม่ลุกลามไปที่ท่อน้ำนมกับมะเร็งเต้านมที่ลุกลามไปยังท่อน้ำนม   วิธีการรักษามะเร็งเต้านม • ความเจ็บปวดของเทคนิคการรักษาแบบดั้งเดิม การผ่าตัดเต้านมออก :บาดแผลใหญ่ ความเสี่ยงสูง ไม่เหมาะกับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะสุดท้าย มีข้อจำกัดค่อนข้างสูง สำหรับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมส่วนใหญ่แล้ว การตัดเต้านมออกเท่ากับสูญเสียความเป็นผู้หญิงไป     การให้คีโม :ผลข้างเคียงสูง เช่น ผมร่วง คลื่นไส้ เป็นต้น • เทคนิคการรักษามะเร็งเต้านมแบบใหม่ มีผลทำให้อัตรารอดชีวิตเพิ่มสูงขึ้น เทคนิคบาดแผลเล็ก ปากแผลเพียง 2-3 มม. ผลข้างเคียงน้อย เจ็บน้อย เทคนิคเฉพาะจุด ปากแผลเพียง 1-2 มม. ตัวยาต้านมะเร็งตรงสู่ก้อนเนื้อมะเร็ง ความเข้มข้นของตัวยาสูงกว่าการให้คีโม 2-8 เท่า ผลข้างเคียงต่ำ ทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างแม่นยำ   เทคนิคความเย็น :ลดระดับความเสี่ยงของการผ่าตัดและโรคแทรกซ้อน ไม่มีข้อจำกัดของการใช้ยาชาและผลข้างเคียงจากการให้คีโม ณ ปัจจุบันนี้ประสบความสำเร็จ นำมาใช้ทำการรักษาให้แก่ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมเป็นจำนวนมาก   เทคนิคการผ่าตัดแบบบาดแผลเล็ก แพทย์แผนจีนแบบบูรณาการ :เป็นการผสมผสานระหว่างแพทย์แผนจีนกับเทคนิคบาดแผลเล็ก ไม่เพียงทำให้การทำลายเซลล์มะเร็งมีประสิทธิภาพสูงเท่านั้น แต่ยังขจัดลมปราณที่ไม่ดี และบำรุงลมปราณที่ดีให้หมุนเวียนดีขึ้น ลดผลข้างเคียง ลดการกำเริบ มีผลเพิ่มอัตราการรอดชีวิต     เทคนิคการรักษาแบบภูมิคุ้มกันบำบัด :ภูมิคุ้มกันบำบัดนั้นมีข้อดีคือไม่ทำลายเซลล์ดีในร่างกาย ไม่เจ็บและไม่ต้องพักฟื้นที่รพ. ในขณะเดียวกันสามารถลดความเจ็บปวดในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมจากการให้คีโมแล้ว ยังสามารถเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม และเหมะกับผู้ป่วยมะเร็งทุกชนิด   การสร้างเต้านมใหม่หลังการผ่าตัดมะเร็งเต้านม :ขั้นตอนแรกคือนำเอาส่วนก้อนเนื้อมะเร็งของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะแรกตัดออก จากนั้นเลือกแบบการปลูกถ่ายและเคลื่อนย้าย ตามอัตราส่วนของผู้ป่วย ตลอดจนปรับแต่งรูปร่างภายนอกของเต้านม ทำให้มองดูแล้วไม่มีข้อแตกต่างกับคนปกติ ทำให้ผู้ป่วยกลับมามีความมั่นใจอีกครั้ง           ขอบคุณที่มา << moderncancerthai

Support by |Nolvadex