การผ่าตัดรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านม

การรักษามะเร็งเต้านม   1. การผ่าตัด (Surgery) เป็นการรักษาหลักของการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านม โดยก่อนอื่นต้องทราบความรู้พื้นฐานก่อนว่า เมื่อมีก้อนมะเร็งเต้านมเกิดขึ้น อวัยวะแรกที่เซลส์มะเร็งเต้านมจะกระจายลุกลามไปถึงคือ ต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ ดังนั้นการผ่าตัดรักษามะเร็งเต้านมจึงต้องผ่าตัดทั้งบริเวณเต้านมและเลาะต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ออกไปด้วย ในปัจจุบันการผ่าตัดรักษามะเร็งเต้านมวิธีมาตรฐาน ได้แก่ การผ่าตัดเต้านมออกทั้งเต้าและเลาะต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ออกทั้งหมด เรียกการผ่าตัดนี้ว่า Modified Radical Mastectomy หรือย่อว่า MRM ซึ่งผลการรักษาดีเทียบเท่ากับวิธีการผ่าตัดรักษาในอดีตแต่ผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดน้อยกว่ามาก (สมัยก่อนนอกจากจะผ่าตัดเอาเนื้อเต้านมออกไปทั้งเต้าแล้ว ยังตัดเอากล้ามเนื้อผนังหน้าอกออกไปทั้งหมดอีกด้วย) แต่จากการศึกษาและวิจัยทางการแพทย์ล่าสุดพบว่าการผ่าตัดรักษาโดยการตัดเฉพาะก้อนมะเร็งออกโดยมีเนื้อเต้านมดีหุ้มก้อนมะเร็งออกไปนั้น ขณะที่ไม่จำเป็นต้องตัดเต้านมออกทั้งเต้า แต่ไปทำการฉายแสงบริเวณเต้านมที่เหลือแทน พบว่าผลของการรักษาในด้านการกลับเป็นซ้ำของโรคและการมีอายุยืนยาวของผู้ป่วยมากกว่า 5 ปีขึ้นไปไม่แตกต่างกันกับวิธีผ่าตัดรักษามาตรฐานเดิมคือ MRM เรียกวิธีการผ่าตัดนี้ว่า การผ่าตัดแบบสงวนเต้านม (Breast Conserving Surgery) แต่ใช่ว่าผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมทุกคนจะรักษาด้วยการผ่าตัดนี้ได้ เนื่องจากการผ่าตัดแบบสงวนเต้านมนี้ไม่สามารถทำได้ในกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่สามารถฉายรังสีที่เต้านมได้ เช่น เคยได้รับการฉายรังสีที่หน้าอกมาก่อนหน้า หรือตั้งครรภ์อยู่ และกลุ่มผู้ป่วยที่ก้อนมะเร็งเต้านมกระจายอยู่ทั่วทั้งเต้านมจนไม่สามารถผ่าตัดให้มีเนื้อดีหุ้มก้อนมะเร็งโดยรอบได้ จึงจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเต้านมออกทั้งเต้า หลังผ่าตัดเต้านมออกทั้งเต้าเพื่อรักษาโรคมะเร็ง นอกจากสุขภาพกายที่เสียไปแล้ว สุขภาพจิตที่รูปลักษณ์ภายนอกคือการไม่มีเต้านมก็เสียตามไปด้วย จึงเป็นผลให้มีวิทยาการทางด้านการผ่าตัดตกแต่งและเสริมสร้างเต้านมมาช่วยทำให้ผู้ป่วยมีเต้านมขึ้นใหม่ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับของเดิม โดยวิธีการผ่าตัดตกแต่งและเสริมสร้างเต้านมใหม่ที่เหมาะสมกับผู้ป่วยรายนั้นๆ ก็จะแตกต่างกันออกไป วิธีการผ่าตัดมีตั้งแต่การใช้ไขมัน กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อของร่างกายผู้ป่วยเอง ได้แก่ จากหน้าท้อง (Transverse rectus abdominis myocutaneous or TRAM flap) และจากแผ่นหลัง (Latissimus dorsi or LD flap) และการใช้เต้านมเทียมหรือการเสริมซิลิโคน (Silicone breast implant) ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเหมือนคนปกติที่ยังมีเต้านมอยู่ มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น ไม่สูญเสียความมั่นใจในการใช้ชีวิตในสังคมต่อไปหลังการผ่าตัดรักษามะเร็งเต้านมแล้ว         ส่วนการผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ จากเดิมที่ทำการเลาะต่อมน้ำเหลืองออกทั้งหมด พบว่ามีผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัด เช่น ยกแขนได้ไม่สุดหรือยกไม่ขึ้น ชาบริเวณรักแร้และต้นแขน แขนบวมหรือมีแผลเรื้อรังที่แขน เป็นต้น ข้อมูลทางการแพทย์ล่าสุดพบว่าในต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ทั้งหมดจะมีกลุ่มต่อมน้ำเหลืองกลุ่มแรกที่เซลส์มะเร็งเต้านมจะกระจายลุกลามมาถึงก่อน ต่อมน้ำเหลืองกลุ่มนี้เรียกว่า ต่อมน้ำเหลืองเซนติเนล ซึ่งสามารถใช้สารสีพิเศษฉีดที่เต้านมเพื่อจำลองการกระจายของเซลส์มะเร็งแล้วผ่าตัดเลาะเอาเฉพาะต่อมน้ำเหลืองที่ติดสารสีพิเศษนั้น (Sentinel lymph node biopsy) ซึ่งก็คือกลุ่มต่อมน้ำเหลืองเซนติเนลไปให้พยาธิแพทย์ตรวจวินิจฉัยชิ้นเนื้อเร่งด่วนด้วยวิธีแช่แข็ง (Frozen section) ว่ามีเซลส์มะเร็งลุกลามไปถึงต่อมน้ำเหลืองแล้วหรือไม่ ถ้าพบว่าผลตรวจเป็นลบ แปลว่า ไม่มีการกระจายของเซลส์มะเร็งไปถึงต่อมน้ำเหลือง ก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องเลาะต่อมน้ำเหลืองออกทั้งหมด ทำให้ผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดหลังการผ่าตัดลดน้อยลง แต่ถ้าพบว่าผลตรวจเป็นบวก ซึ่งแปลว่า มีเซลส์มะเร็งลุกลามไปถึงต่อมน้ำเหลืองกลุ่มแรกแล้ว ก็จำเป็นต้องทำการผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ออกทั้งหมดเพื่อรักษาและประเมินระยะของมะเร็งเต้านมต่อไป   2. การรักษาหลังการผ่าตัด (Adjuvant therapy) เพื่อลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งเต้านมโดยกำจัดเซลส์มะเร็งที่หลงเหลืออยู่บริเวณเต้านมและทั่วร่างกาย ซึ่งจะให้การรักษาแต่ละชนิดเมื่อมีข้อบ่งชี้ในการรักษาเท่านั้น การรักษาที่ว่าประกอบด้วย       เคมีบำบัดหรือคีโม (Chemotherapy) พิจารณาให้ถ้าขนาดของก้อนมะเร็งใหญ่กว่า 1 เซนติเมตรและ/หรือมีการกระจายของมะเร็งไปที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้แล้ว ปกติการให้เคมีบำบัดในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านมจะมีสูตรยาเคมีหลายสูตร มีทั้งแบบใช้ยาตัวเดียวหรือยาหลายตัวผสมกัน ทั้งแบบยาฉีดหรือยากิน ทั้งแบบให้ยาทุกสัปดาห์และทุก 3-4 สัปดาห์ ใช้เวลาในการให้ยาเคมีครบประมาณ 3-6 เดือน และนอกจากยาเคมีจะไปทำลายเซลส์มะเร็งที่มีการเจริญเติบโตและแบ่งตัวอย่างรวดเร็วในร่างกายแล้ว ยังจะไปทำลายเซลส์ปกติของร่างกายที่มีการเจริญแบ่งตัวด้วย เช่น เซลส์เม็ดเลือด เกล็ดเลือด เนื้อเยื่อในช่องปาก ลำไส้ และเส้นผม เป็นต้น ทำให้มีผลข้างเคียง เช่น การติดเชื้อ แผลในปาก เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย และผมร่วงได้ การฉายแสง (Radiation) พิจารณาให้ในกรณีที่ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่กว่า 5 เซนติเมตร มีการกระจายของมะเร็งไปที่ต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้จำนวนมากกว่า 4 ต่อมขึ้นไป หรือขอบชิ้นเนื้อที่ผ่าตัดออกไปยังมีเซลส์มะเร็งอยู่ การฉายแสงส่วนใหญ่จะทำติดต่อกัน 5 ถึง 6 สัปดาห์ (ปกติจะฉายวันจันทร์ถึงวันศุกร์ หยุดพักวันเสาร์อาทิตย์) ฉายแสงไปที่บริเวณเต้านม ผนังหน้าอกและบริเวณรักแร้ ใช้เวลาในการฉายแสงแต่ละครั้งใช้เวลาไม่นานประมาณ 10-15 นาที ยาต้านฮอร์โมน (Endocrine or Hormonal therapy) เมื่อนำก้อนเนื้อมะเร็งไปย้อมพิเศษเพื่อดูว่ามีตัวรับฮอร์โมนเพศหญิง เอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน (Estrogen and Progesterone receptor) แล้วผลออกมาเป็นบวก แสดงว่ามะเร็งเต้านมนั้นมีการตอบสนองต่อฮอร์โมน ดังนั้นผู้ป่วยควรได้รับยาต้านฮอร์โมน โดยกินยาวันละ 1 เม็ดเป็นระยะเวลา 5 ปี       ยาตรงเป้า (Targeted therapy) เมื่อนำก้อนเนื้อมะเร็งไปย้อมพิเศษแล้วผลตัวรับเฮอร์ทู (HER-2 receptor) ออกมาเป็นบวก แสดงว่าเป็นมะเร็งที่เกิดจากการกลายพันธุ์เพิ่มปริมาณของยีนก่อมะเร็งเฮอร์ทูซึ่งมีแนวโน้มที่จะลุกลามอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ในระยะเวลาอันสั้น มะเร็งเต้านมสายพันธุ์เฮอร์ทูพบได้ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของมะเร็งเต้านมทั้งหมด ผู้ป่วยในกลุ่มนี้ควรได้รับยาต้านเฮอร์ทู (Anti-HER2 therapy) โดยเป็นยาฉีดควบคู่ไปกับยาเคมีบำบัด           ขอบคุณที่มา >>bangkokpattayahospital  

มะเร็งเต้านม…“รู้แล้วรีบรักษาหายได้

มะเร็งเต้านม…“รู้เร็วรักษาหายได้ คุณรู้หรือไม่ว่า !?!          มะเร็งเต้านม เป็นโรคมะเร็งอันดับ 1 ในผู้หญิงไทยและมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี “ไม่มีวัคซีนป้องกันเหมือนมะเร็งปากมดลูก           3 ใน 4 ของผู้ป่วยไม่มีปัจจัยเสี่ยงกล่าวคือ “ผู้หญิงทุกคนมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมได้ ”     สัญญาณอันตราย         – พบก้อนหรือเนื้อที่เป็นไตแข็งผิดปกติตรงบริเวณเต้านม         -มีน้ำเหลืองและเลือดไหลจากหัวนม         -ผิวหนังบริเวณเต้านมเปลี่ยนไปจากเดิม ไม่ว่าจะเป็นรอยบุ๋มหรือผิวหนังบวมหนาตึง เหมือนผิว  ของเปลือกส้ม        -หัวนมถูกดึงรั้งจนผิดปกติ        -ผิวหนังบริเวณลานหัวนมมีลักษณะเปลี่ยนไปจากเดิม เช่น มีผื่นคันที่เป็นๆ หายๆ        -ขนาดและรูปร่างต่างกันอย่างผิดปกติ   การวินิจฉัยโรค           การตรวจ แมมโมแกรม (Mammogram) จะมีประโยชน์มากในการตรวจหามะเร็งเต้านมขนาดเล็กเพราะสามารถตรวจได้ตั้งแต่ยังคลำก้อนไม่พบ แต่ประโยชน์นี้จะใช้ได้ดีในคนที่เริ่มสูงอายุ (มากกว่า 40 ปี) ซึ่งเนื้อเต้านม จะไม่หนาแน่นมาก การตรวจแมมโมแกรมจะเห็นรายละเอียดได้มาก แต่ในส่วนคนอายุน้อยจะแปลผลแมมโมแกรมยาก และในกรณีที่พบก้อน ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าก้อนนั้นเป็นน้ำหรือเป็นก้อนเนื้อ              การตรวจ อัลตร้าซาวด์ (Ultrasound) มีข้อเด่นที่สามารถใช้ในคนอายุน้อยอีกทั้งยังสามารถช่วยวินิจฉัยว่าก้อนต่างๆ ในเต้านมเป็นน้ำหรือเป็นก้อนเนื้อ ทำให้การวางแผนการรักษาเป็นไปได้ง่ายขึ้น   การรักษา            การผ่าตัด การผ่าตัดเป็นจุดเริ่มต้นของการรักษามะเร็งเต้านม โดยต้องมีการวางแผนอย่างละเอียดในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกว่าจะผ่าตัดวิธีไหนเหมาะสมกว่ากันระหว่างการผ่าตัดแบบตัดออกทั้งหมด และการผ่าตัดแบบสงวนเต้า ทั้งยังต้องเสริมสร้างเต้านมขึ้นมาทันทีพร้อมกันไปเลยหรือไม่ ทั้งยังต้องพิจารณาเรื่องการผ่าตัดในส่วนของต่อมน้ำเหลืองด้วยว่าต้องผ่าตัดออกมาด้วยหรือไม่หรือจะต้องตรวจต่อมน้ำเหลืองเซนติเนลดูก่อน                การฉายแสง หลังการผ่าตัดสงวนเต้ามีความจำเป็นต้องฉายแสง ในกรณีก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่ หรือมีการกระจายของเซลล์มะเร็งไปที่ต่อมน้ำเหลือง              การใช้ยาเคมีบำบัดและยาต้านฮอร์โมน หลังการผ่าตัด หากก้อนมะเร็งมีขนาดโตกว่า 1 ซม. หรือมีการกระจายของเซลล์มะเร็งไปที่ต่อมน้ำเหลือง   สิ่งที่คุณอาจสงสัย ?? …..ว่าเป็น มะเร็งเต้านม ก้อนที่เต้านม ไม่เจ็บสิน่ากลัว                  ผู้หญิงส่วนใหญ่เมื่อมีอาการเจ็บเต้านม มักจะเริ่มสังเกตและคลำที่เต้านมส่วนหนึ่ง จะพบก้อนร่วมด้วย อีกส่วนหนึ่งคือไม่พบก้อนหรือไม่แน่ใจ ควรเข้าพบแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าไม่เป็นมะเร็งเต้านม ซีสมักจะเจ็บ ส่วนมะเร็งมักจะไม่เจ็บ ในบรรดาก้อนที่เต้านมนั้น มีโรคกลุ่มหลัก ๆ อยู่ 3 กลุ่ม คือ 1) ซีสเต้านม 2) เนื้องอกเต้านม (ไม่ร้าย) 3) มะเร็งเต้านม              ซีสที่เต้านมจะมีการเปลี่ยนแปลงตามรอบเดือนโตก่อนรอบเดือนมาและเล็กลงหลังรอบเดือนมาแล้ว ส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยที่มีซีสมักจะเจ็บที่ก้อน ซึ่งผิดกับกลุ่มเนื้องอกหรือมะเร็ง ซึ่งมักจะไม่ค่อยเจ็บพบว่าร้อยละ 90 ของคน ที่เป็นมะเร็งเต้านม ระยะเริ่มแรกจะมีแต่ก้อนไม่มีอาการเจ็บผู้หญิงหลายๆ คน มีความเข้าใจผิดคิดว่าก้อนที่ไม่เจ็บคงไม่เป็นไร และทิ้งไว้จนกระทั่งก้อนมะเร็งใหญ่โตขึ้นมากแล้วจึงรู้สึกเจ็บได้         สงสัยว่าเป็นมะเร็งเมื่อไร            สังเกตถ้าก้อนที่เป็นมะเร็งเต้านมมักจะแข็งและขรุขระ แต่อาจเป็นก้อนเรียบๆ ได้ อาการอื่น ๆ อาจพบผิวหนังที่เต้านมบุ๋มลงไปคล้ายลักยิ้ม หรือมีรูปร่างของ              เต้านมผิดไปจากเดิม หรืออาจมีแผลที่หัวนมและรอบหัวนมหรือมีน้ำเหลืองหรือน้ำเลือดไหลออกจากหัวนม บางรายคลำพบก้อนบริเวณรักแร้และนานๆ ครั้ง              จะพบมะเร็งเต้านมที่มีอาการบวมแดงคล้ายการอักเสบที่เต้านม นอกจากอาการผิดปกติที่เต้านมแล้ว การตรวจเต้านมด้วยเครื่องแมมโมแกรม (Mammogram) และ อัลตราซาวด์ (Ultrasound) ยังสามารถตรวจพบมะเร็งเต้านมขนาดเล็ก ตั้งแต่ยังไม่มีอาการได้ โดยอาจพบก้อนหรือจุดหินปูนในเนื้อเต้านมได้   ตรวจเลือดและยีน (gene) บอกได้ไหมว่าเป็นมะเร็งเต้านม                   การตรวจเลือดเพื่อหามะเร็งเต้านมนั้น มีความแม่นยำค่อนข้างต่ำ เนื่องจากผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมจะพบผลตรวจเลือดเกี่ยวกับมะเร็ง เช่น CA153, CEA ผิดปกติ              น้อยกว่าร้อยละ 20 ขณะเดียวกันผู้ที่มีผลเลือดปกติ ก็อาจเป็นมะเร็งเต้านมอยู่แล้วส่วนการตรวจยีน เช่น gene BRCA1, BRCA2 ซึ่งจะมีความผิดปกติในมะเร็งเต้านมที่เป็นกันทั้งครอบครัว หากตรวจพบก็ไม่ได้หมายความว่า กำลังเป็นมะเร็งอยู่เพียงแต่ทำให้รู้ว่าโอกาสจะพบมะเร็งเต้านมในคน ๆ นั้นมีมากกว่าคนทั่วไปและยีนดังกล่าวก็พบได้เพียงร้อยละ 5 – 10 ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมทั้งหมด ดังนั้นหากตรวจยีนดังกล่าวแล้วปกติก็ยังมีสิทธิ์เป็นมะเร็งเต้านมอยู่ไม่น้อย       ขอบคุณที่มา > bkh

ผู้หญิงกับโรคมะเร็งเต้านม ปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยและเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ในผู้หญิง ส่วนในผู้ชายก็พบมะเร็งเต้านมได้เช่นกันแต่ไม่บ่อยนัก โดยประมาณ 90% ของมะเร็งเต้านมเกิดจากต่อมน้ำนมและท่อน้ำนม จึงมีโอกาสมากที่จะพบการเกิดมะเร็งในเต้านมทั้งสองข้าง ทั้งในระยะแรกและหลังจากการตรวจวินิจฉัย อย่างไรก็ดี การตรวจพบมะเร็งในระยะแรกจะช่วยให้การรักษามีโอกาสประสบความสำเร็จได้สูง   ปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งเต้านม อาการมะเร็งเต้านม การตรวจประเมินมะเร็งเต้านมเบื้องต้น การวินิจฉัยมะเร็งเต้านม การรักษามะเร็งเต้านม   ปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งเต้านม อายุ ในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 50 ปีจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น มีประวัติการเป็นมะเร็งเต้านม โดยผู้ป่วยที่เกิดมะเร็งเต้านมขึ้นที่ข้างหนึ่งมีความเสี่ยง 3-4 เท่าในการที่จะเกิดก้อนมะเร็งขึ้นที่เต้านมอีกข้าง มีประวัติการเป็นมะเร็งรังไข่ เนื่องจากการเป็นมะเร็งรังไข่เกี่ยวข้องกับการสัมผัสฮอร์โมน จึงเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น การกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 หรือ BRCA2 มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม และการมีประวัติมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ ในครอบครัวตั้งแต่อายุน้อย การสัมผัสกับฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิงที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงของลักษณะทางเพศ โดยพบว่าการสัมผัสกับเอสโตรเจนเป็นเวลานานจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม ลักษณะของการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ความอ้วน ขาดการออกกำลังกาย ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การได้รับรังสีในปริมาณสูง   อาการมะเร็งเต้านม บางครั้งผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านม อาจไม่มีอาการของมะเร็งเต้านม หรือบางครั้งอาการผิดปกติที่เป็นอาจไม่ใช่โรคมะเร็งก็ได้ ดังนั้นจึงควรไปพบแพทย์เมื่อมีอาการดังต่อไปนี้ มีก้อนหนาๆ ในเต้านมหรือใต้แขน บริเวณหัวนมบุ๋ม มีน้ำเหลือง หรือมีแผล เต้านมมีผื่น แดง ร้อน ผื่นคล้ายผิวส้ม มีอาการปวดบริเวณเต้านม     การตรวจประเมินมะเร็งเต้านมเบื้องต้น การตรวจประเมินเบื้องต้นเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้สามารถตรวจพบมะเร็งเต้านมในระยะต้นๆ ซึ่งจะส่งผลให้การรักษามีโอกาสประสบความสำเร็จสูง โดยการตรวจประเมินมะเร็งเต้านมเบื้องต้นสามารถทำได้ดังนี้ การคลำเต้านมด้วยตนเอง ตรวจด้วยวิธีแมมโมแกรม (mammogram) แนะนำให้ผู้หญิงที่อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไปเข้ารับการตรวจแมมโมแกรมทุก 1-2 ปี การตรวจด้วยอัลตราซาวนด์และ MRI จะใช้ในกรณีที่ผลของแมมโมแกรมตรวจพบความผิดปกติและต้องการตรวจหาเพื่อให้แน่ชัดยิ่งขึ้น   การวินิจฉัยมะเร็งเต้านม การวินิจฉัยมะเร็งเต้านมจะทำเมื่อมีการตรวจพบก้อนผิดปกติ (ทั้งจากการตรวจเต้านมด้วยตนเองหรือการเอกซเรย์) หรือพบการมีแคลเซียมเป็นจุดที่ผิดปกติจากการตรวจเอกซเรย์ ซึ่งแพทย์จะต้องทำการตรวจว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ และมีการแพร่กระจายไปที่ใดแล้วหรือไม่ ซึ่งวิธีที่วินิจฉัยได้แม่นยำคือวิธีการนำชิ้นเนื้อออกมาตรวจ แต่หากไม่สามารถตรวจด้วยวิธีนี้ได้ แพทย์จะพิจารณาการตรวจด้วยวิธีอื่น   ทั้งนี้ การวินิจฉัยโรคแพทย์จะพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ประกอบ เช่น อายุ การใช้ยาในปัจจุบัน ประเภทของมะเร็ง ระดับความรุนแรงของอาการ และผลการตรวจสอบก่อนหน้านี้ เป็นต้น โดยวิธีการวินิจฉัยมะเร็งเต้านมสามารถทำได้ดังนี้ การตรวจทางรังสีวิทยา การใช้เครื่องถ่ายภาพรังสีเต้านมเพื่อการวินิจฉัย (diagnostic mammography) การใช้คลื่นเสียงความถี่สูงถ่ายภาพเต้านม (ultrasound) การใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าถ่ายภาพเต้านม (MRI) การเก็บชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา (biopsy) การตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยา การตรวจเลือด การตรวจเพิ่มเติม การถ่ายภาพเอกซเรย์ทรวงอก การตรวจการลุกลามของมะเร็งไปยังกระดูก (bone scan)           ขอบคุณที่มาจาก bumrungrad

Support by |Nolvadex