การรักษามะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านม (Breast cancer) เป็นโรคมะเร็งที่เกิดจากเนื้อเยื่อที่มีความผิดปกติส่วนใดส่วนหนึ่งภายในเต้านมเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์มะเร็งและขยายใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นก้อนเนื้อร้าย ก่อนจะลุกลามไปสู่เนื้อเยื่อข้างเคียงและแพร่กระจายไปยังเซลล์อื่นของร่างกาย มะเร็งชนิดนี้สามารถพบได้ทั้งในเพศหญิงและเพศชาย แต่พบในเพศชายในอัตราที่น้อยมาก   มะเร็งเต้านมเกิดขึ้นอย่างไร การเกิดมะเร็งเต้านม นั้น สาเหตุยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม แต่มีปัจจัยเสี่ยงที่ส่งเสริมให้มีอาการเพิ่มมากขึ้น เช่น อายุมากขึ้น พันธุกรรม มีประวัติคนในครอบครัวที่เป็นญาติสายตรงเคยเป็นโรคมะเร็งเต้านม เคยตรวจพบก้อนที่เต้านม หรือ มีประวัติเป็นมะเร็งในระบบสืบพันธ์ การมีระดับเอสโตรเจนในเลือดสูงตลอดเวลา การมีพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ ร่วมด้วย ได้แก่ ความอ้วน พฤติกรรมการรับประทานอาหาร การดื่มแอลกอฮอล์ การขาดการออกกำลังกาย หรือ การได้รับรังสีต่างๆ ในปริมาณสูง เป็นต้น   อาการและอาการแสดงของมะเร็งเต้านม บางครั้งผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านม อาจไม่มีอาการของมะเร็งเต้านม หรือบางครั้งอาการผิดปกติที่เป็นอาจไม่ใช่โรคมะเร็งก็ได้ ดังนั้นจึงควรไปพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ คือ มีก้อนหนาๆ ในเต้านมหรือใต้แขน บริเวณหัวนมบุ๋ม มีน้ำเหลือง หรือมีแผล เต้านมมีผื่น แดง ร้อน ผื่นคล้ายผิวส้มมีอาการปวดบริเวณเต้านม ทั้งนี้อาการแรกเริ่มอาจเป็นการตรวจเต้านมด้วยตนเอง แล้วคลำได้ก้อนผิดปกติที่เต้านมแล้ว ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจยืนยันต่อไป   การตรวจยืนยันโรคมะเร็งเต้านม การรักษาโรคมะเร็งเต้านม นั้น จะเริ่มตั้งแต่แพทย์ได้วินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งเต้านม ซึ่งกระบวนการค้นพบโรคนั้น เริ่มจากการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง หรือ การเอ็กซเรย์ หรือ การตรวจพบการมีแคลเซียมเป็นจุดที่ผิดปกติจาการตรวจเอ็กซเรย์  หรือ การตรวจทางรังสีวิทยา เช่น  การใช้เครื่องถ่ายภาพรังสีเต้านมเพื่อการวินิจฉัย (diagnostic mammography) การใช้คลื่นเสียงความถี่สูงถ่ายภาพเต้านม(ultrasound) การใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าถ่ายภาพเต้านม (MRI) เป็นต้น และเมื่อพบความผิดปกติของเต้านม แพทย์จะทำการรักษา เช่น การตัดก้อนเชื้อ และส่งชิ้นเนื้อ เพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา (biopsy) เพื่อยืนยันว่า เป็นโรคมะเร็งเต้านม   การรักษาโรคมะเร็งเต้านม   การรักษาโรคมะเร็งเต้านมนั้น มีหลายวิธี แพทย์จะพิจารณาเลือกใช้ขึ้นอยู่กับ ระดับอาการและความรุนแรงของผู้ป่วยแต่ละรายได้แก่   1. การผ่าตัด เป็นการผ่าตัดเอาก้อนเนื้อมะเร็งออกไป และรวมถึงเนื้อเยื่อที่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งให้หมดเกลี้ยงไป ไม่ให้เหลืออยู่เพื่อป้องกันไม่ให้โรคกลับเป็นซ้ำ เช่น ถ้าตรวจพบเซลล์มะเร็งเต้านมแพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดเต้านมทิ้งออกทั้งเต้า การรักษาวิธีนี้จะเลือกใช้ในผู้ป่วยที่ตรวจเจอมะเร็งเต้านมในระยะแรก เป็นผู้ป่วยที่มีการตรวจร่างกายสม่ำเสมอ และเพิ่งตรวจเจอเซลล์มะเร็ง  โดยมีปัจจัยที่จะต้องพิจารณาร่วมกับการผ่าตัด คือ  ลักษณะของมะเร็ง (Tumor Features) ตำแหน่ง ขนาดของก้อน และการกระจายตัวของมะเร็ง   นอกจากนี้ต้องพิจารณา ปัจจัยด้านตัวผู้ป่วยเอง เช่น ผู้ป่วยอายุน้อยอาจเลือกใช้วิธีอื่น เนื่องจากมีผลกับภาพลักษณ์  พันธุกรรมหรือปัจจัยเสี่ยงต่างๆ โรคประจำตัวที่ไม่สามารถรักษาวิธีอื่นๆได้   2. รังสีรักษา รังสีรักษา หรือ ที่เรารู้จักกันว่า การฉายรังสี เป็นวิธีการรักษาที่มีความสำคัญอีกแบบหนึ่งสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งทั้งในระยะเริ่มต้นและระยะแพร่กระจาย เป็นการรักษาเฉพาะตำแหน่ง เช่นเดียวกับการผ่าตัด เพราะแพทย์จะฉายรังสีเฉพาะบริเวณที่มีก้อนมะเร็งโดยให้เนื้อเยื่อข้างเคียงได้รับความเสียหายน้อยที่สุด การให้รังสีนอกจากเพื่อทำให้หายขาดจากโรคแล้ว ยังใช้เพื่อบรรเทาอาการจากโรคในกรณีที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ วิธีนี้มีข้อดีคือ ผู้ป่วยไม่ต้องอยู่โรงพยาบาลและอาการแทรกซ้อนน้อยมาก เพราะว่าใช้รังสีจำนวนค่อนข้างน้อย แต่ก็มีข้อเสียเล็กน้อยคือ จะได้ผลช้ากว่าวิธีการผ่าตัดเล็กน้อย   3. เคมีบำบัด การให้เคมีบำบัดในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านมหรือที่เราเรียกกันว่า คีโม นั้น จะมีสูตรยาเคมีหลายสูตร มีทั้งแบบใช้ยาตัวเดียวหรือยาหลายตัวผสมกัน ทั้งแบบยาฉีดหรือยากิน ทั้งแบบให้ยาทุกสัปดาห์และทุก 3-4 สัปดาห์ ใช้เวลาในการให้ยาเคมีครบประมาณ 3-6 เดือน และนอกจากยาเคมีจะไปทำลายเซลส์มะเร็งที่มีการเจริญเติบโตและแบ่งตัวอย่างรวดเร็วในร่างกายแล้ว ยังจะไปทำลายเซลส์ปกติของร่างกายที่มีการเจริญแบ่งตัวด้วย เช่น เซลส์เม็ดเลือด เกล็ดเลือด เนื้อเยื่อในช่องปาก ลำไส้ และเส้นผม เป็นต้น ทำให้มีผลข้างเคียง เช่น การติดเชื้อ แผลในปาก เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย และผมร่วงได้   4. การรักษาโดยใช้ฮอร์โมน การใช้ยาต้านฮอร์โมนการรักษามะเร็งเต้านม หรือ การใช้วิธีการทางด้านฮอร์โมน ก็คือ หากมะเร็งเต้านมนั้น ตอบสนองต่อ ฮอร์โมน คือ จะเติบโตขึ้น เมื่อได้รับการกระตุ้นจากฮอร์โมน เราก็ทำการรักษาโดยการลดปริมาณฮอร์โมนในร่างกายลง หรือ ใช้ยาที่เข้าไปขัดขวางการส่งสัญญาณของฮอร์โมนที่เซลล์มะเร็ง โดยทั่วๆ ไปแล้วการรักษาด้วยวิธีฮอร์โมนจะได้ผลดี ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ตรวจพบว่า เป็นเซลล์ที่มีตัวรับสัญญาณฮอร์โมนอยู่ในเซลล์ ซึ่งพบได้ประมาณ  60 – 70% ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนสูงอายุ เป็นวิธีที่นิยมใช้กันอย่างมาก ทั้งนี้เป็นเพราะว่ามีผลแทรกซ้อนข้างเคียงน้อยกว่าการให้เคมีบำบัดมาก และวิธีการบริหารยาก็สะดวกสำหรับผู้ป่วยมากกว่าการให้เคมีบำบัด การรักษาด้วยวิธีการทางด้านฮอร์โมน สามารถใช้ได้กับทั้งผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ ยังมีประจำเดือนอยู่ และ หมดประจำเดือนแล้ว แต่วิธีการเลือกใช้จะแตกต่างกัน ซึ่งมีเงือนไขว่า การตรวจชิ้นเนื้อมะเร็ง จะต้องมีเซลล์ที่มีตัวรับสัญญาณฮอร์โมนอยู่ในเซลล์ ที่ทำการตรวจ มี 2 ชนิดคือ เอสโตรเจนรีเซบเตอร์ (Estrogen receptor, ER) และ โปรเจสโปรเจสเตอโรนรีเซบเตอร์ (Progesterone receptor, PR)   นอกการรักษาด้วยวิธีต่างๆ แล้ว การใช้ยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง (targeted therapy) ก็เป็นทางเลือกที่จะใช้ในการรักษาร่วมกับวิธีอื่นๆ ได้ สิ่งสำคัญที่สุดและเป็นหัวใจของการรักษาโรคมะเร็งเต้านม คือ “การตรวจเต้านมด้วยตนเอง” หากตรวจพบก่อนและเร็วที่สุด การรักษาก็จะทำได้เร็วและมีโอกาสที่เซลล์มะเร็งจะไม่ลุกลามไปเนื้อเยื่อและอวัยวะอื่นๆ ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถมีชีวิตอยู่ได้ตามปกติต่อไป   ขอบคุณที่มา honestdocs.co

มะเร็งเต้านม..มีกี่ชนิด?

                                           มารู้จักมะเร็งเต้านมกันค่ะ มะเร็งเต้านม..มีกี่ชนิด? หากมองในแง่ของการใช้ยาจะแบ่งมะเร็งเต้านมออกเป็น 3 ชนิด คือ 1. มะเร็งที่ตอบสนองต่อฮอร์โมนบำบัด 2. มะเร็งที่ดื้อต่อฮอร์โมนบำบัด 3. มะเร็งเฮอร์ทู ซึ่งเป็นมะเร็งที่ตอบสนองต่อการรักษาน้อยที่สุด ดื้อต่อยามาก มะเร็งจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เกิดการแพร่กระจายเร็ว และอันตรายร้ายแรงมาก ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตภายในเวลาอันรวดเร็ว แต่ถ้ารักษาได้ผลผู้ป่วยก็จะมีชีวิตอยู่ได้นานหลายปี วิธีการ            ใช้ยายับยั้งการสร้างเส้นเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงเซลล์มะเร็ง จะทำให้มะเร็งหยุดการเจริญเติบโต ขนาดฝ่อลง และทำให้มะเร็งกระจายไปสู่ส่วนอื่นของร่างกายไม่ได้ นอกจากนี้ยังทำให้ยาเคมีบำบัดเข้าไปสู่เซลล์มะเร็งได้มากขึ้น ดังนั้นการรักษามะเร็งที่ดีที่สุดในปัจจุบันคือ การใช้ยายับยั้งการสร้างเส้นเลือดร่วมกับยาเคมีบำบัด มะเร็งเต้านมแพร่กระจาย..ไปที่อวัยวะมากที่สุด ?            มะเร็งเต้านมแพร่กระจายไปที่กระดูกมากที่สุด โดยพบสูงถึง 75 % คือ ผู้ป่วย 3 ใน 4 ราย จะเกิดการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังกระดูก ดังนั้นต้องคอยเฝ้าติดตามกระดูกของท่านให้ดี และเนื่องจากกระดูกในร่างกายมีจำนวนมากถึง 206 ชิ้น มีเซลล์ประสาทและเส้นเลือดยึดติดกับกระดูกส่วนต่างๆ ดังนั้นเมื่อมะเร็งเข้ากระดูก จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บปวดทรมานมาก และเมื่อเกิดการสลายของกระดูกก็จะทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดสูงขึ้น ซึ่งทำให้มีอาการชักและหมดสติได้โดยปกติกระดูกประกอบด้วย 2 ชั้น คือ ชั้นนอก ซึ่งทำหน้าที่เป็นโครงสร้างและรับน้ำหนักของร่างกาย และชั้นในซึ่งทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือดขาวเม็ดเลือดแดง และเกร็ดเลือด เซลล์มะเร็งเมื่อแพร่กระจายเข้ากระดูกจะเข้าไปสู่ชั้นในของกระดูกหรือไขกระดูก ทำลายไขกระดูก ทำให้จำนวนเม็ดเลือดลดลง และเมื่อทำลายชั้นนอกก็จะทำได้กระดูกหักได้ ทำไมมะเร็งเต้านม.จึงชอบแพร่กระจายเข้ากระดูก ? • เนื่องจากในกระดูกมีสารอาหารจำนวนมากที่มะเร็งเต้านมโปรดปราน • เซลล์มะเร็งและเซลล์สลายกระดูกสามารถเกื้อหนุนกัน ทำให้เซลล์มะเร็งเติบโตได้ดีที่กระดูก         ขอบคุณที่มาจาก doolae1

มะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านม         จากสถิติกรมอนามัยโลก ปี ค.ศ. 2014 ประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งเต้านมรายใหม่กว่า 5,410 ราย และผู้เสียชีวิต 2,524 ราย อัตราการเสียชีวิตถูกจัดให้อยู่อันดับสอง ถ้าอย่างนั้น โรคมะเร็งเต้านมสามารถรักษาให้หายขาดได้ไหม? การตรวจพบในระยะแรกหรือทำการรักษาในระยะแรกเป็นปัจจัยสำคัญที่จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา นอกจากนี้ การเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมก็เป็นปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาได้ ถึงแม้ว่าผู้ป่วยตรวจพบว่าเป็นโรคมะเร็งเต้านมในระยะแพร่กระจายแล้ว ถ้าหากมีการเลือกแผนการรักษาที่เหมาะสม ก็สามารถที่จะได้รับผลการรักษาที่ดีและเอาชนะโรคภัยได้ เทคนิคแบบบาดแผลเล็กนี้ ผลข้างเคียงต่ำ บาดแผลเล็ก ฟื้นตัวเร็ว ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมหลีกเลี่ยงการตัดเต้านมทิ้ง หลีกเลี่ยงความเจ็บปวดจากผลข้างเคียง   หากท่านตรวจพบว่าป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านม เรายินดีช่วยเหลือ สามารถนัดออนไลน์หรือโทรนัดเพื่อติดต่อสอบถามได้ที่เบอร์02-645-2799   ผู้รอดชีวิตจากป่วยเป็นมะเร็งเต้านมมา 5 ปีร่วมแบ่งปันประสบการณ์  ประเภทของโรคมะเร็งเต้านม   มะเร็งเต้านมโดยทั่วไปจะหมายถึงมะเร็งที่เกิดจากต่อมประเภทหนึ่ง โดยเซลล์มะเร็งจะมาจากระบบต่อมน้ำเหลือง นอกจากนี้ ยังมีประเภทอื่น ตัวอย่างเช่น เกิดจากกล้ามเนื้อ ต่อมไขมันหรือก้อนเนื้อของระบบเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน   จะสามารถแบ่งประเภทมะเร็งเต้านมตามทฤษฎีทางการแพทย์ได้ดังนี้ มะเร็งเต้านมแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ มะเร็งเต้านมไม่ลุกลามไปที่ท่อน้ำนมกับมะเร็งเต้านมที่ลุกลามไปยังท่อน้ำนม   ทำความเข้าใจ ผลพยาธิวิทยาของโรคมะเร็งเต้านม   • อะไรคือ มะเร็งเต้านมไม่ลุกลามไปที่ท่อน้ำนม?   • อะไรคือ มะเร็งเต้านมที่ลุกลามไปยังท่อน้ำนม   • ระยะ TNM ของโรคมะเร็งเต้านม บ่งชี้ได้ถึงอะไร?   หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับผลพยาธิวิทยาของโรคมะเร็งเต้านม สอบถามออนไลน์หรือโทรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ทันที:02-645-2799 พวกเรายินดีตอบข้อสงสัยของท่านทุกประการ!   ระยะของมะเร็งเต้านมตลอดจนอัตราการรอดชีวิต 5 ปี   มะเร็งเต้านมระยะ 0:100%   มะเร็งเต้านมระยะที่ 1 :100%;   มะเร็งเต้านมระยะที่ 2:93%;   มะเร็งเต้านมระยะที่ 3:72%;   มะเร็งเต้านมระยะที่ 4 :22%。   วิธีการรักษามะเร็งเต้านม   • ความเจ็บปวดของเทคนิคการรักษาแบบดั้งเดิม   การผ่าตัดเต้านมออก :บาดแผลใหญ่ ความเสี่ยงสูง ไม่เหมาะกับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะสุดท้าย มีข้อจำกัดค่อนข้างสูง สำหรับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมส่วนใหญ่แล้ว การตัดเต้านมออกเท่ากับสูญเสียความเป็นผู้หญิงไป   การให้คีโม :ผลข้างเคียงสูง เช่น ผมร่วง คลื่นไส้ เป็นต้น   • เทคนิคการรักษามะเร็งเต้านมแบบใหม่ มีผลทำให้อัตรารอดชีวิตเพิ่มสูงขึ้น   เทคนิคบาดแผลเล็ก ปากแผลเพียง 2-3 มม. ผลข้างเคียงน้อย เจ็บน้อย

ความรู้เรื่องโรคมะเร็ง

ข้อมูลเบื้องต้น  (General Information) โรคมะเร็ง (Cancer) พบได้ในทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่จะพบในอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ส่วนในวัยเด็กพบน้อยกว่าในผู้ใหญ่ประมาณ 10 เท่า โรคมะเร็งที่พบบ่อยของชายไทย เรียงจากลำดับแรก 10 ลำดับ ได้แก่ โรคมะเร็ง ตับ ปอด ลำไส้ใหญ่ ต่อมลูกหมาก ต่อมน้ำเหลือง เม็ดเลือดขาว กระเพาะปัสสาวะ ช่องปาก กระเพาะอาหาร และหลอดอาหาร โรคมะเร็งพบบ่อยของหญิงไทย เรียงจากลำดับแรก 10 ลำดับ ได้แก่ โรคมะเร็งเต้านม ปากมดลูก ตับ ปอด ลำไส้ใหญ่ รังไข่ เม็ดเลือดขาว ช่องปาก ต่อมไทรอยด์ และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โรคมะเร็งพบบ่อยในเด็กไทย เรียงจากลำดับแรก 4 ลำดับ ได้แก่ โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โรคเนื้องอก/มะเร็งสมอง และโรคมะเร็งนิวโรบลาสโตมา/Neuroblas toma (มะเร็งของประสาทซิมพาทีติก) โรคมะเร็งคือ โรคซึ่งเกิดมีเซลล์ผิดปกติในร่างกาย และเซลล์เหล่านี้มีการเจริญเติบโตรวดเร็วเกินปกติ ร่างกายควบคุมไม่ได้ ดังนั้นเซลล์เหล่านี้จึงเจริญลุกลามและแพร่กระจายได้ทั่วร่างกายส่งผลให้เซลล์ปกติของเนื้อเยื่อ/อวัยวะต่างๆ เหล่านั้นล้มเหลวไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ เป็นสาเหตุให้เสียชีวิตในที่สุด ได้แก่ ปอด ตับ สมอง ไต กระดูก และไขกระดูก สัญลักษณ์ของโรคมะเร็ง “ปู” เป็นสัญลักษณ์ของโรคมะเร็ง คำว่า มะเร็ง หรือ Cancer มาจากภาษากรีก คือ Carcinos ซึ่งแปลว่า ปู (Crab) เนื่องจากก้อนเนื้อมะเร็งมีลักษณะลุกลามออกไปจากตัวก้อนเนื้อเหมือนกับขาปูที่ออกไปจากตัวปู ซึ่งคนแรกที่ใช้ศัพท์นี้ คือ ฮิปโปเครตีส (Hippocrates) บิดาแห่งการแพทย์ตะวันตก เนื้องอก คือ ก้อน ตุ่ม ที่โตขึ้นผิดปกติ เกิดจากเซลล์หรือเนื้อเยื่อในร่างกายเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ เนื้องอกชนิดธรรมดา และเนื้องอกชนิดร้ายหรือมะเร็ง โรคมะเร็ง คือ โรคของเซลล์ ที่มีการเจริญเติบโตอย่างผิดปกติกลายเป็นก้อนมะเร็งซึ่งสามารถบุกรุก ทำลายเนื้อเยื่อใกล้เคียงและกระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ ได้ โรคมะเร็ง ต่างจากเนื้องอกที่ก้อนเนื้อหรือแผลมะเร็ง โตเร็วลุกลามเข้าอวัยวะข้างเคียง เข้าต่อมน้ำเหลือง และแพร่กระจายเข้าหลอดเลือด/กระแสโลหิต/กระแสเลือด และหลอดน้ำเหลือง/กระแสน้ำเหลือง ไปยังเนื้อเยื่อ/อวัยวะต่างๆ ได้ทั่วร่างกาย โดยมักแพร่สู่ปอด ตับ สมอง กระดูก และไขกระดูก ดังนั้นโรคมะเร็งจึงเป็นโรคเรื้อรัง รุนแรง มีการรักาที่ซับซ้อนและต่อเนื่อง โรคเนื้องอก ได้แก่ มีก้อนเนื้อผิดปกติ แต่โตช้า ไม่ลุกลามเข้าเนื้อเยื่อ/อวัยวะข้างเคียง เพียงกดหรือเบียดเมื่อก้อนโตขึ้น ไม่ลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลือง ไม่แพร่กระจายทางกระอสโลหิต และทางกระแสน้ำเหลือง จึงเป็นโรคที่รักาหายได้โดยเพียงการผ่าตัด ขบวนการเกิดโรคมะเร็ง เมื่อร่างกายได้รับสารก่อมะเร็ง เช่น สารเคมี ไวรัส รังสี สิ่งเหล่านี้จะทำให้เซลล์เกิดการเปลี่ยนแปลงและในที่สุดเซลล์ปกติก็จะกลายเป็นเซลล์มะเร็ง ถ้าระบบภูมิต้านทานของร่างกายไม่สามารถทำลายเซลล์นั้นได้ เซลล์มะเร็งก็จะแบ่งตัวอย่างรวดเร็วกลายเป็นก้อนมะเร็งต่อไป สาเหตุของโรคมะเร็ง ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอน แต่เชื่อว่ามีปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคมะเร็งอยู่หลายประการ ดังนี้ 1. สาเหตุจากสิ่งแวดล้อมภายนอกร่างกาย 1.1 สารเคมีบางชนิด เช่น สารเคมีในควันบุหรี่ และเขม่ารถยนต์ สารพิษจากเชื้อรา สารพิษที่เกิดจากเนื้อสัตว์รมควัน ปิ้ง ย่าง ทอด จนไหม้เกรียม สีย้อมผ้า สารเคมีบางชนิดที่เกิดจากขบวนการทางอุตสาหกรรม 1.2 รังสีต่างๆ รวมทั้งรังสีอุลตร้าไวโอเลตในแสงแดด 1.3 การติดเชื้อเรื้อรัง เช่น ไวรัสตับอักเสบ ชนิด บี มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคมะเร็งตับ ฮิวแมน แพพพิโลมา ไวรัส (Human Papilloma Virus หรือ HPV) อาจมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคมะเร็งของเซลล์เยื่อบุต่างๆ เช่น มะเร็งปากมดลูก เอบสไตน์ บาร์ ไวรัส (Epstein Barr Virus) มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองหรือมะเร็งโพรงหลังจมูก เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลรัย (Helicobacter Pylori) มีความสัมพันธ์กับมะเร็งกระเพาะอาหาร 1.4 พยาธิ เช่น พยาธิใบไม้ตับ มีความสัมพันธ์กับมะเร็งท่อน้ำดีในตับ 2. สาเหตุภายในร่างกาย เช่น 2.1 กรรมพันธ์ที่ผิดปกติ 2.2 ความไม่สมดุลทางฮอร์โมน 2.3 ภูมิคุ้มกันที่บกพร่อง 2.4 การระคายเคืองที่เกิดซ้ำๆ เป็นเวลานาน 2.5 ภาวะทุพโภชนาการ เป็นต้น อาการของโรคมะเร็ง ไม่มีอาการเฉพาะของโรคมะเร็ง แต่เป็นอาการเช่นเดียวกับการอักเสบของเนื้อเยื่อ/อวัยวะที่เป็นมะเร็ง โดยที่แตกต่างคือ มักเป็นอาการที่แย่ลงเรื่อยๆ และเรื้อรัง ดังนั้นเมื่อมีอาการต่างๆ นานเกิน 1 – 2 สัปดาห์ จึงควรรีบพบแพทย์ อย่างไรก็ตาม อาการที่น่าสงสัยว่าเป็นมะเร็ง ได้แก่ มีก้อนเนื้อโตเร็ว หรือ มีแผลเรื้อรัง ไม่หายภายใน 1 – 2 สัปดาห์ หลังจากการดูแลตนเองในเบื้องตัน มีต่อมน้ำเหลืองโต คลำได้ มักจะแข็ง ไม่เจ็บ และโตขึ้นเรื่อยๆ ไฝ ปาน หูด ที่โตเร็วผิดปกติ หรือ เป็นแผลแตก หายใจ หรือ มีกลิ่นปากรุนแรงจากที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เลือดกำเดาออกเรื้อรัง มักออกเพียงข้างเดียว (อาจออกทั้งสองข้างได้) ไอเรื้อรัง หรือ ไอเป็นเลือด มีเสมหะ น้ำลาย หรือ เสลดปนเลือดบ่อย อาการของโรคมะเร็ง อาเจียนเป็นเลือด ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะบ่อย ขัดลำ ปัสสาวะเล็ด โดยไม่เคยเป็นมาก่อน อุจจาระเป็นเลือด มูก หรือเป็นมูกเลือด ท้องผูก สลับท้องสีย โดยไม่เคยเป็นมาก่อน มีเลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ หรือ มีประจำเดือนผิดปกติ หรือมีเลือดออกทางช่องคลอดในวัยหมดประจำเดือน หรือหลังมีเพศสัมพันธ์ทั้งที่ไม่เคยมีมาก่อน ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่น อึดอัดท้อง โดยไม่เคยเป็นมาก่อน มีไข้ต่ำๆ หาสาเหตุไม่ได้ มีไข้สูงบ่อย หาสาเหตุไม่ได้ ผอมลงมากใน 6 เดือน น้ำหนักลดลงจากเดิม 10% มีจ้ำห้อเลือดง่าย หรือ มีจุดแดงคล้ายไข้เลือดออกตามผิวหนังบ่อย ปวดศีรษะรุนแรงเรื้อรัง หรือ แขน/ขาอ่อนแรง หรือ ชักโดยไม่เคยชักมาก่อน ปวดหลังเรื้อรัง และปวดมากขึ้นเรื่อยๆ อาจร่วมกับ แขน/ขาอ่อนแรง การวินิจฉัย การวินิจฉัยมีหลายวิธี เช่น การตรวจร่างกายด้วยตนเองและโดยแพทย์ การตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจเลือด ปัสสาวะ อุจจาระ และเสมหะ การตัดชิ้นเนื้อที่สงสัยส่งตรวจทางพยาธิวิทยา การตรวจทางรังสี เช่น การเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ การเอ็กซเรย์เฉพาะอวัยวะ และการตรวจทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์ การตรวจโดยใช้เครื่องมือพิเศษส่องกล้องโดยตรง เช่น การตรวจลำไส้ใหญ่ ทวารหนัก กระเพาะอาหารและลำคอ เป็นต้น การตรวจพิเศษอื่นๆ ระยะของมะเร็ง ระยะโรคมะเร็ง คือ ตัวบอกความรุนแรงของโรค (การลุกลามและแพร่กระจาย) บอกแนวทางการรักษา และแพทย์ใช้ในการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคมะเร็ง โดยทั่วไปโรคมะเร็งมี 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 – 4 ซึ่งทั้ง 4 ระยะ อาจแบ่งย่อยได้อีกเป็นอีกเป็น เอ(A) บี (B) หรือ ซี(C) หรือ เป็น หนึ่ง หรือ สอง เพื่อแพทย์โรคมะเร็งใช้ช่วยประเมินการรักษา ส่วนโรคมะเร็งระยะศูนย์ (0) ยังไม่จัดเป็นโรคมะเร็งอย่างแท้จริง เพราะเซลล์เพียงมีลักษณะเป็นมะเร็ง แต่ยังไม่มีการรุกราน (Invasive) เข้าเนื้อเยื่อข้างเคียง ระยะที่ 1 : ก้อนเนื้อ/แผลมะเร็งมีขนาดเล็ก ยังไม่ลุกลาม ระยะที่ 2 : ก้อน/แผลมะเร็งขนาดใหญ่ขึ้น เริ่มลุกลามภายในเนื้อเยื่อ/อวัยวะ ระยะที่ 3 : ก้อน/แผลมะเร็งขนาดใหญ่ขึ้น เริ่มลุกลามเข้าเนื้อเยื่อ/อวัยวะข้างเคียง และลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใกล้เนื้อเยื่อ/อวัยวะที่เป็นมะเร็ง ระยะที่ 4 : ก้อน/แผลมะเร็งขนาดโตมาก และ/หรือ ลุกลามเข้าเนื้อเยื่อ/อวัยวะข้างเคียง จนทะลุ และ/หรือ เข้าต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใกล้ก้อนมะเร็ง โดยพบต่อมน้ำเหลืองโตคลำได้ และ/หรือ มีหลากหลายต่อม และ/หรือ แพร่กระจายเข้ากระแสโลหิต และ/หรือ หลอดน้ำเหลือง/กระแสน้ำเหลือง ไปยังเนื้อเยื่อ/อวัยวะที่อยู่ไกลออกไป เช่น ปอด ตับ สมอง กระดูก ไขกระดูก ต่อมหมวกไต ต่อมน้ำเหลืองในช่องท้อง ในช่องอก และ/หรือ ต่อมน้ำเหลืองเหนือกระดูกไหปลาร้า การรักษา การตรวจพบโรคมะเร็งได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกย่อมเป็นผลดีต่อการรักษา ซึ่งวิธีการรักษามีดังต่อไปนี้ การผ่าตัด เป็นการเอาก้อนที่เป็นมะเร็งออกไป รังสีรักษา เป็นการให้รังสีกำลังสูง เพื่อฆ่าเซลล์มะเร็ง เคมีบำบัด เป็นการให้ยา (สารเคมี) เพื่อฆ่าเซลล์มะเร็ง ฮอร์โมนบำบัด เป็นการใช้ฮอร์โมน เพื่อยุติการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง การรักษาแบบผสมผสาน เป็นการรักษาร่วมกันหลายวิธีดังกล่าวข้างต้น แต่ขะใช้วิธีใดนั้นขึ้นอยุ่กับระยะและความรุนแรงของโรค การรักษาโรคมะเร็งอาจเป็นวิธีใดวิธีเดียว หรือ หลายวิธีร่วมกัน ทั้งนี้ขึ้นกับ ระยะโรค ชนิดของเซลล์มะเร็ง เป็นมะเร็งของเนื้อเยื่อ/อวัยวะใด ผ่าตัดได้หรือไม่ หลังผ่าตัดยังคงหลงเหลือก้อนมะเร็งหรือไม่ ผลพยาธิวิทยาชิ้นเนื้อหลังผ่าตัดเป็นอย่างไร อายุ สุขภาพผู้ป่วย โรคมะเร็งเป็นโรคที่รักษาให้หายได้ แต่ทั้งนี้ โอกาสรักษาหายขึ้นกับ ระยะโรค ชนิดเซลล์มะเร็ง ผ่าตัดได้หรือไม่ ถ้าผ่าตัดได้ สามารถผ่าตัดก้อนมะเร็งออกได้ทั้งหมดหรือไม่ มะเร็งเป็นชนิดดื้อต่อ รังสีรักษา และ/หรือ ยาเคมีบำบัด และ/หรือ ยารักษาตรงเป้าหรือไม่ อายุ สุขภาพผู้ป่วย อนึ่ง ในภาพรวมโดยประมาณ อัตราอยู่รอดที่ 5 ปี (โอกาสรักษามะเร็งได้หาย) ภายหลังการรักษาโรคมะเร็ง คือ โรคระยะ 0              90 – 95 % โรคระยะที่ 1           70 – 90 % โรคระยะที่ 2           70 – 80 % โรคระยะที่ 3           20 – 60 % โรคระยะที่ 4           0 – 15 % ทางเลือกอื่น (Alternatives) เนื่องจากโรคมะเร็งส่วนใหญ่ ยังไม่ทราบถึงสาเหตุที่แท้จริง แต่มีมะเร็งบางตำแหน่งก็สามารถทราบสาเหตุนำหรือสาเหตุร่วม ซึ่งอาจหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้น ทุกคนควรจะต้องตรวจ สำรวจร่างกายของตนเองอย่างสม่ำเสมอ หรือถ้าพบอาการผิดปกติก็ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที การตรวจคัดกรองโรคมะเร็ง คือ การตรวจให้พบโรคมะเร็งตั้งแต่ระยะยังไม่มีอาการ (มักเป็นมะเร็งในระยะREAD MORE

โรคมะเร็งเต้านม” มะเร็งอันดับ 1 ของผู้หญิง

มะเร็งเต้านม ( Breast cancer )        มะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของผู้หญิงไทย และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆในผู้หญิง แนวโน้มคนไทยป่วยเป็นโรคมะเร็งสูงขึ้นทุกปีแต่ยังพบน้อยกว่าประเทศทางตะวันตกมาก โดยหญิงไทยมีอัตราการพบมะเร็งประมาณ 40 คน ในสตรีวัยเจริญพันธุ์ 1 แสนคน ซึ่งถ้าเทียบกับประเทศตะวันตกพบมะเร็งเต้านมได้มากกว่า 100 คน ในสตรีวัยเจริญพันธุ์ 1 แสนคน ส่วนในผู้ชายก็พบมะเร็งเต้านมได้เช่นกันแต่ไม่บ่อยนัก โดยมีอุบัติการณ์ของโรคนี้น้อยกว่าผู้หญิงเกือบ 100 เท่า มะเร็งเต้านมเกิดจากความผิดปกติของเซลล์ที่อยู่ภายในท่อน้ำนมหรือต่อมน้ำนม เซลล์เหล่านี้มีการแบ่งตัวผิดปกติไม่สามารถควบคุมได้อาจมีการแพร่กระจายไปตามทางเดินน้ำเหลือง ไปสู่ต่อมน้ำเหลือง หรือแพร่กระจายไปสู่อวัยวะที่อยู่ห่างไกลเช่น กระดูก ปอด ตับ เป็นต้น การตรวจพบมะเร็งในระยะแรกจะช่วยให้การรักษามีโอกาสประสบความสำเร็จได้สูง ปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งเต้านม • เพศ เพศหญิงมีฮอร์โมนเพศ เอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน ซึ่งสามารถกระตุ้นการเจริญของเซลล์มะเร็งเต้านมได้ จึงมีโอกาสป่วยเป็นโรคได้มากกว่าเพศชายแต่ผู้ชายก็สามารถป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านมได้เช่นกัน โดยมีอุบัติการณ์ของโรคนี้น้อยกว่าผู้หญิงเกือบ 100 เท่า • อายุ ในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 40 ปี จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น • มีประวัติการเป็นมะเร็งเต้านม โดยผู้ป่วยที่เกิดมะเร็งเต้านมขึ้นข้างหนึ่งมีความเสี่ยง 3-4 เท่า ในการที่จะเกิดก้อนมะเร็งขึ้นที่เต้านมอีกข้าง • ประวัติโรคทางเต้านมในอดีต โรคบางโรคที่มีการเจริญของเซลล์ผิดปกติในเต้านม สามารถที่จะเพิ่มความเสี่ยงหรือพัฒนากลายเป็นมะเร็งเต้านมได้ในอนาคต เช่น Atypical ductal hyperplasia (ADH)  เป็นต้น • มีประวัติการเป็นมะเร็งรังไข่ เนื่องจากการเป็นมะเร็งรังไข่เกี่ยวข้องกับการสัมผัสฮอร์โมน จึงเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น • การกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 หรือ BRCA2 มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม แต่ยีนดังกล่าวก็พบได้เพียงร้อยละ 5 – 10 ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมทั้งหมด ดังนั้น หากตรวจยีนดังกล่าวแล้วปกติก็ยังมีสิทธิ์เป็นมะเร็งเต้านมอยู่ • การสัมผัสกับฮอร์โมนเอสโตรเจน พบว่าการสัมผัสกับเอสโตรเจนเป็นเวลานานจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม • ประวัติประจำเดือน การมีประจำเดือนครั้งแรกก่อนอายุ 12 ปี หรือหมดประจำเดือนช้ากว่าอายุ 55 ปี ร่างกายของผู้หญิงจะมีช่วงเวลาสัมผัสกับฮอร์โมนเพศ เอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนมากขึ้นทำให้มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้น • การตั้งครรภ์และการให้นมบุตร ผู้ป่วยที่ไม่เคยตั้งครรภ์ หรือมีบุตรคนแรกตอนอายุมากกว่า 30 ปี จะมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะเดียวกันการตั้งครรภ์หลายครั้งและมีบุตรตั้งแต่อายุน้อยสามารถลดความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมได้ และการให้นมบุตรเป็นเวลามากกว่า 1 ปีขึ้นไป ก็อาจจะช่วยลดความเสี่ยงเป็นมะเร็งได้เช่นกัน • ยาคุมกำเนิดและการใช้ฮอร์โมน ผู้หญิงที่ใช้ยาคุมกำเนิดจะเพิ่มความเสี่ยงการเกิดมะเร็งเต้านมเล็กน้อยเมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้ใช้ แต่ความเสี่ยงที่ว่านี้จะหมดไปหากหยุดใช้ยาเกิน 10 ปี • ลักษณะของการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ความอ้วน ขาดการออกกำลังกาย ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ การรับประทานอาการที่มีไขมันสูง การสูบบุหรี่ การได้รับรังสีในปริมาณสูง ภาวะเครียด อาการมะเร็งเต้านม      บางครั้งผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านม อาจไม่มีอาการของมะเร็งเต้านม และมะเร็งเต้านมส่วนใหญ่จะไม่มีอาการเจ็บหรือปวด (มีเพียงร้อยละ10 ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ที่มาพบแพทย์ด้วยอาการปวดเต้านม) ดังนั้นจึงควรไปพบแพทย์เมื่อมีอาการดังต่อไปนี้ • มีก้อนหนาๆ ในเต้านมหรือใต้แขน • บริเวณหัวนมบุ๋ม หรือเต้านมมีรูปร่างผิดไปจากเดิม • มีน้ำเหลืองหรือน้ำเลือดไหลออกจากหัวนมหรือมีแผลบริเวณเต้านม โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผลบริเวณหัวนมและรอบหัวนม • เต้านมมีผื่น แดง ร้อน ผื่นคล้ายผิวส้ม • อาการปวดบริเวณเต้านม • ไม่มีอาการผิดปกติ แต่พบรอยโรคจากการตรวจแมมโมแกรมหรืออัลตร้าซาวด์เต้านม การวินิจฉัยมะเร็งเต้านม การตรวจวินิจฉัยมะเร็งเต้านมสามารถทำได้ ดังนี้ 1. การซักประวัติและตรวจเต้านมโดยแพทย์เฉพาะทาง 2. การตรวจทางรังสีวิทยา • การตรวจด้วยวิธีแมมโมแกรม (mammogram) แนะนำให้ผู้หญิงที่อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไปเข้ารับการตรวจแมมโมแกรมทุก 1-2 ปี • การตรวจด้วยอัลตร้าซาวด์ ผู้หญิงในทวีปเอเชียส่วนใหญ่จะมีขนาดเต้านมเล็กกว่าผู้หญิงทางฝั่งยุโรปหรืออเมริกัน และมีเนื้อเต้านมที่แน่นมากกว่าโดยเฉพาะในกลุ่มสตรีที่มีอายุน้อยกว่า 35 ปี การทำแมมโมแกรม หรือการตรวจอัลตร้าซาวด์เต้านมอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถมองเห็นความผิดปกติได้อย่างชัดเจน หรือการตรวจแมมโมแกรมในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 35 ปี จะช่วยตรวจหาและวัดขนาดสิ่งผิดปกติ เช่น ก้อนเนื้องอก ก้อนซีสต์หรือถุงน้ำ ต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ได้ดียิ่งขึ้น • MRI จะใช้ในกรณีที่ผลของแมมโมแกรมตรวจพบความผิดปกติ และต้องการตรวจหาเพื่อให้แน่ชัดยิ่งขึ้น 3. การเจาะชิ้นเนื้อส่งตรวจกับพยาธิแพทย์ การเจาะชิ้นเนื้อส่งตรวจกับพยาธิแพทย์ จะทำเมื่อมีการตรวจพบก้อนผิดปกติ (ทั้งจากการตรวจเต้านมด้วยตนเองหรือการเอกซเรย์) หรือพบการมีแคลเซียมเป็นจุดที่ผิดปกติจากการตรวจเอกซเรย์ ซึ่งแพทย์จะต้องทำการตรวจว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ ซึ่งวิธีที่วินิจฉัยได้แม่นยำคือวิธีการนำชิ้นเนื้อออกมาตรวจ ถ้าเป็นมะเร็งเต้านมจะได้ทำการผ่าตัดและรักษาแบบมะเร็งเต้านมต่อไป การรักษามะเร็งเต้านม การรักษามะเร็งเต้านม จะอาศัยทีมแพทย์ในสาขาต่างๆ เช่น ศัลยแพทย์ รังสีแพทย์ และอายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง มาร่วมกันวางแผนการรักษาที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุด สำหรับผู้ป่วยแต่ละราย โดยปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกวิธีการรักษาของแพทย์ เช่น • ขนาด ตำแหน่ง และลักษณะของเซลล์มะเร็ง • ระยะโรคและการกระจายของมะเร็ง • อายุและสุขภาพของผู้ป่วย • กรรมพันธุ์และปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ • ตัวรับฮอร์โมนของมะเร็ง • ภาวะก่อนหรือหลังหมดประจำเดือน • ปัจจัยที่บ่งบอกความรุนแรงของเนื้องอก เช่น ยีน HER2 วิธีการรักษามะเร็งเต้านมที่ได้ผลดีและเป็นที่ยอมรับกันในปัจจุบัน มีดังนี้ • การรักษาโดยการผ่าตัด • การรักษาโดยการฉายแสง (รังสีรักษา) • การรักษาโดยยาเคมีบำบัด • การรักษาโดยใช้ฮอร์โมน • การรักษาโดยยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง (targeted therapy) มะเร็งเต้านมระยะเริ่มแรกจะให้การรักษาโดยการผ่าตัดเป็นอันดับแรก และส่วนมากต้องการการรักษาวิธีอื่นๆ ร่วมด้วยเพื่อให้ผลการรักษาดีขึ้น ขอบคุณที่มาจาก

ความหมาย มะเร็งเต้านม

              มะเร็งเต้านม (Breast cancer) เป็นโรคมะเร็งที่เกิดจากเนื้อเยื่อที่มีความผิดปกติส่วนใดส่วนหนึ่งภายในเต้านมเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์มะเร็งและขยายใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นก้อนเนื้อร้าย ก่อนจะลุกลามไปสู่เนื้อเยื่อข้างเคียงและแพร่กระจายไปยังเซลล์อื่นของร่างกาย มะเร็งชนิดนี้สามารถพบได้ทั้งในเพศหญิงและเพศชาย แต่พบในเพศชายในอัตราที่น้อยมาก             ภายในเต้านมของผู้หญิงจะประกอบไปด้วยต่อมผลิตน้ำนม ท่อน้ำนม เนื้อเยื่อไขมัน ท่อน้ำเหลือง เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน หลอดเลือดต่าง ๆ ซึ่งเซลล์มะเร็งส่วนใหญ่ที่พบมักจะเกิดขึ้นบริเวณต่อมผลิตน้ำนม (Lobules) และท่อน้ำนม (Ducts) มากกว่าส่วนอื่น การก่อตัวของมะเร็งเต้านมสามารถเกิดขึ้นได้กับเซลล์ทุกส่วนภายในเต้านมในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มจากเซลล์ผิดปกติมีการแบ่งตัวมากขึ้นเป็นจำนวนมากจนไม่สามารถควบคุมได้ และขยายใหญ่ขึ้นเป็นก้อนเนื้อร้าย ก่อนจะแพร่กระจายไปยังเนื้อเยื่อข้างเคียง ระบบน้ำเหลือง และสุดท้ายกระจายไปยังกระแสเลือด และไปยังอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ ระยะของมะเร็งเต้านม ระยะความรุนแรงของโรคมะเร็งเต้านมแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ขึ้นอยู่กับขนาดของก้อนเนื้อ การแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งไปสู่ต่อมน้ำเหลือง หรืออวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ระยะ 0-1: พบเซลล์ผิดปกติภายในเนื้อเยื่อเต้านม และก้อนเนื้อมีขนาดไม่เกิน 2 เซนติเมตร แต่ยังจำกัดการเกิดเฉพาะภายในเต้านม ซึ่งเป็นระยะที่ยังไม่พบการลุกลามของโรคไปยังส่วนอื่น ระยะ 2: ก้อนมะเร็งมีขนาดโตขึ้น และอาจแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองเฉพาะบริเวณรักแร้ แต่จำนวนไม่กี่ต่อม หรืออาจไม่พบก้อนเนื้อ แต่พบเซลล์มะเร็งบริเวณต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้ ระยะ 3: เนื้อเยื่อเต้านมถูกทำลายเป็นบริเวณกว้างถึงชั้นผิวหนังจนเกิดเป็นแผล ก้อนมะเร็งมีขนาดโตขึ้นมากกว่า 5 เซนติเมตร ลุกลามไปติดกับกล้ามเนื้อหน้าอก มีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้และต่อมน้ำเหลืองอื่นในบริเวณใกล้เคียงเต้านม หรือก้อนเนื้อขยายใหญ่ขึ้นไม่เกิน 5 เซนติเมตร และมีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองจำนวนมากขึ้น     ระยะ 4: โรคมีการแพร่กระจายเข้าหลอดเลือดไปยังอวัยวะอื่น ๆ ของร่างกาย เช่น ตับ สมอง ปอด กระดูก ซึ่งเป็นระยะที่รักษาไม่หายขาด           สำหรับในประเทศไทย จากข้อมูลทะเบียนมะเร็งของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พบว่าโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตในผู้หญิงไทยเป็นอันดับต้น ๆ และยังพบจำนวนผู้ป่วยมะเร็งเต้านมรายใหม่ประมาณ 13,653 ราย หรือคิดเป็น 29.3 ต่อประชากร 100,000 ราย ซึ่งคาดการณ์ว่ามีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะการตรวจพบมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้น จะเพิ่มโอกาสในการรักษาให้ผู้ป่วยหายขาดได้มากขึ้น อาการของมะเร็งเต้านม           มะเร็งเต้านมในระยะแรกแทบไม่แสดงอาการใด ๆ ผู้ป่วยมักมาพบแพทย์ด้วยการคลำพบก้อนเนื้อในเต้านมหรือบริเวณรักแร้มากที่สุด อาการอื่น ๆ อาจสังเกตได้จากขนาดหรือรูปร่างของเต้านมที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม หัวนมบุ๋ม เป็นแผล อาจมีน้ำเหลืองหรือของเหลวสีคล้ายเลือดไหลออกมาหรือเป็นผื่นบริเวณหัวนม สาเหตุของมะเร็งเต้านม          มะเร็งเต้านมยังไม่พบสาเหตุการเกิดที่แน่ชัด แต่พบปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคได้มากขึ้น โดยเฉพาะในเพศหญิง ทั้งจากสภาพแวดล้อมภายนอก พฤติกรรมการใช้ชีวิต อายุที่มากขึ้น ผู้หญิงที่ไม่มีบุตร หรือมีช่วงระยะของการมีประจำเดือนนาน และอีกหลายปัจจัย ทั้งนี้บางปัจจัยสามารถแก้ไขได้ แต่บางปัจจัยไม่สามารถควบคุมได้ เช่น ความบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกัน ความผิดปกติทางพันธุกรรม หรือเชื้อชาติ เป็นต้น การวินิจฉัยมะเร็งเต้านม         แพทย์จะตรวจดูความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเต้านม พร้อมทั้งประเมินวิธีการรักษาในขั้นตอนต่อไป แพทย์อาจมีการตรวจเอกซเรย์เต้านม (Mammogram) อัลตราซาวด์ (Ultrasound) หรือการตรวจเอกซเรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Imaging: MRI) เพื่อดูก้อนเนื้อหรือเซลล์ที่เกิดความผิดปกติก่อนจะมีการเจาะชิ้นเนื้อ (Biopsy) ออกมาตรวจวิเคราะห์ ทั้งนี้ การเลือกใช้วิธีใดในการตรวจวินิจฉัยหรือตรวจในขั้นตอนใดก่อน แพทย์จะดูอาการและสิ่งที่ตรวจพบจากการตรวจร่างกายเป็นข้อมูลเบื้องต้น   การรักษามะเร็งเต้านม           การรักษามะเร็งเต้านมมีหลายวิธี ปัจจุบันจะใช้วิธีการผ่าตัด การฉายรังสี การรักษาด้วยฮอร์โมน หรือการรักษาด้วยเคมีบำบัด ซึ่งแต่ละวิธีมีข้อดี ข้อเสีย และผลข้างเคียงที่แตกต่างกันออกไป ทั้งนี้แพทย์อาจใช้วิธีการเดียวหรือหลายวิธีรวมกันในการรักษา โดยอยู่ภายใต้ดุลยพินิจของทีมแพทย์และความต้องการของผู้ป่วย เพื่อการวางแผนการรักษาผู้ป่วยที่ได้รับประโยชน์สูงสุด ภาวะแทรกซ้อนของมะเร็งเต้านม           มะเร็งเต้านมสามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้หลายกรณี เนื่องมาจากผลของการรักษาที่ทำให้ร่างกายอ่อนแอลง ผู้ป่วยอาจรับประทานอาหารได้น้อย รู้สึกเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ไม่สดชื่น นอนไม่หลับ หรือมีปัญหาด้านทางอารมณ์ มีภาวะบวมน้ำเหลืองในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะลุกลาม เนื่องจากท่อน้ำเหลืองเกิดการอุดตันจนทำให้มีการคั่งของน้ำเหลืองบริเวณนั้นมาก นอกจากนี้อาจพัฒนาให้เกิดมะเร็งบริเวณส่วนอื่นของร่างกายได้หากมะเร็งเกิดการลุกลามเข้าสู่กระแสเลือดไปยังอวัยวะนั้น ๆ การป้องกันมะเร็งเต้านม           ควรตรวจเต้านมด้วยตนเองเป็นประจำทุกเดือน โดยเริ่มตรวจตั้งแต่อายุยังน้อย และเข้ารับการตรวจจากแพทย์หรือพยาบาลเป็นครั้งคราว ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ควรเข้ารับการตรวจเอกซเรย์เต้านม (Mammogram) ประมาณปีละ 1 ครั้ง เนื่องจากมะเร็งเต้านมยังไม่พบสาเหตุการเกิดที่แน่ชัด การป้องกันได้เต็มประสิทธิภาพจึงทำได้ยาก นอกจากนี้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งหรือส่งผลเสียต่อสุขภาพอาจช่วยลดโอกาสการเกิดและรับมือกับมะเร็งเต้านมได้ทันท่วงที         ขอบคุณทีมาจาก pobpad

ผู้ชายก็เป็นมะเร็งเต้านมได้

ผู้ชายก็เป็นมะเร็งเต้านมได้ มะเร็งเต้านมชายพบมากในชายสูงวัยมากกว่าชายวัยหนุ่ม แต่ก็มีผู้ชายที่มีแนวโน้มป่วยด้วยโรคนี้สูง          มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งอันดับหนึ่งของผู้หญิงไทย สถิติจากสถาบันมะเร็งบอกว่าผู้หญิงไทยป่วยเป็นมะเร็งเต้านม 28.6 คนต่อประชากร 1 แสนคน และมีอัตราการเกิดโรคและการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในทางกลับกัน มะเร็งเต้านมในผู้ชายกลับมีการพูดถึงน้อยมากข้อมูลในสหรัฐระบุว่า มะเร็งเต้านมในผู้ชายมีอัตราราวร้อยละ 1 ของมะเร็งเต้านมที่พบทั้งหมด คิดเป็นตัวเลขราว 2,500 คน จากจำนวนนี้พบว่ามีผู้เสียชีวิตราว 500 คนต่อปี         มะเร็งเต้านมชายพบมากในชายสูงวัยมากกว่าชายวัยหนุ่ม แต่ก็มีผู้ชายที่มีแนวโน้มป่วยด้วยโรคนี้สูงเช่น มีญาติพี่น้องผู้หญิงป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านม หรือมีความไวต่อการรับฮอร์โมนเอสโตรเจน หรือมีโครโมโซมเป็น XXY มีข้อมูลว่าผู้ชายที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านมราว 1 ใน 5 มีประวัติครอบครัวป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านม และมียีน BRCA ซึ่งเป็นยีนที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งเต้านมอยู่ในร่างกาย นอกจากนี้การบริโภคแอลกอฮอล์มาก หรือเป็นโรคอ้วน ก็เป็นตัวเร่งที่ทำให้มะเร็งถามหาเช่นกัน        แม้ว่าสถิติของผู้ชายป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านมจะน้อย แต่แพทย์ส่วนใหญ่ต่างระบุว่า ผู้ชายไม่ค่อยรู้ตัวและปล่อยให้มะเร็งลุกลามจนเกินขั้นรักษา ผู้หญิงส่วนใหญ่นิยมเข้ารับตรวจเต้านม (mammogram) ตอนอายุราว 40 ปีขึ้นไป แต่ผู้ชายส่วนใหญ่ไม่เคยตรวจเต้านมเลยตลอดทั้งชีวิต เพราะคิดว่าโรคนี้ไม่มีทางเกิดกับตนอาการเริ่มต้นที่สังเกตได้ง่ายที่สุดคือ เริ่มมีก้อนเนื้อที่หน้าอก เช่นเดียวกับมะเร็งเต้านมในผู้หญิง แต่ผู้ชายมีเนื้อเยื่อหน้าอกน้อยกว่าทำให้สังเกตได้ยาก ผู้ชายส่วนใหญ่จะเริ่มรู้ว่าตนเองมีก้อนเนื้อก็ต่อเมื่อมะเร็งเริ่มลามไปถึงหัวนม หรือมีเลือดออกบริเวณหัวนม แต่ก็เป็นสัญญาณว่าอาการลุกลาม และก้อนเนื้อมะเร็งที่อยู่ในหน้าอก ก็อาจลุกลามไปยังระบบต่อมน้ำเหลืองเสียแล้ว          การรักษามะเร็งเต้านมชาย ไม่แตกต่างจากการรักษามะเร็งเต้านมของผู้หญิง ขึ้นอยู่กับอาการของโรคและดุลพินิจของแพทย์ว่าจะต้องใช้วิธีการใด ได้แก่ การตัดเนื้อเยื่อหน้าอกออก การฉายแสง การทำคีโม หรือใช้ฮอร์โมนรักษาให้เนื้อมะเร็ง ซึ่งไวต่อฮอร์โมนเพศหญิงหายไป         คำแนะนำของแพทย์ส่วนใหญ่ในการป้องกันมะเร็งเต้านมชายคือ หมั่นตรวจเช็กร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ตรวจร่างกายอย่างน้อยปีละครั้ง หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ และรู้จักสังเกตร่างกายตัวเองด้วยการคลึงเต้านมเหมือนการตรวจเต้านมผู้หญิง ถึงแม้จะไม่เจอ แต่ถ้ารู้สึกว่าหน้าอกตนเองผิดปกติก็ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว และอย่าคิดว่าตนเองไม่น่าจะป่วยด้วยโรคแบบนี้ มิฉะนั้นอาจสายเกินแก้ได้       ขอบคุณที่มาจาก rajavithi  

กุ๊ก-กฤติกา เตือนผู้ชายอย่าประมาท หลังพ่อป่วยเป็นมะเร็งเต้านม

          กุ๊ก-กฤติกา เตือนผู้ชายอย่าประมาท หลังพ่อป่วยเป็นมะเร็งเต้านม เป็นเรื่องราวที่ผู้คนบนโลกออนไลน์ต่างให้ความสนใจ หลัง กุ๊ก-กฤติกา ขอไพบูลย์ ผู้ประกาศข่าวสาวชื่อดัง ได้โพสต์ภาพและข้อความลงในอินสตาแกรมส่วนตัว เล่าถึงอาการป่วยของพ่อซึ่งป่วยเป็นมะเร็งเต้านม เพื่อเตือนให้ทุกคนอย่าประมาทเรื่องสุขภาพ วันนี้คุณพ่อของกุ๊กเข้ารับการผ่าตัดมะเร็งเต้านมนะคะ พ่อเป็นมะเร็งเต้านมจนมีแผลแตกออกมาจากเต้านมแล้วจึงได้เข้ารับการรักษา ด้วยความไม่รู้ว่าผู้ชายก็เป็นได้ ด้วยความคิดว่าร่างกายแข็งแรงมาก ๆ จึงประมาทกับการรักษาร่างกาย จนเจ็บป่วยร้ายแรงมาก วันนี้พ่อได้ผ่าตัดแล้วจึงอยากแบ่งปันประสบการณ์กับทุก ๆ ท่านนะคะ มะเร็งเต้านมเป็นเรื่องใกล้ตัว โดยเฉพาะครอบครัวที่คุณพ่อเป็น ลูกสาวทุก ๆ คนมีโอกาสเป็นสูงกว่าคนปกติ มีโอกาสเป็นทั้งมะเร็งเต้านมและรังไข่นี่คือคำเตือนของคุณหมอ คุณหมอแนะนำว่า ลูกสาวทุกคนต้องตรวจ พ่อกุ๊กมีลูก 3 คนทุกคนเป็นผู้หญิงแน่นอนว่า เราทุกคนอยู่ในกลุ่มมีความเสี่ยงสูง ยังไม่ทันได้มีการตรวจก็พบว่า พี่สาวคนกลางกุ๊กเป็นมะเร็งเต้านม พี่สาวคนโตเป็นมะเร็งรังไข่แพร่กระจายหลายจุด โดยพบอีกจุดที่เต้านมด้วยยังไม่ทันได้รักษาอะไรมากนักพี่สาวคนโตกุ๊กก็เสียชีวิต กุ๊กยังโชคดีกว่า คนอื่นตรวจพบความผิดปกติแต่ยังไม่ใช่มะเร็ง จึงยังไม่ต้องยุ่งยากในการรักษาในขณะที่ต้องดูแลคนอื่น ๆ อยู่ แม้ไม่เป็นแต่ก็ไม่ง่ายที่จะผ่านช่วงเวลานี้ สิ่งที่อยากแบ่งปันเพื่อนทุกคนจากประสบการณ์ครั้งนี้ คืออย่าประมาทกับสุขภาพเป็นดีที่สุด แต่ถ้าเป็นแล้วเป็นน้อย ๆ รักษาแต่เนิ่น ๆ ก็ดีที่สุด ถ้ามีคนในครอบครัวเป็นแล้วเราอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเดี๋ยวนี้วิวัฒนาการทำให้เราตรวจเพื่อป้องกันได้ พ่อกับกุ๊กก็เข้ารับการตรวจเพื่อเทียบยีนส์ที่อาจมีการกลายพันธุ์ ถ้าพบว่ามีเหมือนกันก็ต้องผ่าเต้านมและรังไข่ออกเพื่อป้องกันไว้ก่อน อยากแบ่งปันทุกคนนะคะ อะไร ๆ เราก็ผ่านไปได้ ถ้ามีสติ ปัญหามีไว้แก้ไข อะไรที่ไม่พึงประสงค์เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็แก้ไข ยากง่ายแค่ไหนก็ผ่านไปให้ได้ค่ะ ขอบพระคุณ คุณหมอและพยาบาลทุกท่าน ๆ ที่ช่วยดูแลอย่างดี ขอบคุณ พ.ต.ต.หญิง พญ.วรพิชา โพธิ์ใบกุล คุณหมอผิวหนังที่มาช่วยเกลี่ยกล่อมคุณตาน้องวินให้ไปหาหมอ ในฐานะเพื่อนที่น่ารักมาก ขอบคุณ รศ.ดร.นพ.โสภาคย์ มนัสนยกรณ์ เจ้าของไข้ ขอบคุณในการช่วยเหลือทุกอย่างอย่างคุณหมอและคุณเอื้อง ช่วยเหลือกุ๊กมาก ๆ จนกุ๊กผ่านช่วงเวลายาก ๆ ไปได้อย่างมีสติ ขอบคุณคุณหมอนภา ปริญญานิติกุล ที่ดูแลพ่อและพี่สาวกุ๊กเป็นอย่างดี ขอบคุณสามีและครอบครัวที่คอยช่วยเหลือทุก ๆ อย่าง ขอบคุณลุงสำลีที่ไปไหนไปกันไม่บ่นและมีเรื่องให้คลายเครียดตลอด โชคดีที่ได้เจอแต่คนดี ๆ เล่าสู่กันฟังอยากเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังต้องผ่านเรื่องยาก ๆ ค่ะ       ขอบคุณที่มาจาก mthai

โรคมะเร็งเต้านม  “มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้หญิง”

โรคมะเร็งเต้านม ความรู้โรคมะเร็ง         มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้หญิง จากสถิติของสถาบันมะเร็งแห่งชาติพบผู้หญิงเป็นมะเร็งเต้านมร้อยละ 37 ของมะเร็งทั้งหมด และยังมีอัตราการเสียชีวิตเป็นอันดับสองรองจากมะเร็งปอด ดังนั้นการดูแลตัวเองเพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็ง และการค้นพบมะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มแรกในขณะที่ก้อนมีขนาดเล็ก และก้อนมะเร็งยังอยู่เฉพาะที่เต้านม ยังไม่แพร่กระจายไปต่อมน้ำเหลือง จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะ จะมีโอกาสหายขาดมากขึ้น เมื่อเทียบกับการตรวจพบก้อน มะเร็งที่มีขนาดใหญ่ หรือกระจายไปต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้แล้ว โดยหากมีการตรวจพบมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้น มีโอกาสที่จะมีชีวิตเกิน 5 ปีถึงร้อยละ 98 ถ้าตรวจเจอ ตอนก้อนมะเร็งกระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้แล้ว มีโอกาสที่จะมีชีวิตเกิน 5 ปีร้อยละ 84 และถ้าตรวจเจอ ตอนมะเร็งแพร่กระจายไปแล้ว โอกาสที่จะมีชีวิตเกิน 5 ปี มีเพียงร้อยละ 23 และยังไม่แพร่กระจายจะทำให้มีโอกาศรอดชีวิตสูง ก้อนขนาดเล็กก่อนที่จะรู้เรื่องมะเร็งท่านต้องทราบ เต้านมของคนเราประกอบไปด้วยไขมัน เนื้อเยื่อ ต่อมน้ำนมนมประมาณ 15-20 กลีบ ภายใน กลีบประกอบด้วยกลีบย่อย และมีถุงติดอยู่กับท่อน้ำนมซึ่งจะเปิดยังหัวนมภายในเต้านมยังมีหลอดเลือด และน้ำเหลืองซึ่งจะไปรวมกันยังต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ มะเร็งที่เกิดในท่อน้ำนมเรียกว่า ductal carcinoma เมื่อมะเร็งแพร่กระจายมักจะไปตามต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ และอาจจะไปยังกระดูก ตับ ปอด และยังไปตามหลอดเลือด เต้านมคนเราเปลี่ยนแปลงตามอายุ และตามรอบประจำเดือน การที่เราหมั่นคลำเต้านมตัวเองจะทำให้เรารู้ลักษณะปกติของเต้านม เราสามารถพบการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นที่เต้านมตั้งแต่แรก ลักษณะเต้านมในแต่ช่วงเวลาของรอบเดือนจะมีลักษณะไม่เหมือนกัน ช่วงก่อนมีรอบเดือนเต้านมจะตึงและคัดเมื่อคลำจะรู้สึกตึง คลำได้ต่อมน้ำนม แต่หลังจากประจำเดือนมาแล้วเต้านมจะนิ่มขึ้น เต้านมในวัยทองจะเหลวนิ่ม เนื่องต่อมน้ำนมไม่ทำงาน สำหรับท่านที่ตัดมดลูกโดยที่ไม่ได้ตัดรังไข่ เต้านมของท่านยังคงเหมือนเดิม ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรค 1. การมีประจำเดือนตั้งแต่อายุน้อย2. การไม่มีบุตรหรือคลอดลูกคนแรกอายุมาก 3. เคยเป็นมะเร็งเต้านมหรือเนื้องอกที่เต้านม 4. ประวัติญาติสายตรง(แม่ พี่ น้อง)เป็นมะเร็งเต้านม 5. มีการให้รังสีรักษาที่เต้านมหรือทรวงอก 6. ทำแมมโมแกรมแล้วพบความผิดปกติ 7. กินฮอร์โมนเอสโตรเจนหรือโปรเจสเตอโรน 8. อ้วน อาการที่ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย 1. หากคุณรู้สึกว่ามีความปวดหรืออึกอัด 2. หากคุณคลำได้ก้อนที่เต้านมหรือใต้รักแร้ 3. สังเกตการเปลี่ยนแปลงของหัวนมเช่น 4. มีน้ำที่ไม่ใช่น้ำนมไหลออกจากหัวนม 5. มีเลือดออก 6. หัวนมผิดตำแหน่งเช่นยุบลงไปหรือถูกดึงรั้งไปทางอื่น 7. ผื่นรอบหัวนม สำหรับผู้ที่มะเร็งเป็นมากและมีการแพร่กระจายของมะเร็งจะมีอาการ  1. ปวดกระดูก 2. น้ำหนักลด 3. แผลที่ผิวหนัง 4. แขนบวม การตรวจวินิจฉัย วิธีการตรวจหามะเร็งเต้านมมีอะไรบ้าง การตรวจหามะเร็งเต้านมมีหลายวิธี ได้แก่ 1. การตรวจเต้านมด้วย แมมโมแกรม ซึ่งจัดว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการตรวจคัดกรอง มะเร็งเต้านมในผู้หญิงทั่วไป2. การตรวจเต้านมโดยแพทย์หรือพยาบาล 3. การตรวจเต้านมด้วยตัวเอง การป้องกัน สาเหตุของมะเร็งเต้านมยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่การปฎิบัติตัวที่ดีจะลดการเกิดมะเร็งเต้านม  1. เลือกรับประทานอาหารผักหรือผลไม้2. ควบคุมน้ำหนักมิให้อ้วน 3. ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 5 วันวันละ 30 นาที 4. งดบุหรี่ และแอลกอฮอลล์ การบำบัดรักษา  1. การผ่าตัด (Surgery)2. รังสีรักษา บำบัด (Radiation therapy) 3. ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy) 4. ฮอร์โมน บำบัด (Hormonal therapy) 5. การรักษาแบบประคับประคอง (Palliative care)           ขอบคุณที่มาจาก bangkokhospital

นักวิจัยอเมริกันพบว่ายาบำบัดมะเร็งเต้านมช่วยรักษาโรคติดเชื้อรา Cryptococcus ในผู้ป่วยเอดส์

           ผู้เชี่ยวชาญอเมริกันชี้ว่าในอนาคตแพทย์อาจจะสามารถใช้ยาบำบัดมะเร็งเต้านมในการรักษาโรคติดเชื้อรา Cryptococcus ที่ร้ายเเรงและเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยโรคเอดส์เสียชีวิตสูงกว่าเชื้อวัณโรค ผู้เชี่ยวชาญประมาณว่ามีคนราวหนึ่งล้านคนทั่วโลกติดเชื้อรา Cryptococcus ต่อปี นั่นเป็นเพราะว่าการติดเชื้อราเป็นโรคฉวยโอกาสชนิดหนึ่งที่มักเกิดกับผู้ป่วย โรคเอดส์ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในชาติอาฟริกาทางใต้ของทะเลทรายซาฮาร่า ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ของผู้ติดเชื้อเอดส์อยู่ในเขตนี้ คุณ Damian Krysan ผู้เชี่ยวชาญโรคติดต่อในเด็กที่มหาวิทยาลัย Rochester ใน New York กล่าวว่า เชื้อรา Cryptococcus ทำให้เกิดอาการอักเสบในสมองซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต เขากล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าการติดเชื้อราชนิดนี้เป็นสาเหตุให้คนเสียชีวิตจำนวนเจ็ดเเสนห้าหมื่นคนต่อปี ส่วนมากเป็นคนในพื้นที่ที่ีมีอัตราการติดเชื้อเอดส์สูงในปัจจุบัน แพทย์บำบัดการติดเชื้อรา Cryptococcus ด้วยยาราคาเเพงสองชนิด ซึ่งไม่มีใช้ในประเทศกำลังพัฒนาและต้องใช้ฉีดเข้ากระเเสโลหิตโดยตรง ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าผู้ป่วยที่ได้รับการบำบัดดังกล่าวอย่างน้อย 10 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์เสียชีวิต ยาอีกชนิดหนึ่งที่ใช้บำบัดการติดเชื้อรา Cryptococcus ในประเทศกำลังพัฒนา แค่มีผลชลอการเเพร่กระจายของเชื้อราให้ช้าลงเท่านั้นและอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยที่ได้รับยานี้ก็สูงกว่าการบำบัดด้วยยาสองชนิดแรก ทีมนักวิจัยที่นำโดยคุณ Damian Krysan ทำการค้นหายาที่มีคุณสมบัติในการกำจัดเขื้อรา Cryptococcus จากยารักษาโรคที่มีใช้กันอยู่ในปัจจุบันแล้วจำนวนสองพันชนิด พวกเขาค้นพบว่ายา tamoxifen ซึ่งเป็นยาที่ใช้บำบัดผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมานานหลายสิบปีเเล้ว คุณ Krysan หัวหน้าทีมวิจัยชี้ว่ายา tamoxifen มีราคาไม่เเพงและมีคุณสมบัติที่ดีหลายประการ เขากล่าวว่าผู้ป่วยสามารถรับประทานยา tamoxifen ได้ ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ เชื้อรา Cryptococcus ทำให้สมองอักเสบ ดังนั้นตัวยาจะต้องเข้าไปในสมอง การบำบัดจึงจะได้ผลดี เขากล่าวว่า ยา tamoxifen สามารถเข้าไปถึงระบบประสาทส่วนกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถเพิ่มปริมาณขึ้นไปถึงระดับที่สูงกว่าที่ตรวจพบในกระเเสเลือด คุณ Damian Krysan หัวหน้าทีมวิจัยใน New York กล่าวในรายงานที่ตีพิพม์ในวารสาร mBio ว่า ยา tamoxifen มีประสิทธิภาพสูงมากในการบำบัดเชื้อรา Cryptococcus เมื่อใช้ร่วมกับยารักษาการติดเชื้อราชนิดนี้ที่มีใช้อยู่เเล้วในประเทศกำลังพัฒนาทีมนักวิจัยชี้ว่ายังจำเป็นต้องมีการทดลองต่อไปแต่เนื่องจากว่ายาบำบัดมะเร็งเต้านมและยาต่อต้านเชื้อรา Cryptococcus เป็นยาที่ได้รับรองให้ใช้อย่างถูกต้องอยู่เเล้ว การนำไปทดลองในผู้ป่วยจริงๆ น่าจะเป็นไปได้ในอนาคตอันใกล้นี้           ขอบคุณที่มาจาก voathai

Support by |Nolvadex