ระยะของมะเร็งเต้านม

ระยะการเกิดมะเร็งเต้านม ระยะ 0 เป็นระยะเริ่มต้นของเซลล์มะเร็ง ซึ่งยังไม่ลุกลามไปยังเนื้อเยื่อเต้านม ระยะ 1 ก้อนมะเร็งมีขนาดไม่เกิน 2 เซนติเมตร และยังไม่ลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลือง ระยะ 2 ก้อนมะเร็งมีขนาดระหว่าง 2-5 เซนติเมตร ซึ่งอาจจะลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้หรือไม่ก็ได้ หรือมีขนาดไม่เกิน 2 เซนติเมตร และลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้แล้ว แต่ยังไม่แพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่น ระยะ 3 ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่กว่า 5 เซนติเมตร และลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้แล้ว แต่ยังไม่แพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่น ระยะ 4 มะเร็งแพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่น ๆ แล้ว ขอบคุณที่มา  wikipedia

ปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดมะเร็งเต้านม

          ผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม โดยพบบ่อยในหญิงที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป            หญิงที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมมากกว่าคนปกติ รวมทั้ง ผู้ป่วยที่เคยเป็นมะเร็งเต้านม ก็มีอัตราเสี่ยงที่จะกลับมาเป็นใหม่สูงกว่าคนปกติด้วย          ผู้ที่มีบุตรหลังอายุ 30 ปี รวมทั้ง หญิงที่ไม่เคยมีบุตร จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมมากขึ้น ธุ์ของยีน เช่น การเกิดการกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 หรือ BRCA2 สามารถทำให้เกิดมะเร็งเต้านม และสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้           ผู้หญิงที่มีเต้านมเต่งตึงกว่าอายุ เช่น หญิงที่มีอายุมากกว่า 45 ปี และมีความหนาแน่นของเต้านมมากกว่าร้อยละ 75 จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมมากกว่าคนปกติ          ผู้หญิงที่มีประจำเดือนมาตั้งแต่อายุก่อน 12 ปี หรือ ประจำเดือนหมดช้าหลังอายุ 55 ปี จะมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมได้ง่ายกว่าคนปกติ           ผู้ที่รับประทานฮอร์โมนเพศหญิง รวมทั้ง ผู้ที่ได้รับยาคุมกำเนิดเป็นเวลานาน อาจเกิดมะเร็งเต้านมมากยิ่งขึ้น การสูบบุหรี่ทำให้เพิ่มโอกาสในการเกิดเป็นมะเร็งเต้านมมากขึ้น   ขอบคุณที่มา   th.wikipedia.org

อาการของมะเร็งเต้านมและการวินิจฉัยโรค

           ก้อนหรือติ่งที่เกิดขึ้นใหม่ในเต้านมเป็นสัญญาณที่พบบ่อยที่สุดของโรคมะเร็งเต้านม            เนื่องจากการทำแมมโมแกรมเพื่อคัดกรองผู้ป่วยกลายเป็นวิธีที่นิยมใช้ตรวจมะเร็งเต้านมมากขึ้น จำนวนผู้ป่วยที่ถูกตรวจพบก่อนแสดงอาการจึงเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามในบางกรณีการตรวจด้วยแมมโมแกรมก็อาจพลาดได้เช่นกัน ทั้งจากการตรวจที่ผิดพลาดหรือความจริงที่ว่าไม่สามารถตรวจพบมะเร็งเต้านมด้วยแมมโมแกรมได้ถึง 15% เลยทีเดียว (เรียกกันว่า “ mammographically occult cancer”) และผู้หญิงหลายคนมีเหตุผลมากมายที่จะไม่เข้าตรวจด้วยแมมโมแกรมตามที่แพทย์แนะนำ            อาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ 5 อย่างที่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม อาการ          แม้ว่าผู้ป่วยมะเร็งเต้านมส่วนใหญ่จะไม่แสดงอาการใดๆจนกว่าจะตรวจพบโรคจากการทำแมมโมแกรม แต่สัญญาณของมะเร็งเต้านมที่พบได้บ่อยก็คือมีก้อนที่เต้านม ก้อนในเต้านมที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นมะเร็งนั้นจะไม่เจ็บ แข็ง และไม่เคลื่อนที่ ทั้งยังมีขอบแปลกๆ แต่บางที่มะเร็งเต้านมก็มีลักษณะอ่อนนุ่มหรือเป็นกลมๆ ทั้งยังอาจเจ็บปวดด้วย แม้อาการด้านล่างนี้จะสามารถเกิดจากสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่มะเร็งเต้านม แต่ถ้าคุณมีอาการแล้วล่ะก็ คุณควรไปพบแพทย์ ซึ่งอาการที่ว่าได้แก่: เต้านมมีขนาดหรือรูปร่างเปลี่ยนไป มีก้อนหรือแผ่นหนาภายในหรือใกล้ๆเต้านม หรืออยู่บริเวณใต้วงแขน เต้านมบวมทั้งหมดหรือแค่บางส่วน (ถึงแม้ว่าจะไม่รู้สึกว่ามีก้อนใดๆก็ตาม) ระคานเคืองผิวบริเวณหน้าอก ผิวหนังบริเวณเต้านมย่น หรือผิวโบ๋เป็นหลุมเหมือนผิวส้ม (เรียกว่า “peau d’orange”) เจ็บที่เต้านมหรือหัวนม หัวนมบุ๋ม หัวนม ขอบรอบหัวนม(บริเวณผิวคล้ำรอบหัวนม)หรือผิวเต้านมมีสีแดง เป็นสะเก็ดหรือหนาขึ้น มีของเหลวที่ไม่ใช่น้ำนมไหลออกจากหัวนม          บางครั้งมะเร็งเต้านมลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองใต้แขนหรือรอบๆกระดูกไหปลาร้าและทำให้เกิดก้อนหรือมีอาการบวมขึ้นที่บริเวณนั้นๆ ก่อนที่เนื้องอกในเนื้อเยื่อเต้านมจะเริ่มใหญ่มากพอที่เราจะรู้สึกได้ หากพบว่าต่อมน้ำเหลืองคุณบวม คุณต้องพบแพทย์ในทันที  การวินิจฉัยมะเร็งเต้านม           การทดสอบและกระบวนการที่ใช้วินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านม ได้แก่  การตรวจเต้านม (Breast exam): เพื่อตรวจหาก้อนหรือความผิดปกติของเต้านม โดยแพทย์จะคลำหน้าอกทั้งสองข้างรวมไปถึงต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ด้วย  การตรวจภาพรังสีเต้านม แมมโมแกรม (Mammogram): การตรวจคัดกรองด้วย        แมมโมแกรมจะเอ็กซ์เรย์เต้านมของคุณเพื่อตรวจพาสิ่งผิดปกติหรือการเปลี่ยนแปลงใดๆในเต้านมของคุณ หากมีอะไรน่าสงสัยแพทย์จะให้คุณตรวจวินิจฉัยด้วยแมมโมแกรมเพื่อตรวจหาสิ่งผิดปกติดังกล่าวได้ใกล้ชิดชัดเจนยิ่งขึ้น อัลตราซาวนด์ (Ultrasound): ในการอัลตราซาวนด์ คลื่นเสียงจะสร้างภาพโครงสร้างลึกๆภายในร่างกาย การอัลตราซาวนด์เต้านมอาจช่วยแยกระหว่างก้อนแข็งหรือถุงของเหลวที่อยู่ภายในเต้านม    การตัดชิ้นเนื้อตรวจวินิจฉัย (Biopsy): ในการตัดชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจนั้น ตัวอย่างเนื้อเยื่อจะถูกตัดออกจากเต้านมและส่งไปยังห้องปฏิบัติการเพื่อทำการวิเคราะห์  ที่ห้องปฏิบัติการจะมีการกำหนดชนิดของเซลล์ที่เกี่ยวกับมะเร็งเต้านม ความรุนแรงของมะเร็ง และพิจารณาว่าเซลล์มะเร็งนั้นมีอวัยวะรับสัมผัสที่อาจได้รับผลกระทบจากการรักษาหรือไม่  การตรวจเอ็กซ์เรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI):  MRI เป็นการใช้คลื่นแม่เหล็กและคลื่นวิทยุฉายภาพภายในทรวงอก    แพทย์อาจใช้การตรวจหรือกระบวนการอื่นๆวินิจฉัยหากจำเป็น ระยะของมะเร็งเต้านม เมื่อคุณได้รับการวินิจฉัยมะเร็งเต้านม แพทย์จะทำการตรวจเพื่อพิจารณาว่ามะเร็งของคุณอยู่ในระยะใด การรู้ว่าตอนนี้ระยะของมะเร็งอยู่ในขั้นไหนเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้ตัดสินใจว่าจะรักษาด้วยวิธีใดนั่นเองแพทย์อาจใช้การทดสอบและกระบวนการดังต่อไปนี้เพื่อพิจารณาว่ามะเร็งของคุณอยู่ในระยะใด การตัดเอาส่วนของต่อมน้ำเหืองไปตรวจ (ต่อมน้ำเหลืองจะถูกตัดออกบางส่วนเพื่อตรวจหาเซลล์มะเร็ง) การตรวจเลือด ใช้แมมโมแกรมตรวจเต้านมอีกข้าง การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) การสแกนกระดูก การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือ CT Scan การถ่ายภาพรังสีระนาบด้วยการปล่อยโพซิตรอน หรือ PET Scan ระยะของมะเร็งเต้านมเริ่มจาก 0 ถึง IV และระยะที่  I ถึง III จะมีระยะย่อยอีกอย่างน้อย 2 ระยะ (IA, IB, เป็นต้น) ระยะที่ร้ายแรงที่สุดคือ ระยะ IV ระยะของมะเร็งพอสังเขป ระยะ 0: มะเร็งยังไม่รุกล้ำหรือเข้าไปอยู่ในท่อน้ำนม lobules หรือหัวนม ระยะ I: มะเร็งเริ่มก่อเป็นเนื้องอกขนาด 2 เซนติเมตรหรือเล็กกว่าและไม่มีการลุกลามออกมานอกเต้านม ยกเว้นว่าอาจจะมีกลุ่มของเซลล์มะเร็งเล็กๆน้อยๆในต่อมน้ำเหลือง ระยะ II: มะเร็งเติบโตขึ้นแต่ก็ยังคงอยู่ในส่วนของเต้านมเท่านั้น หรืออาจลามออกไปยังต่อมน้ำเหลืองใกล้ๆเนื้องอกแต่ก็ไม่มากไปกว่านั้น ระยะ III: มะเร็งลุกลามออกไปนอกเนื้องอกโดยเข้าไปในต่อมน้ำเหลืองและกล้ามเนื้อ อย่างไรก็ดี ในขั้นนี้มะเร็งจะยังไม่ลามไปถึงอวัยวะอื่นๆ ระยะ IV: อาจเรียกขั้นนี้ว่า มะเร็งเต้านมในระยะแพร่กระจายก็ได้  มะเร็งในระยะนี้จะลุกลามไปยังส่วนอื่นๆของร่างกาย เช่น กระดูก ปอด ตับ หรือสมอง   ขอบคุณที่มา honestdocs.co

3 วิธีตรวจเช็กมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง เเบบง่ายๆ

           การตรวจเช็กเต้านมเป็นเรื่องที่ผู้หญิงทุกคนควรใส่ใจ เพราะหากตรวจพบมะเร็งเต้านมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ย่อมช่วยให้ไม่แพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ และสามารถทำการรักษาแบบตัดเฉพาะก้อนมะเร็งออก มีโอกาสรักษาให้หายขาดได้   3 วิธีง่าย ๆ ในการตรวจเช็กมะเร็งเต้านมด้วยตนเองสามารถทำได้ดังนี้   วิธีที่ 1 ตรวจตอนอาบน้ำ สามารถทำได้โดย ใช้นิ้วมือวางราบบนเต้านม คลำและเคลื่อนนิ้วเบา ๆ ให้ครบทุกส่วนของเต้านมทีละข้าง       วิธีที่ 2 ตรวจหน้ากระจก   สามารถทำได้โดย ยืนตัวตรงมือแนบลำตัว ยกแขนให้ขึ้นสูงเหนือศีรษะ สังเกตลักษณะเต้านมทั้งสองข้าง ยกมือเท้าที่เอว กดสะโพกแรง ๆ ไม่ให้กล้ามเนื้อเกร็งและหดตัว สังเกตลักษณะผิดปกติ   วิธีที่ 3 ตรวจในท่านอน             สามารถทำได้โดย นอนราบยกมือข้างหนึ่งไว้ใต้ศีรษะ ใช้มืออีกข้างตรวจคลำทุกส่วนของเต้านมทีละข้าง เริ่มคลำจากส่วนนอกและเหนือสุดของเต้านม เวียนไปรอบเต้านม ค่อย ๆ เคลื่อนมือเข้ามาเป็นวงแคบ ๆ จนถึงบริเวณเต้านมให้ทั่วทุกส่วน บีบหัวนมเบา ๆ โดยใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้สังเกตว่ามีสิ่งผิดปกติไหลออกมาหรือไม่ สัญญาณเตือนต้องพบแพทย์   หากตรวจเช็กเต้านมด้วยตนเองแล้วพบอาการผิดปกติดังต่อไปนี้ควรรีบมาพบแพทย์ ก้อนหรือไตแข็งผิดปกติ หัวนมดึงรั้งผิดปกติ มีเลือดหรือน้ำเหลืองไหลจากหัวนม เต้านมมีขนาดและรูปร่างผิดปกติ               แม้มะเร็งเต้านมจะพบบ่อยในผู้หญิงตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะในผู้หญิงที่ไม่มีบุตร มีบุตรช้า และมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม ผู้หญิงทุกคนก็ไม่ควรนิ่งนอนใจและควรตรวจเต้านมด้วยตนเองเป็นประจำ   ขอบคุณที่มา  bangkokhospita  

มะเร็งเต้านม (Breast cancer)

           โรคมะเร็งที่เกิดจากเนื้อเยื่อที่มีความผิดปกติส่วนใดส่วนหนึ่งภายในเต้านมเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์มะเร็งและขยายใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นก้อนเนื้อร้าย ก่อนจะลุกลามไปสู่เนื้อเยื่อข้างเคียงและแพร่กระจายไปยังเซลล์อื่นของร่างกาย มะเร็งชนิดนี้สามารถพบได้ทั้งในเพศหญิงและเพศชาย แต่พบในเพศชายในอัตราที่น้อยมาก            ภายในเต้านมของผู้หญิงจะประกอบไปด้วยต่อมผลิตน้ำนม ท่อน้ำนม เนื้อเยื่อไขมัน ท่อน้ำเหลือง เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน หลอดเลือดต่าง ๆ ซึ่งเซลล์มะเร็งส่วนใหญ่ที่พบมักจะเกิดขึ้นบริเวณต่อมผลิตน้ำนม (Lobules) และท่อน้ำนม (Ducts) มากกว่าส่วนอื่น การก่อตัวของมะเร็งเต้านมสามารถเกิดขึ้นได้กับเซลล์ทุกส่วนภายในเต้านมในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มจากเซลล์ผิดปกติมีการแบ่งตัวมากขึ้นเป็นจำนวนมากจนไม่สามารถควบคุมได้ และขยายใหญ่ขึ้นเป็นก้อนเนื้อร้าย ก่อนจะแพร่กระจายไปยังเนื้อเยื่อข้างเคียง ระบบน้ำเหลือง และสุดท้ายกระจายไปยังกระแสเลือด และไปยังอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ ระยะของมะเร็งเต้านม ระยะความรุนแรงของโรคมะเร็งเต้านมแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ขึ้นอยู่กับขนาดของก้อนเนื้อ การแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งไปสู่ต่อมน้ำเหลือง หรืออวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ระยะ 0-1: พบเซลล์ผิดปกติภายในเนื้อเยื่อเต้านม และก้อนเนื้อมีขนาดไม่เกิน 2 เซนติเมตร แต่ยังจำกัดการเกิดเฉพาะภายในเต้านม ซึ่งเป็นระยะที่ยังไม่พบการลุกลามของโรคไปยังส่วนอื่น ระยะ 2: ก้อนมะเร็งมีขนาดโตขึ้น และอาจแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองเฉพาะบริเวณรักแร้ แต่จำนวนไม่กี่ต่อม หรืออาจไม่พบก้อนเนื้อ แต่พบเซลล์มะเร็งบริเวณต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้ ระยะ 3: เนื้อเยื่อเต้านมถูกทำลายเป็นบริเวณกว้างถึงชั้นผิวหนังจนเกิดเป็นแผล ก้อนมะเร็งมีขนาดโตขึ้นมากกว่า 5 เซนติเมตร ลุกลามไปติดกับกล้ามเนื้อหน้าอก มีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้และต่อมน้ำเหลืองอื่นในบริเวณใกล้เคียงเต้านม หรือก้อนเนื้อขยายใหญ่ขึ้นไม่เกิน 5 เซนติเมตร และมีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองจำนวนมากขึ้น ระยะ 4: โรคมีการแพร่กระจายเข้าหลอดเลือดไปยังอวัยวะอื่น ๆ ของร่างกาย เช่น ตับ สมอง ปอด กระดูก ซึ่งเป็นระยะที่รักษาไม่หายขาด สำหรับในประเทศไทย จากข้อมูลทะเบียนมะเร็งของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พบว่าโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตในผู้หญิงไทยเป็นอันดับต้น ๆ และยังพบจำนวนผู้ป่วยมะเร็งเต้านมรายใหม่ประมาณ 13,653 ราย หรือคิดเป็น 29.3 ต่อประชากร 100,000 ราย ซึ่งคาดการณ์ว่ามีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะการตรวจพบมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้น จะเพิ่มโอกาสในการรักษาให้ผู้ป่วยหายขาดได้มากขึ้น อาการของมะเร็งเต้านม มะเร็งเต้านมในระยะแรกแทบไม่แสดงอาการใด ๆ ผู้ป่วยมักมาพบแพทย์ด้วยการคลำพบก้อนเนื้อในเต้านมหรือบริเวณรักแร้มากที่สุด อาการอื่น ๆ อาจสังเกตได้จากขนาดหรือรูปร่างของเต้านมที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม หัวนมบุ๋ม เป็นแผล อาจมีน้ำเหลืองหรือของเหลวสีคล้ายเลือดไหลออกมาหรือเป็นผื่นบริเวณหัวนม สาเหตุของมะเร็งเต้านม ะเร็งเต้านมยังไม่พบสาเหตุการเกิดที่แน่ชัด แต่พบปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคได้มากขึ้น โดยเฉพาะในเพศหญิง ทั้งจากสภาพแวดล้อมภายนอก พฤติกรรมการใช้ชีวิต อายุที่มากขึ้น ผู้หญิงที่ไม่มีบุตร หรือมีช่วงระยะของการมีประจำเดือนนาน และอีกหลายปัจจัย ทั้งนี้บางปัจจัยสามารถแก้ไขได้ แต่บางปัจจัยไม่สามารถควบคุมได้ เช่น ความบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกัน ความผิดปกติทางพันธุกรรม หรือเชื้อชาติ เป็นต้น การวินิจฉัยมะเร็งเต้านม แพทย์จะตรวจดูความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเต้านม พร้อมทั้งประเมินวิธีการรักษาในขั้นตอนต่อไป แพทย์อาจมีการตรวจเอกซเรย์เต้านม (Mammogram) อัลตราซาวด์ (Ultrasound) หรือการตรวจเอกซเรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Imaging: MRI) เพื่อดูก้อนเนื้อหรือเซลล์ที่เกิดความผิดปกติก่อนจะมีการเจาะชิ้นเนื้อ (Biopsy) ออกมาตรวจวิเคราะห์ ทั้งนี้ การเลือกใช้วิธีใดในการตรวจวินิจฉัยหรือตรวจในขั้นตอนใดก่อน แพทย์จะดูอาการและสิ่งที่ตรวจพบจากการตรวจร่างกายเป็นข้อมูลเบื้องต้น การรักษามะเร็งเต้านม การรักษามะเร็งเต้านมมีหลายวิธี ปัจจุบันจะใช้วิธีการผ่าตัด การฉายรังสี การรักษาด้วยฮอร์โมน หรือการรักษาด้วยเคมีบำบัด ซึ่งแต่ละวิธีมีข้อดี ข้อเสีย และผลข้างเคียงที่แตกต่างกันออกไป ทั้งนี้แพทย์อาจใช้วิธีการเดียวหรือหลายวิธีรวมกันในการรักษา โดยอยู่ภายใต้ดุลยพินิจของทีมแพทย์และความต้องการของผู้ป่วย เพื่อการวางแผนการรักษาผู้ป่วยที่ได้รับประโยชน์สูงสุด ภาวะแทรกซ้อนของมะเร็งเต้านม มะเร็งเต้านมสามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้หลายกรณี เนื่องมาจากผลของการรักษาที่ทำให้ร่างกายอ่อนแอลง ผู้ป่วยอาจรับประทานอาหารได้น้อย รู้สึกเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ไม่สดชื่น นอนไม่หลับ หรือมีปัญหาด้านทางอารมณ์ มีภาวะบวมน้ำเหลืองในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะลุกลาม เนื่องจากท่อน้ำเหลืองเกิดการอุดตันจนทำให้มีการคั่งของน้ำเหลืองบริเวณนั้นมาก นอกจากนี้อาจพัฒนาให้เกิดมะเร็งบริเวณส่วนอื่นของร่างกายได้หากมะเร็งเกิดการลุกลามเข้าสู่กระแสเลือดไปยังอวัยวะนั้น ๆ การป้องกันมะเร็งเต้านม ควรตรวจเต้านมด้วยตนเองเป็นประจำทุกเดือน โดยเริ่มตรวจตั้งแต่อายุยังน้อย และเข้ารับการตรวจจากแพทย์หรือพยาบาลเป็นครั้งคราว ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ควรเข้ารับการตรวจเอกซเรย์เต้านม (Mammogram) ประมาณปีละ 1 ครั้ง เนื่องจากมะเร็งเต้านมยังไม่พบสาเหตุการเกิดที่แน่ชัด การป้องกันได้เต็มประสิทธิภาพจึงทำได้ยาก นอกจากนี้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งหรือส่งผลเสียต่อสุขภาพอาจช่วยลดโอกาสการเกิดและรับมือกับมะเร็งเต้านมได้ทันท่วงที   ขอบคุณที่มา  pobpad

โรคมะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านมเกิดจากความผิดปกติของเซลล์ที่อยู่ภายในท่อน้ำนมหรือต่อมน้ำนม เซลล์เหล่านี้มีการแบ่งตัวผิดปกติไม่สามารถควบคุมได้ มักแพร่กระจายไปตามทางเดินน้ำเหลือง ไปสู่อวัยวะที่ใกล้เคียงเช่น ต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ หรือแพร่กระจายไปสู่อวัยวะที่อยู่ห่างไกล เช่น กระดูก ปอด ตับ และสมอง เช่นเดียวกับมะเร็งชนิดอื่นๆ   มะเร็งเต้านมพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยผู้ชายมีโอกาสพบได้น้อยมากเพียง1 % ของมะเร็งเต้านมทั้งหมด จากการเก็บข้อมูลจำนวนผู้ป่วยมะเร็งชนิดต่างๆในประเทศไทยในปี พ.ศ.2555 พบว่า มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่มีจำนวนผู้ป่วยมากที่สุดเป็นอันดับ 1   มะเร็งเต้านมสามารถแบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ ระยะ 0 เป็นระยะเริ่มต้นของเซลล์มะเร็ง ซึ่งยังไม่ลุกลามไปยังเนื้อเยื่อเต้านม ระยะ 1 ก้อนมะเร็งมีขนาดไม่เกิน 2 เซนติเมตร และยังไม่ลุกลามเข้า ต่อมน้ำเหลือง ระยะ 2  ก้อนมะเร็งมีขนาดระหว่าง 2-5 เซนติเมตร ซึ่งอาจจะลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้หรือไม่ก็ได้ หรือมีขนาดไม่เกิน 2 เซนติเมตรและลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้แล้ว แต่ยังไม่แพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่น ระยะ 3 ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่กว่า 5 เซนติเมตร และรุกรามเข้าต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้แล้ว แต่ยังไม่แพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่น ระยะ 4 มะเร็งแพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่นๆแล้ว   ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านม ผู้หญิงที่เคยได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นมะเร็งเต้านมหรือมีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นมะเร็งเต้านม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นญาติใกล้ชิด เช่น แม่พี่สาวหรือน้องสาว เป็นต้น ผู้หญิงที่ไม่มีบุตรหรือมีบุตรคนแรกเมื่ออายุมากกว่า 30 ปี ผู้หญิงที่รอบเดือนมาเร็ว และหมดช้า หรือใช้ฮอร์โมนทดแทนเป็นเวลานานกว่า 10 ปี ผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่อายุ 40  ปีขึ้นไป   การตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านม จะใช้การตรวจประเมินร่วมกัน คือ เมื่อพบอาการผิดปกติที่สงสัยว่าอาจจะเป็นมะเร็งเต้านม ได้แก่ การพบความผิดปกติของภาพการตรวจเอ็กซเรย์เต้านม คลำพบก้อนที่เต้านม หรือเกิดความผิดปกติที่เต้านม ควรปรึกษาแพทย์ ซึ่งอาจมีการซักประวัติ อาการที่เป็น ความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านมและการตรวจร่างการทั่วไป รวมทั้งการตรวจเต้านม ดังนี้   การคลำเต้านมด้วยตนเองหรือคลำโดยแพทย์ จะตรวจลักษณะของก้อนและเต้านมโดยทั่วไป รวมทั้งบริเวณรักแร้และเหนือกระดูกไหปลาร้า การตรวจแมมโมแกรม การตรวจเอ็กซเรย์เต้านม ทำให้ทราบรายละเอียดเพิ่มเติมโดยเฉพาะลัษณะของก้อนเหมือนก้อนมะเร็งหรือไม่ ขนาดและขอบเขตของก้อน จำนวนก้อนที่มี การตรวจคลื่นสะท้อนแรงสูง (ultrasonography) ช่วยแยกโรคได้ว่าก้อนที่เป็น เป็นก้อนเนื้อทั้งหมด หรือเป็นถุงน้ำ และใช้ดูประกอบกับการตรวจแมมโมแกรม (mammogram) จากข้อมูลเบื้องต้น แพทย์จะตัดสินใจว่าต้องมีการตรวจเพิ่มเติมหรือการรักษาจำเป็นหรือไม่ ในรายที่ลักษณะการตรวจเข้าได้กับลักษณะของเนื้องอกไม่ร้ายแรง แพทย์อาจนัดผู้ป่วยมาตรวจสม่ำเสมอ เพื่อตรวจดูการเปลี่ยนแปลงของรอยโรค ในรายที่สงสัยอาจต้องมีการเจาะหรือตัดก้อนเนื้อตรวจเพิ่มเติม ดังนี้   1.การเจาะตรวจด้วยเข็มขนาดเล็ก การใช้เข็มขนาดเล็กเจาะตรวจก้อนที่สงสัยว่าเป็นถุงน้ำ เพื่อดูดน้ำมาตรวจ หรือเจาะก้อนเนื้อเต้านมที่สงสัย และตรวจด้วยจุลทรรศน์เพื่อดูลักษณะของเซลล์ที่เจาะตรวจ   2.การตัดเนื้อตรวจด้วยเข็ม โดยการใช้เข็มขนาดใหญ่ เจาะตัดก้อนเนื้อเต้านมที่สงสัย หรือ เจาะบริเวณที่ผิดปกติจากการตรวจเอ็กซเรย์แมมโมแกรม ส่งไปที่ห้องปฏิบัติการพยาธิวิทยา เพื่อให้พยาธิแพทย์ตรวจ ลักษณะของเซลล์ว่าเป็นเซลล์มะเร็งหรือไม่   3.การผ่าตัดตรวจชิ้นเนื้อ แพทย์ตัดเนื้อบางส่วนหรือทั้งหมดของก้อนเนื้อเต้านมที่สงสัย พยาธิแพทย์จะตรวจสอบด้วยกล้องจุลทรรศน์เพื่อตรวจหาเซลล์มะเร็ง เมื่อการตรวจชิ้นเนื้อยืนยันว่าเป็นเซลล์มะเร็งเต้านม ควรมีการตรวจย้อมพิเศษเพิ่มเติม เพื่อตรวจดูความรุนแรงของโรคมะเร็งที่เป็นและเพื่อเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับรอยโรคที่ตรวจพบโดยตรวจตัวรับฮอร์โมน (hormone receptor) ซึ่งมี 2 ชนิด คือ ตัวรับฮอร์โมนเอสโตรเจน (estrogen receptor) และตัวรับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (progesterone receptor) ถ้าให้ผลบวกแสดงว่าโรคตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีฮอร์โมนบำบัด และตรวจย้อมยีนมะเร็งเฮอร์ทู (HER-2 onco gene) ซึ่งถ้าให้ผลบวก แสดงว่าโรคมะเร็งเต้านมเป็นชนิดร้ายแรง ดื้อยาเคมีบำบัดและโรคกลับเป็นซ้ำรวดเร็ว ตลอดจนผู้ป่วยเสียชีวิตจากโรคมะเร็งเร็วกว่าผู้ที่ตรวจไม่พบยีนมะเร็งเฮอร์ทู นอกจากนี้ผลของยีนมะเร็งเฮอร์ทู สามารถทำนายการตอบสนองต่อการรักษาด้วยช้ยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง (targeted therapy) การรักษามะเร็งเต้านม จะอาศัยทีมแพทย์ในสาขาต่างๆ เช่นศัลยแพทย์ รังสีแพทย์ และอายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง มาร่วมกันวางแผนการรักษาที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย โดยปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกวิธีการรักษาของแพทย์ เช่น   ขนาด ตำแหน่ง และลักษณะของเซลล์มะเร็ง ระยะโรคและการกระจายของมะเร็ง อายุและสุขภาพของผู้ป่วย ตัวรับฮอร์โมนของมะเร็ง ภาวะก่อนหรือหลังหมดประจำเดือน ปัจจัยที่บ่งบอกความรุนแรงของเนื้องอก เช่น ยีนHER2   ทางเลือกในการรักษามะเร็งเต้านม การผ่าตัด รังสีรักษา เคมีบำบัด การรักษาโดยใช้ฮอร์โมน การใช้ยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง (targeted therapy) ขอบคุณที่มา roche.co

นักดื่ม เสี่ยงมะเร็งเต้านมหรือมีประโยชน์ (บ้าง)

              การที่จะกล่าวว่า การดื่มแอลกอฮอล์ที่ปลอดภัย หรือในขนาดที่เป็นพิษต่อร่างกาย ยังมีข้อสรุปความเห็นที่แตกต่างกัน ที่ทำให้คนเดินดินธรรมดาอย่างเราๆท่านๆทั้งหลายได้งงพอสมควรค่ะ บ้างก็ว่า การดื่มในขนาดปลานกลางดีต่อหัวใจ ระบบหลอดเลือด และอาจจะสามารถช่วยป้องกันโรคเบาหวานชนิดที่ 2 (Diabetes type 2) และรวมไปถึงป้องกันโรคนิ่วได้ ส่วนการดื่มหนัก เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตที่สามารถป้องกันได้ในหลายประเทศ โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐ การดื่มหนักอาจเป็นอันตรายต่อตับและหัวใจ มีผลต่อเด็กในครรภ์ เพิ่มโอกาสในการเป็นมะเร็งเต้านมและมะเร็งอื่นๆ ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า และปัญหาความรุนแรง หรือแม้กระทั่งสร้างปัญหาในความสัมพันธ์ในครอบครัวได้ เราจึงเห็นข้อมูลแอลกอฮอล์แบบมีสองหน้าตลอดเวลา อย่าได้แปลกใจค่ะ สารที่ออกฤทธิ์ที่อยู่ในเครื่องดื่มแอล์กอฮอล์ เป็นโมเลกุลธรรมดาที่เรียกกว่า เอธานอล มีผลต่อร่างกายในรูปแบบต่างๆ อาทิเช่น ผลโดยตรงต่อกระเพาะอาหาร สมอง หัวใจ ถึงน้ำดี และตับ มันทำให้ระดับไขมัน ไม่ว่าจะเป็นระดับโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอร์ไรด์) และอินซูลินในเลือด รวมไปถึงการอักเสบและการแข็งตัวของเลือด นอกจากนี้จะมีผลต่ออารมณ์ สมาธิ สติของมนุษย์เราอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ดื่มปานกลางคือเท่าไร ปัจจุบันมีการใช้คำว่า ปริมาณแอลกอฮอล์ในระดับการดื่มปานกลาง (Moderate Alcohol drinking) หรือ ดื่ม 1 แก้ว ( a drink) นั้นมีการให้ความหมายว่าอย่างไรที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ ในการศึกษาวิจัยบางการศึกษาให้คำจำกัดความว่า ดื่มปานกลาง หมายถึงน้อยกว่า 1 แก้วต่อวัน(1) ในขณะที่บางรายงานก็บอกกว่าหมายถึง 3-4 แก้วต่อวัน สิ่งที่ถือว่าเป็นเครื่องดื่ม หมายถึงของเหลว ในความเป็นจริงแล้วแม้แต่ในหมู่นักวิจัยเองเครื่องดื่มแอลกอออล์ไม่มีคำจำกัดความของเครื่องดื่มมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วไป(2) ในขณะที่สหรัฐนั้น คำว่าเครื่องดื่ม 1 แก้ว มักจะหมายถึงเบียร์ขนาด 12 ออนซ์ หรือไวน์ 5 ออนซ์ หรือสุรา 1.5 ออนซ์ (เหล้า เช่น จิน หรือ วิสกี้)(3) แต่ละเครื่องดื่มมีแอลกอออล์เฉลี่ย 12-14 กรัม แต่มีความแตกต่างในระดับไมโครเมื่อพูดถึงแอลกอฮอล์ในไวน์ ไวน์แดงเป็นอย่างไร ผู้เชี่ยวชาญบางคนแนะนำว่าไวน์แดงทำให้เกิดความแตกต่าง แต่ในรายงานการวิจัยอื่น ๆ แสดงให้เห็นว่าเครื่องดื่มมีผลน้อยมากต่อประโยชน์ของระบบหัวใจและหลอดเลือด ดื่มเท่าไรมีผลดีต่อสุขภาพ มีคำแนะนำล่าสุดจากหน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องอย่างองค์การอนามัยโลกกล่าวว่า การดื่มที่ปลอดภัยและมีผลต่อสุขภาพคือ 1-2 แก้วดื่มต่อวัน สำหรับเพศชาย ส่วนในเพศหญิงไม่ควรเกิน 1 แก้วดื่มใน 1 วัน(3) ด้านมืดของแอลกอฮอล์ ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะชอบดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสามารถหยุดดื่มได้เมื่อมีความเสี่ยง ในขณะที่บางคนก็มมองการดื่มที่ปลอดภัยเป็นการดื่มเพื่อสุขภาพ แต่บางคนไม่คิดเช่นนั้น การดื่มหนักเป็นสาเหตุนำไปสู่การเสียชีวิต เพราะแอลกอฮอล์มันตัวการทำให้เกิดการอักเสบของอวัยวะสำคัญดังเช่น ตับ นำไปสู่ปัญหาตับแข็ง หรือแม้แต่การส่งผลร้ายแรงต่อระบบหลอดเลือดและหัวใจ รวมถึงการเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็งในหลายๆชนิด เมื่อเร็วๆสถาบันวิจัยมะเร็งสหรัฐ (American institute for cancer research) ระบุว่ามีหลักฐานที่น่าถือเชื่อมโยงแอลกอฮอล์กับการเกิดมะเร็งในช่องปาก หลอดลม หลอดอาหาร เต้านม ตับ ลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก(4) องค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยมะเร็งได้ข้อสรุปว่า ทั้งแอทธานอลในแอลกอฮอล์และ acetaldehyde ซึ่งเป็นสารเคมีที่เกิดจากการสลายตัวของเอธานอลเป็นสารก่อมระเร็งต่อมนุษย์ในปริมาณสุง(5) ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นสำหรับผู้ดื่มที่สูบบุหรี่หรือมีภาวะทุภโภชนาการ ปัญหาการดื่มเหล้ายังกระทบครอบครัว เพื่อน ชุมชนของผู้ดื่ม – ปี 2014 ประชาชนอเมริกันกว่า 61 ล้านคนถูกจัดว่าเป็นผู้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ดื่ม 5 แก้วดื่ม หรือมากกว่า อย่างน้อยเดือนละครั้ง) และ 16 ล้านคน เป็นผู้ดื่มหนัก คือ ดื่มมากกว่า 5 แก้วดื่มในหนึ่งเดือน(6) – แอลกอฮอล์มีบทบาทสูงถึงหนึ่งในสามกรณีการเกิดอาชญากรรมรุนแรง(7) – ในปี 2015 มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทีมีแอลกอฮอล์มาเกี่ยวข้องมากกว่า 10,000 คนในสหรัฐ(8) – ค่าใช้จ่ายเพื่อเข้าถึงแอลกอฮอล์ของประชากรโลกมีมูลค่ากว่า 249 พันล้านเหรียญต่อปี(9) – การดื่มแอลกอฮอล์ในระดับปานกลางยังมีความเสี่ยงอยู่บ้าง แอลกอฮอล์สามารถรบกวนการนอนหลับและมีผลต่อการตัดสินใจของคนเรา แอลกอฮอล์มีปฏิสัมพันธ์ในรูปแบบที่อาจเป็นอันตรายต่อยาหลายชนิดรวมทั้งยาแก้อักเสบ ยาแก้ปวด และยาระงับประสาทนอกจากนี้ยังเสพติดโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีประวัติครอบครัวเกี่ยวกับโรคพิษสุราเรื้อรัง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม มีหลักฐานที่น่าเชื่อว่าการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมและยิ่งบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเท่าใดก็ยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้นเท่านั้น[10-14] จากการทบทวนการศึกษาวิจัยพบว่า ผู้หญิงจำนวน 88,084 รายและชายจำนวน 47,881 คน ในช่วงเวลา 30 ปีที่ผ่านมา พบว่า แม้ว่าจะดื่มเพียง 1 แก้วดื่ม ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งที่เกี่ยวกับแอลกอฮอล์ (ลำไส้ใหญ่ ทวารหนัก ช่องปาก ตับ หลอดอาหาร ฯลฯ) ในเพศชาย ขณะที่ในผู้หญิงส่วนใหญ่พบเป็นมะเร็งเต้านม โดยเฉพาะในหมู่ผู้สูบบุหรี่ที่แม้ว่าจะดื่มเพียง 1 ถึง 2 แก้วดื่มต่อวัน สำหรับผู้ชายที่ไม่สูบบุหรี่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคมะเร็งดังกล่าวที่เกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์(15) นักวิจัยพบว่าการดื่ม 2-5 แก้วต่อวันเมื่อเทียบกับเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เพิ่มโอกาสในการเป็นมะเร็งเต้านมถึง 41% ซึ่งไม่สำคัญว่ารูปแบบของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะเป็นชนิดใด อาทิเช่น ไวน์ เบียร์ หรือสุรา ซึ่ง 40% ของผู้หญิงที่ดื่ม 2-5 แก้วดื่มต่อวัน จะมีความเสี่ยงมะเร็งเต้านมเพิ่มมากขึ้น โดยมีทุกๆ 13 คนใน 100 ที่เป็นเพศหญิงทั่วไป ที่ร่างกายกำลังค่อยๆพัฒนาความเสี่ยง อันนำไปสู่ มะเร็งเต้านมในช่วงการดำเนินชีวิตแต่ละปี ในขณะที่ประชากรสหรัฐเพศหญิงจะพบความเสี่ยง 17 ถึง 18 คนในทุก 100 คนที่กำลังดำเนินชีวิตตนเองไปสู่ความเสี่ยงการเป็นมะเร็งนี้เช่นเดียวกัน อย่างมีนัยสำคัญในแต่ละปี (10) โฟเลทกับแอลกอฮอล์และมะเร็งเต้านม ปัญหาการขาดได้รับโฟเลทไม่เพียงพอในอาหาร เป็นปัญหาเสี่ยงนำไปสู่มะเร็งเต้านมของเพศหญิง เนื่องจากว่าการโฟเลท เป็นสาระสำคัญในการสร้างเซลล์ป้องกันมะเร็ง ดังนั้น การขาดโฟเลทอันมีสาเหตุจากการดื่มหนัก จึงเป็นตัวการสำคัญให้การเปลี่ยนแปลงในยีนที่จะนำไปสู่การเกิดมะเร็ง นอกจากนี้ แอลกอฮอล์ยังเพิ่มระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งเป็นตัวกระตุ้นสำคัญต่อกระบวนการเกิดมะเร็งเต้านมในเพศหญิง การขาดโฟเลทจากการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งร่างกายมีความต้องการอย่างน้อย 400 ไมโครกรัมต่อวัน เพียงเราดื่ม 1 แก้วดื่มต่อวันก็สามารถนำร่างกายไปสู่ความเสี่ยงดังที่กล่าวมาได้แล้ว(16,17) โดยสรุป ความจริงที่เราไม่อามองข้ามได้คือ การดื่มแอลกอฮอล์มีผลกระทบต่อมนุษย์เราทั้งเพศชายและหญิง นอกจากปัญหาที่เรารู้ๆกันดีคือพิษต่อตับ สมอง หัวใจ ระบบหลอดเลือด มะเร็งในทางเดินอาหารแล้ว สิ่งที่หลายคนอาจคาดไม่ถึงนั่นคือ การดื่มแอลกอฮอล์ แม้จะได้ขึ้นชื่อว่าเป็นการดื่มเพื่อสุขภาพหรือดื่มอย่างปลอดภัย โดยเฉพาะดังตัวอย่าง 1 แก้วดื่ม ก็นำร่างกายโดยเฉพาะเพศหญิงไปสู่ความเสี่ยงการเป็นมะเร็งเต้านมอย่างมากแล้วค่ะ นอกจากความเสี่ยงในฐานะที่เกิดเป็นเพศหญิงแล้ว หากเป็นนักดื่มด้วย จึงมีความเสี่ยงมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เป็นข้อมูลอัพเดทอันหนึ่งที่สำคัญ นำมาบอกกล่าวโดยเฉพาะสำหรับท่านที่อาศัยวันลอยกระทงนี้เป็นวันแห่งการดื่ม (อีกหนึ่งวัน) นำมาให้ท่านผู้อ่านได้พิจารณาว่าจะปฏิบัติต่อไปอย่างไรนะคะ       ขอบคุณที่มาจาก dmh

รู้ยัง! มะเร็งเต้านม ผู้ชายก็เป็นได้ อันตรายกว่าผู้หญิงด้วย

ใครว่ามะเร็งเต้านมเป็นได้เฉพาะกับผู้หญิง เพราะจริงๆ แล้วผู้ชายก็สามารถมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมได้เช่นกัน แถมอันตรายมากเสียด้วย จะเป็นอย่างไร Sanook! Health มีคำตอบค่ะ มะเร็งเต้านม ในผู้ชาย มีโอกาสพบมากน้อยแค่ไหน? อัตราส่วนที่พบได้ คือ 1/1000 คน ในช่วงอายุ 60-70 ปี หรือในช่วงคุณพ่อ คุณปู่คุณตา หรือญาติผู้ใหญ่ของเราเนี่ยแหละ ปัจจัยที่ทำให้เกิดมะเร็งเต้านมในผู้ชาย – มีระดับฮอร์โมน “เอสโตรเจน” ซึ่งเป็นฮอร์โมนผู้หญิงมากกว่าปกติ – ในทางกลับกัน มีระดับฮอร์โมนของเพศชายต่ำลง – มีความสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติ – มีลักษระร่างกายที่มีช่วงไหล่แคบกว่าช่วงเอว – มีเต้านมใหญ่กว่ามาตรฐานชายทั่วไป – ลูกอัณฑะมีขนาดเล็ก และเป็นหมันจากการมีอสุจิน้อยเกินไป หรือไม่มี อาการที่พบในเบื้องต้น เหมือนกับมะเร็งเต้านมในผู้หญิง คือ พบก้อนแข็งๆ หรือนูนๆ บริเวณหน้าอก อาจมีอาการบวมปวด หรือกดเจ็บ ซึ่งอาการเหล่านี้จะพบเห็นได้ง่ายกว่าเต้านมของผู้หญิงเพราะเต้านมของผู้ชายมีลักษณะแบนราบกว่า ไขมันน้อยกว่า เมื่อพบก้อนแข็งๆ ก็จะเห็นได้ชัดกว่า แต่เมื่อผู้ชายไม่มีเนื้อหน้าอก ไม่มีชั้นไขมัน ทำให้เมื่อเป็นมะเร็งเต้านมก็จะลุกลามเข้าผนังหน้าอกได้เร็วกว่า จึงอันตรายกว่ามะเร็งเต้านมที่พบในผู้หญิงนั่นเอง วิธีป้องกัน มะเร็งเต้านมในผู้ชาย 1. คอยสังเกตความผิดปกติของเต้านม ว่ามีก้อนแข็งนูน หน้าอกปกติดีอยู่หรือไม่ 2. รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ ออกกำลังกายเป็นประจำ 3. ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานอยู่เสมอ ไม่ปล่อยให้ตัวเองอ้วน แต่ในทางกลับกันก็อย่าให้น้ำหนักเดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลงบ่อยครั้งจนเกินไปด้วยเช่นกัน 4. งดสุบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์ ที่เป็นสาเหตุในการกระตุ้นเชื้อมะเร็งในร่างกาย ถึงจะพบได้ยาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าคุณผู้ชายบ้านเราจะเป็นไม่ได้นะคะ รู้ไว้จะได้ป้องกัน และพบความผิดปกติของร่างกายก่อนที่จะลุกลามไปไกลเกินกว่าจะเยียวยาได้ แต่อย่างไรก็ตาม Sanook! Health ขอให้ทุกคนสุขภาพแข็งแรง ไร้โรคภัยไข้เจ็บใดๆ ทุกคนค่ะ ขอบคุณที่มาจาก sanook

มะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านม มะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยและเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ในผู้หญิง ส่วนในผู้ชายก็พบมะเร็งเต้านมได้เช่นกันแต่ไม่บ่อยนัก โดยประมาณ 90% ของมะเร็งเต้านมเกิดจากต่อมน้ำนมและท่อน้ำนม จึงมีโอกาสมากที่จะพบการเกิดมะเร็งในเต้านมทั้งสองข้าง ทั้งในระยะแรกและหลังจากการตรวจวินิจฉัย อย่างไรก็ดี การตรวจพบมะเร็งในระยะแรกจะช่วยให้การรักษามีโอกาสประสบความสำเร็จได้สูง ปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งเต้านม อายุ ในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 50 ปีจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น มีประวัติการเป็นมะเร็งเต้านม โดยผู้ป่วยที่เกิดมะเร็งเต้านมขึ้นที่ข้างหนึ่งมีความเสี่ยง 3-4 เท่าในการที่จะเกิดก้อนมะเร็งขึ้นที่เต้านมอีกข้าง มีประวัติการเป็นมะเร็งรังไข่ เนื่องจากการเป็นมะเร็งรังไข่เกี่ยวข้องกับการสัมผัสฮอร์โมน จึงเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น การกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 หรือ BRCA2 มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม และการมีประวัติมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ ในครอบครัวตั้งแต่อายุน้อย การสัมผัสกับฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิงที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงของลักษณะทางเพศ โดยพบว่าการสัมผัสกับเอสโตรเจนเป็นเวลานานจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม ลักษณะของการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ความอ้วน ขาดการออกกำลังกาย ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การได้รับรังสีในปริมาณสูง อาการมะเร็งเต้านม บางครั้งผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านม อาจไม่มีอาการของมะเร็งเต้านม หรือบางครั้งอาการผิดปกติที่เป็นอาจไม่ใช่โรคมะเร็งก็ได้ ดังนั้นจึงควรไปพบแพทย์เมื่อมีอาการดังต่อไปนี้ มีก้อนหนาๆ ในเต้านมหรือใต้แขน บริเวณหัวนมบุ๋ม มีน้ำเหลือง หรือมีแผล เต้านมมีผื่น แดง ร้อน ผื่นคล้ายผิวส้ม มีอาการปวดบริเวณเต้านม การตรวจประเมินมะเร็งเต้านมเบื้องต้น การตรวจประเมินเบื้องต้นเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้สามารถตรวจพบมะเร็งเต้านมในระยะต้นๆ ซึ่งจะส่งผลให้การรักษามีโอกาสประสบความสำเร็จสูง โดยการตรวจประเมินมะเร็งเต้านมเบื้องต้นสามารถทำได้ดังนี้ การคลำเต้านมด้วยตนเอง การตรวจด้วยวิธีแมมโมแกรม (mammogram) แนะนำให้ผู้หญิงที่อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไปเข้ารับการตรวจแมมโมแกรมทุก 1-2 ปี การตรวจด้วยอัลตราซาวนด์และ MRI จะใช้ในกรณีที่ผลของแมมโมแกรมตรวจพบความผิดปกติและต้องการตรวจหาเพื่อให้แน่ชัดยิ่งขึ้น การวินิจฉัยมะเร็งเต้านม การวินิจฉัยมะเร็งเต้านมจะทำเมื่อมีการตรวจพบก้อนผิดปกติ (ทั้งจากการตรวจเต้านมด้วยตนเองหรือการเอกซเรย์) หรือพบการมีแคลเซียมเป็นจุดที่ผิดปกติจากการตรวจเอกซเรย์ ซึ่งแพทย์จะต้องทำการตรวจว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ และมีการแพร่กระจายไปที่ใดแล้วหรือไม่ ซึ่งวิธีที่วินิจฉัยได้แม่นยำคือวิธีการนำชิ้นเนื้อออกมาตรวจ แต่หากไม่สามารถตรวจด้วยวิธีนี้ได้ แพทย์จะพิจารณาการตรวจด้วยวิธีอื่น ทั้งนี้ การวินิจฉัยโรคแพทย์จะพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ประกอบ เช่น อายุ การใช้ยาในปัจจุบัน ประเภทของมะเร็ง ระดับความรุนแรงของอาการ และผลการตรวจสอบก่อนหน้านี้ เป็นต้น โดยวิธีการวินิจฉัยมะเร็งเต้านมสามารถทำได้ดังนี้ การตรวจทางรังสีวิทยา การใช้เครื่องถ่ายภาพรังสีเต้านมเพื่อการวินิจฉัย (diagnostic mammography) การใช้คลื่นเสียงความถี่สูงถ่ายภาพเต้านม (ultrasound) การใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าถ่ายภาพเต้านม (MRI) การเก็บชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา (biopsy) การตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยา การตรวจเลือด การตรวจเพิ่มเติม การถ่ายภาพเอกซเรย์ทรวงอก การตรวจการลุกลามของมะเร็งไปยังกระดูก (bone scan) การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) เพื่อสร้างภาพ 3 มิติของอวัยวะต่างๆ เพื่อเพิ่มความละเอียดในการตรวจหาการลุกลามของมะเร็ง การรักษามะเร็งเต้านม การรักษามะเร็งเต้านมจะอาศัยทีมแพทย์ในสาขาต่างๆ เช่น ศัลยแพทย์ รังสีแพทย์ และอายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง มาร่วมกันวางแผนการรักษาที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย โดยปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกวิธีการรักษาของแพทย์ เช่น ขนาด ตำแหน่ง และลักษณะของเซลล์มะเร็ง ระยะโรคและการกระจายของมะเร็ง อายุและสุขภาพของผู้ป่วย ตัวรับฮอร์โมนของมะเร็ง ภาวะก่อนหรือหลังหมดประจำเดือน ปัจจัยที่บ่งบอกความรุนแรงของเนื้องอก เช่น ยีน HER2 ทางเลือกในการรักษามะเร็งเต้านม การผ่าตัด รังสีรักษา เคมีบำบัด การรักษาโดยใช้ฮอร์โมน การใช้ยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง (targeted therapy)         ขอบคุณที่มาจาก bumrungrad

“มะเร็งเต้านม” ที่ทุกคนต้องรู้ก่อนสายไป

มะเร็งเต้านมนับว่าเป็นภัยคุกคามที่น่ากลัวสำหรับสุขภาพ ผู้หญิงไทย มักมีความเข้าใจกันทั่วไปว่าผู้หญิงไทยป่วยเป็นมะเร็งเต้านมมาก และเสียชีวิตจากโรคนี้เป็นอันดับแรก แต่ความเป็นจริงแล้ว สาเหตุการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งในผู้หญิงในลำดับต้นๆ คือ มะเร็งปอด และตับ อ.พญ.นภา ปริญญานิติกูล จากหน่วยมะเร็งวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้แจงว่า ทุกวันนี้ความตื่นตัวเรื่องโรคมะเร็ง เต้านมมีมากในสังคมไทยแล้ว การที่ตัวเลขสูงเพราะว่ามีคนไปตรวจและเจอโรคเร็วมากขึ้น และยิ่งเจอเร็วเท่าใดก็จะมีโอกาสหายขาดสูงเช่นกัน “ต้องบอกว่าไทยมีความตระหนักรู้ (awareness) ในเรื่องมะเร็งเต้านม ทุกเดือนตุลาก็เป็นเดือนรณรงค์ มีแจกริบบิ้นสีชมพู สอนให้ผู้หญิงรู้จักตรวจเต้านมด้วยตัวเอง ก็เป็นเรื่องที่ดี ทำให้คนใส่ใจ ระมัดระวังสุขภาพตนเองมากขึ้น” อ.พญ.นภา กล่าว อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าจับแล้วไม่เจอก้อน แต่หากเต้านมมีอาการผิดปกติก็ควรรีบไปพบแพทย์ ซึ่งคุณหมอนภายืนยันว่าในกรณีที่ก้อนเล็กมากจะคลำเองไม่เจอ และการตรวจที่ดีก็ไม่ใช่แค่การคลำหน้าอก แต่ควรมีการวินิจฉัยทั้งในรูปแบบอัลตราซาวด์และแมมโมแกรม ทั้งนี้ มะเร็งเต้านมเป็นโรคที่มีสาเหตุจากหลายประการ อ.พญ.นภาระบุว่ายังบอกไม่ได้ชัดเจนว่ามีสาเหตุแน่ชัดจากอะไร แต่มีความเสี่ยง เช่นในด้านพันธุกรรม ซึ่งนับเป็นส่วนน้อยของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม หรือปัจจัยด้านฮอร์โมนเพศหญิง ที่เชื่อว่าการรับประทานฮอร์โมนทดแทนหลังวัยหมดประจำเดือนเป็นตัวเร่งความเสี่ยงให้เป็นโรค “มะเร็งเต้านมก็เหมือนมะเร็งอื่นๆ คือยังหาสาเหตุได้ไม่ชัด และมีสาเหตุมารวมๆ กัน ยิ่งในยุคปัจจุบันที่ไลฟ์สไตล์คนไทยคล้ายฝรั่ง ก็ยิ่งเห็นชัด ทุกวันนี้ในยุโรปกับอเมริกา มะเร็งเต้านมก็เป็นอันดับ 1 ในผู้หญิง ส่วนไทยก็เห็นชัดในช่วง 5-10 ปีมานี้ว่ามันเพิ่มขึ้นจริง” อ.พญ.นภา กล่าว สิ่งที่คนไทยไม่รู้กันมาก คือโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ เช่นในกรณีของแหวน ฐิติมา เป็นมะเร็งเต้านมเมื่อหลายปีก่อน รับการรักษา ด้วยการตัดเต้านม ฉายแสง รับประทานยาต้านฮอร์โมน แต่ไม่หายขาด จนกลับมาเป็นซ้ำ และลุกลามไปยังส่วนของกระดูก อ.พญ.นภา บอกว่า ส่วนใหญ่ผู้ป่วยโรคมะเร็งจะต้องกลับมาติดตามผล ภายใน 5-10 ปี ต้องกลับมาดูว่าเกิดซ้ำไหม แต่ในบางรายก็พบว่ามะเร็งกลับมาเป็นซ้ำในรอบ 15 ปี หลังการรักษาเสร็จ แต่ก็บอกยากว่าจะกลับมาเป็นใหม่หรือไม่ “สมมุติเป็นมะเร็งเต้านมแล้วรักษาหาย ตรวจไม่เจอเชื้อมะเร็งแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะกลับมาเป็นใหม่ไม่ได้ เพราะเซลล์มะเร็งมีคุณสมบัติพิเศษ มันจะเล็ดลอดเข้าไปในกระแสเลือด บางครั้งก็หลบเข้าไปอยู่ในตำแหน่งที่แพทย์วินิจฉัยไม่ได้ ตรวจไม่เจอ ช่วงที่ร่างกายเรายังแข็งแรงดีมันก็หลบอยู่ แต่พอเวลาผ่านไปอายุมากขึ้น อ่อนแอ ลง เซลล์มันก็โตขึ้นมา แล้วก็กระจายไปที่อื่น ไม่ได้อยู่ที่เต้านมแล้ว” อ.พญ.นภา ระบุ ปัจจุบันวิธีการรักษามะเร็งเต้านมมีความหลากหลาย ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัย และสาเหตุการเกิดโรคของผู้ป่วยแต่ละราย ทั้งในรูปแบบการฉายแสง การผ่าตัดเต้านม การใช้ยาคีโม ยาต้านฮอร์โมน หรือแม้แต่ยาเฉพาะด้าน “กรณีผู้ป่วยตรวจแล้วพบว่ามีฮอร์โมนเพศเยอะ หมอก็อาจวินิจฉัยได้ว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดเชื้อมะเร็ง ก็จะให้ยาต้านฮอร์โมนมา แต่บางรายตรวจแล้วพบว่าในร่างกายมีตัวรับสัญญาณก่อมะเร็ง HER2 ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้โรคกระจายเยอะ กระจายเร็ว เขาก็ให้ยาต้าน HER2 มา” อ.พญ.นภา อธิบาย ดังนั้น จะใช้วิธีใดรักษาก็ต้องขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคน ซึ่งคุณหมอนภาเองก็ย้ำว่า ถ้ายิ่งรักษาตั้งแต่ระยะเนิ่นๆ ที่มะเร็งยังไม่กระจาย ก็ยิ่งมีโอกาสหายขาด และมีโอกาสไม่กลับมาเป็นมะเร็งซ้ำได้มาก อ.พญ.นภาให้คำแนะนำว่า ผู้หญิงก็ควรตรวจมะเร็งเต้านมเป็นประจำ ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ก็ทราบข้อมูลส่วนนี้กันดี แต่สิ่งที่คนไทยละเลยไปคือการตรวจติดตาม หลังจากรักษามะเร็งเต้านมจนหายขาด เพราะไม่สามารถมั่นใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าโรคจะกลับมา และด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ปัจจุบันทั้งในไทยและเทศก็ยังบอกไม่ได้ว่าจะกลับมาเป็นมะเร็งซ้ำไหม จะกลับมาเมื่อใด ผู้หญิงต้องติดตามดูแล และสังเกตร่างกายตนเองอยู่สม่ำเสมอ         ขอบคุณที่มาจาก chula

Support by |Nolvadex