ปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดมะเร็งเต้านม

          ผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม โดยพบบ่อยในหญิงที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป            หญิงที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมมากกว่าคนปกติ รวมทั้ง ผู้ป่วยที่เคยเป็นมะเร็งเต้านม ก็มีอัตราเสี่ยงที่จะกลับมาเป็นใหม่สูงกว่าคนปกติด้วย          ผู้ที่มีบุตรหลังอายุ 30 ปี รวมทั้ง หญิงที่ไม่เคยมีบุตร จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมมากขึ้น ธุ์ของยีน เช่น การเกิดการกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 หรือ BRCA2 สามารถทำให้เกิดมะเร็งเต้านม และสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้           ผู้หญิงที่มีเต้านมเต่งตึงกว่าอายุ เช่น หญิงที่มีอายุมากกว่า 45 ปี และมีความหนาแน่นของเต้านมมากกว่าร้อยละ 75 จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมมากกว่าคนปกติ          ผู้หญิงที่มีประจำเดือนมาตั้งแต่อายุก่อน 12 ปี หรือ ประจำเดือนหมดช้าหลังอายุ 55 ปี จะมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมได้ง่ายกว่าคนปกติ           ผู้ที่รับประทานฮอร์โมนเพศหญิง รวมทั้ง ผู้ที่ได้รับยาคุมกำเนิดเป็นเวลานาน อาจเกิดมะเร็งเต้านมมากยิ่งขึ้น การสูบบุหรี่ทำให้เพิ่มโอกาสในการเกิดเป็นมะเร็งเต้านมมากขึ้น   ขอบคุณที่มา   th.wikipedia.org

นักดื่ม เสี่ยงมะเร็งเต้านมหรือมีประโยชน์ (บ้าง)

              การที่จะกล่าวว่า การดื่มแอลกอฮอล์ที่ปลอดภัย หรือในขนาดที่เป็นพิษต่อร่างกาย ยังมีข้อสรุปความเห็นที่แตกต่างกัน ที่ทำให้คนเดินดินธรรมดาอย่างเราๆท่านๆทั้งหลายได้งงพอสมควรค่ะ บ้างก็ว่า การดื่มในขนาดปลานกลางดีต่อหัวใจ ระบบหลอดเลือด และอาจจะสามารถช่วยป้องกันโรคเบาหวานชนิดที่ 2 (Diabetes type 2) และรวมไปถึงป้องกันโรคนิ่วได้ ส่วนการดื่มหนัก เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตที่สามารถป้องกันได้ในหลายประเทศ โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐ การดื่มหนักอาจเป็นอันตรายต่อตับและหัวใจ มีผลต่อเด็กในครรภ์ เพิ่มโอกาสในการเป็นมะเร็งเต้านมและมะเร็งอื่นๆ ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า และปัญหาความรุนแรง หรือแม้กระทั่งสร้างปัญหาในความสัมพันธ์ในครอบครัวได้ เราจึงเห็นข้อมูลแอลกอฮอล์แบบมีสองหน้าตลอดเวลา อย่าได้แปลกใจค่ะ สารที่ออกฤทธิ์ที่อยู่ในเครื่องดื่มแอล์กอฮอล์ เป็นโมเลกุลธรรมดาที่เรียกกว่า เอธานอล มีผลต่อร่างกายในรูปแบบต่างๆ อาทิเช่น ผลโดยตรงต่อกระเพาะอาหาร สมอง หัวใจ ถึงน้ำดี และตับ มันทำให้ระดับไขมัน ไม่ว่าจะเป็นระดับโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอร์ไรด์) และอินซูลินในเลือด รวมไปถึงการอักเสบและการแข็งตัวของเลือด นอกจากนี้จะมีผลต่ออารมณ์ สมาธิ สติของมนุษย์เราอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ดื่มปานกลางคือเท่าไร ปัจจุบันมีการใช้คำว่า ปริมาณแอลกอฮอล์ในระดับการดื่มปานกลาง (Moderate Alcohol drinking) หรือ ดื่ม 1 แก้ว ( a drink) นั้นมีการให้ความหมายว่าอย่างไรที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ ในการศึกษาวิจัยบางการศึกษาให้คำจำกัดความว่า ดื่มปานกลาง หมายถึงน้อยกว่า 1 แก้วต่อวัน(1) ในขณะที่บางรายงานก็บอกกว่าหมายถึง 3-4 แก้วต่อวัน สิ่งที่ถือว่าเป็นเครื่องดื่ม หมายถึงของเหลว ในความเป็นจริงแล้วแม้แต่ในหมู่นักวิจัยเองเครื่องดื่มแอลกอออล์ไม่มีคำจำกัดความของเครื่องดื่มมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วไป(2) ในขณะที่สหรัฐนั้น คำว่าเครื่องดื่ม 1 แก้ว มักจะหมายถึงเบียร์ขนาด 12 ออนซ์ หรือไวน์ 5 ออนซ์ หรือสุรา 1.5 ออนซ์ (เหล้า เช่น จิน หรือ วิสกี้)(3) แต่ละเครื่องดื่มมีแอลกอออล์เฉลี่ย 12-14 กรัม แต่มีความแตกต่างในระดับไมโครเมื่อพูดถึงแอลกอฮอล์ในไวน์ ไวน์แดงเป็นอย่างไร ผู้เชี่ยวชาญบางคนแนะนำว่าไวน์แดงทำให้เกิดความแตกต่าง แต่ในรายงานการวิจัยอื่น ๆ แสดงให้เห็นว่าเครื่องดื่มมีผลน้อยมากต่อประโยชน์ของระบบหัวใจและหลอดเลือด ดื่มเท่าไรมีผลดีต่อสุขภาพ มีคำแนะนำล่าสุดจากหน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องอย่างองค์การอนามัยโลกกล่าวว่า การดื่มที่ปลอดภัยและมีผลต่อสุขภาพคือ 1-2 แก้วดื่มต่อวัน สำหรับเพศชาย ส่วนในเพศหญิงไม่ควรเกิน 1 แก้วดื่มใน 1 วัน(3) ด้านมืดของแอลกอฮอล์ ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะชอบดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสามารถหยุดดื่มได้เมื่อมีความเสี่ยง ในขณะที่บางคนก็มมองการดื่มที่ปลอดภัยเป็นการดื่มเพื่อสุขภาพ แต่บางคนไม่คิดเช่นนั้น การดื่มหนักเป็นสาเหตุนำไปสู่การเสียชีวิต เพราะแอลกอฮอล์มันตัวการทำให้เกิดการอักเสบของอวัยวะสำคัญดังเช่น ตับ นำไปสู่ปัญหาตับแข็ง หรือแม้แต่การส่งผลร้ายแรงต่อระบบหลอดเลือดและหัวใจ รวมถึงการเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็งในหลายๆชนิด เมื่อเร็วๆสถาบันวิจัยมะเร็งสหรัฐ (American institute for cancer research) ระบุว่ามีหลักฐานที่น่าถือเชื่อมโยงแอลกอฮอล์กับการเกิดมะเร็งในช่องปาก หลอดลม หลอดอาหาร เต้านม ตับ ลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก(4) องค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยมะเร็งได้ข้อสรุปว่า ทั้งแอทธานอลในแอลกอฮอล์และ acetaldehyde ซึ่งเป็นสารเคมีที่เกิดจากการสลายตัวของเอธานอลเป็นสารก่อมระเร็งต่อมนุษย์ในปริมาณสุง(5) ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นสำหรับผู้ดื่มที่สูบบุหรี่หรือมีภาวะทุภโภชนาการ ปัญหาการดื่มเหล้ายังกระทบครอบครัว เพื่อน ชุมชนของผู้ดื่ม – ปี 2014 ประชาชนอเมริกันกว่า 61 ล้านคนถูกจัดว่าเป็นผู้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ดื่ม 5 แก้วดื่ม หรือมากกว่า อย่างน้อยเดือนละครั้ง) และ 16 ล้านคน เป็นผู้ดื่มหนัก คือ ดื่มมากกว่า 5 แก้วดื่มในหนึ่งเดือน(6) – แอลกอฮอล์มีบทบาทสูงถึงหนึ่งในสามกรณีการเกิดอาชญากรรมรุนแรง(7) – ในปี 2015 มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทีมีแอลกอฮอล์มาเกี่ยวข้องมากกว่า 10,000 คนในสหรัฐ(8) – ค่าใช้จ่ายเพื่อเข้าถึงแอลกอฮอล์ของประชากรโลกมีมูลค่ากว่า 249 พันล้านเหรียญต่อปี(9) – การดื่มแอลกอฮอล์ในระดับปานกลางยังมีความเสี่ยงอยู่บ้าง แอลกอฮอล์สามารถรบกวนการนอนหลับและมีผลต่อการตัดสินใจของคนเรา แอลกอฮอล์มีปฏิสัมพันธ์ในรูปแบบที่อาจเป็นอันตรายต่อยาหลายชนิดรวมทั้งยาแก้อักเสบ ยาแก้ปวด และยาระงับประสาทนอกจากนี้ยังเสพติดโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีประวัติครอบครัวเกี่ยวกับโรคพิษสุราเรื้อรัง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม มีหลักฐานที่น่าเชื่อว่าการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมและยิ่งบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเท่าใดก็ยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้นเท่านั้น[10-14] จากการทบทวนการศึกษาวิจัยพบว่า ผู้หญิงจำนวน 88,084 รายและชายจำนวน 47,881 คน ในช่วงเวลา 30 ปีที่ผ่านมา พบว่า แม้ว่าจะดื่มเพียง 1 แก้วดื่ม ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งที่เกี่ยวกับแอลกอฮอล์ (ลำไส้ใหญ่ ทวารหนัก ช่องปาก ตับ หลอดอาหาร ฯลฯ) ในเพศชาย ขณะที่ในผู้หญิงส่วนใหญ่พบเป็นมะเร็งเต้านม โดยเฉพาะในหมู่ผู้สูบบุหรี่ที่แม้ว่าจะดื่มเพียง 1 ถึง 2 แก้วดื่มต่อวัน สำหรับผู้ชายที่ไม่สูบบุหรี่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคมะเร็งดังกล่าวที่เกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์(15) นักวิจัยพบว่าการดื่ม 2-5 แก้วต่อวันเมื่อเทียบกับเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เพิ่มโอกาสในการเป็นมะเร็งเต้านมถึง 41% ซึ่งไม่สำคัญว่ารูปแบบของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะเป็นชนิดใด อาทิเช่น ไวน์ เบียร์ หรือสุรา ซึ่ง 40% ของผู้หญิงที่ดื่ม 2-5 แก้วดื่มต่อวัน จะมีความเสี่ยงมะเร็งเต้านมเพิ่มมากขึ้น โดยมีทุกๆ 13 คนใน 100 ที่เป็นเพศหญิงทั่วไป ที่ร่างกายกำลังค่อยๆพัฒนาความเสี่ยง อันนำไปสู่ มะเร็งเต้านมในช่วงการดำเนินชีวิตแต่ละปี ในขณะที่ประชากรสหรัฐเพศหญิงจะพบความเสี่ยง 17 ถึง 18 คนในทุก 100 คนที่กำลังดำเนินชีวิตตนเองไปสู่ความเสี่ยงการเป็นมะเร็งนี้เช่นเดียวกัน อย่างมีนัยสำคัญในแต่ละปี (10) โฟเลทกับแอลกอฮอล์และมะเร็งเต้านม ปัญหาการขาดได้รับโฟเลทไม่เพียงพอในอาหาร เป็นปัญหาเสี่ยงนำไปสู่มะเร็งเต้านมของเพศหญิง เนื่องจากว่าการโฟเลท เป็นสาระสำคัญในการสร้างเซลล์ป้องกันมะเร็ง ดังนั้น การขาดโฟเลทอันมีสาเหตุจากการดื่มหนัก จึงเป็นตัวการสำคัญให้การเปลี่ยนแปลงในยีนที่จะนำไปสู่การเกิดมะเร็ง นอกจากนี้ แอลกอฮอล์ยังเพิ่มระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งเป็นตัวกระตุ้นสำคัญต่อกระบวนการเกิดมะเร็งเต้านมในเพศหญิง การขาดโฟเลทจากการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งร่างกายมีความต้องการอย่างน้อย 400 ไมโครกรัมต่อวัน เพียงเราดื่ม 1 แก้วดื่มต่อวันก็สามารถนำร่างกายไปสู่ความเสี่ยงดังที่กล่าวมาได้แล้ว(16,17) โดยสรุป ความจริงที่เราไม่อามองข้ามได้คือ การดื่มแอลกอฮอล์มีผลกระทบต่อมนุษย์เราทั้งเพศชายและหญิง นอกจากปัญหาที่เรารู้ๆกันดีคือพิษต่อตับ สมอง หัวใจ ระบบหลอดเลือด มะเร็งในทางเดินอาหารแล้ว สิ่งที่หลายคนอาจคาดไม่ถึงนั่นคือ การดื่มแอลกอฮอล์ แม้จะได้ขึ้นชื่อว่าเป็นการดื่มเพื่อสุขภาพหรือดื่มอย่างปลอดภัย โดยเฉพาะดังตัวอย่าง 1 แก้วดื่ม ก็นำร่างกายโดยเฉพาะเพศหญิงไปสู่ความเสี่ยงการเป็นมะเร็งเต้านมอย่างมากแล้วค่ะ นอกจากความเสี่ยงในฐานะที่เกิดเป็นเพศหญิงแล้ว หากเป็นนักดื่มด้วย จึงมีความเสี่ยงมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เป็นข้อมูลอัพเดทอันหนึ่งที่สำคัญ นำมาบอกกล่าวโดยเฉพาะสำหรับท่านที่อาศัยวันลอยกระทงนี้เป็นวันแห่งการดื่ม (อีกหนึ่งวัน) นำมาให้ท่านผู้อ่านได้พิจารณาว่าจะปฏิบัติต่อไปอย่างไรนะคะ       ขอบคุณที่มาจาก dmh

รู้ยัง! มะเร็งเต้านม ผู้ชายก็เป็นได้ อันตรายกว่าผู้หญิงด้วย

ใครว่ามะเร็งเต้านมเป็นได้เฉพาะกับผู้หญิง เพราะจริงๆ แล้วผู้ชายก็สามารถมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมได้เช่นกัน แถมอันตรายมากเสียด้วย จะเป็นอย่างไร Sanook! Health มีคำตอบค่ะ มะเร็งเต้านม ในผู้ชาย มีโอกาสพบมากน้อยแค่ไหน? อัตราส่วนที่พบได้ คือ 1/1000 คน ในช่วงอายุ 60-70 ปี หรือในช่วงคุณพ่อ คุณปู่คุณตา หรือญาติผู้ใหญ่ของเราเนี่ยแหละ ปัจจัยที่ทำให้เกิดมะเร็งเต้านมในผู้ชาย – มีระดับฮอร์โมน “เอสโตรเจน” ซึ่งเป็นฮอร์โมนผู้หญิงมากกว่าปกติ – ในทางกลับกัน มีระดับฮอร์โมนของเพศชายต่ำลง – มีความสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติ – มีลักษระร่างกายที่มีช่วงไหล่แคบกว่าช่วงเอว – มีเต้านมใหญ่กว่ามาตรฐานชายทั่วไป – ลูกอัณฑะมีขนาดเล็ก และเป็นหมันจากการมีอสุจิน้อยเกินไป หรือไม่มี อาการที่พบในเบื้องต้น เหมือนกับมะเร็งเต้านมในผู้หญิง คือ พบก้อนแข็งๆ หรือนูนๆ บริเวณหน้าอก อาจมีอาการบวมปวด หรือกดเจ็บ ซึ่งอาการเหล่านี้จะพบเห็นได้ง่ายกว่าเต้านมของผู้หญิงเพราะเต้านมของผู้ชายมีลักษณะแบนราบกว่า ไขมันน้อยกว่า เมื่อพบก้อนแข็งๆ ก็จะเห็นได้ชัดกว่า แต่เมื่อผู้ชายไม่มีเนื้อหน้าอก ไม่มีชั้นไขมัน ทำให้เมื่อเป็นมะเร็งเต้านมก็จะลุกลามเข้าผนังหน้าอกได้เร็วกว่า จึงอันตรายกว่ามะเร็งเต้านมที่พบในผู้หญิงนั่นเอง วิธีป้องกัน มะเร็งเต้านมในผู้ชาย 1. คอยสังเกตความผิดปกติของเต้านม ว่ามีก้อนแข็งนูน หน้าอกปกติดีอยู่หรือไม่ 2. รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ ออกกำลังกายเป็นประจำ 3. ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานอยู่เสมอ ไม่ปล่อยให้ตัวเองอ้วน แต่ในทางกลับกันก็อย่าให้น้ำหนักเดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลงบ่อยครั้งจนเกินไปด้วยเช่นกัน 4. งดสุบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์ ที่เป็นสาเหตุในการกระตุ้นเชื้อมะเร็งในร่างกาย ถึงจะพบได้ยาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าคุณผู้ชายบ้านเราจะเป็นไม่ได้นะคะ รู้ไว้จะได้ป้องกัน และพบความผิดปกติของร่างกายก่อนที่จะลุกลามไปไกลเกินกว่าจะเยียวยาได้ แต่อย่างไรก็ตาม Sanook! Health ขอให้ทุกคนสุขภาพแข็งแรง ไร้โรคภัยไข้เจ็บใดๆ ทุกคนค่ะ ขอบคุณที่มาจาก sanook

มะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านม มะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยและเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ในผู้หญิง ส่วนในผู้ชายก็พบมะเร็งเต้านมได้เช่นกันแต่ไม่บ่อยนัก โดยประมาณ 90% ของมะเร็งเต้านมเกิดจากต่อมน้ำนมและท่อน้ำนม จึงมีโอกาสมากที่จะพบการเกิดมะเร็งในเต้านมทั้งสองข้าง ทั้งในระยะแรกและหลังจากการตรวจวินิจฉัย อย่างไรก็ดี การตรวจพบมะเร็งในระยะแรกจะช่วยให้การรักษามีโอกาสประสบความสำเร็จได้สูง ปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งเต้านม อายุ ในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 50 ปีจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น มีประวัติการเป็นมะเร็งเต้านม โดยผู้ป่วยที่เกิดมะเร็งเต้านมขึ้นที่ข้างหนึ่งมีความเสี่ยง 3-4 เท่าในการที่จะเกิดก้อนมะเร็งขึ้นที่เต้านมอีกข้าง มีประวัติการเป็นมะเร็งรังไข่ เนื่องจากการเป็นมะเร็งรังไข่เกี่ยวข้องกับการสัมผัสฮอร์โมน จึงเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น การกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 หรือ BRCA2 มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม และการมีประวัติมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ ในครอบครัวตั้งแต่อายุน้อย การสัมผัสกับฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิงที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงของลักษณะทางเพศ โดยพบว่าการสัมผัสกับเอสโตรเจนเป็นเวลานานจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม ลักษณะของการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ความอ้วน ขาดการออกกำลังกาย ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การได้รับรังสีในปริมาณสูง อาการมะเร็งเต้านม บางครั้งผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านม อาจไม่มีอาการของมะเร็งเต้านม หรือบางครั้งอาการผิดปกติที่เป็นอาจไม่ใช่โรคมะเร็งก็ได้ ดังนั้นจึงควรไปพบแพทย์เมื่อมีอาการดังต่อไปนี้ มีก้อนหนาๆ ในเต้านมหรือใต้แขน บริเวณหัวนมบุ๋ม มีน้ำเหลือง หรือมีแผล เต้านมมีผื่น แดง ร้อน ผื่นคล้ายผิวส้ม มีอาการปวดบริเวณเต้านม การตรวจประเมินมะเร็งเต้านมเบื้องต้น การตรวจประเมินเบื้องต้นเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้สามารถตรวจพบมะเร็งเต้านมในระยะต้นๆ ซึ่งจะส่งผลให้การรักษามีโอกาสประสบความสำเร็จสูง โดยการตรวจประเมินมะเร็งเต้านมเบื้องต้นสามารถทำได้ดังนี้ การคลำเต้านมด้วยตนเอง การตรวจด้วยวิธีแมมโมแกรม (mammogram) แนะนำให้ผู้หญิงที่อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไปเข้ารับการตรวจแมมโมแกรมทุก 1-2 ปี การตรวจด้วยอัลตราซาวนด์และ MRI จะใช้ในกรณีที่ผลของแมมโมแกรมตรวจพบความผิดปกติและต้องการตรวจหาเพื่อให้แน่ชัดยิ่งขึ้น การวินิจฉัยมะเร็งเต้านม การวินิจฉัยมะเร็งเต้านมจะทำเมื่อมีการตรวจพบก้อนผิดปกติ (ทั้งจากการตรวจเต้านมด้วยตนเองหรือการเอกซเรย์) หรือพบการมีแคลเซียมเป็นจุดที่ผิดปกติจากการตรวจเอกซเรย์ ซึ่งแพทย์จะต้องทำการตรวจว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ และมีการแพร่กระจายไปที่ใดแล้วหรือไม่ ซึ่งวิธีที่วินิจฉัยได้แม่นยำคือวิธีการนำชิ้นเนื้อออกมาตรวจ แต่หากไม่สามารถตรวจด้วยวิธีนี้ได้ แพทย์จะพิจารณาการตรวจด้วยวิธีอื่น ทั้งนี้ การวินิจฉัยโรคแพทย์จะพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ประกอบ เช่น อายุ การใช้ยาในปัจจุบัน ประเภทของมะเร็ง ระดับความรุนแรงของอาการ และผลการตรวจสอบก่อนหน้านี้ เป็นต้น โดยวิธีการวินิจฉัยมะเร็งเต้านมสามารถทำได้ดังนี้ การตรวจทางรังสีวิทยา การใช้เครื่องถ่ายภาพรังสีเต้านมเพื่อการวินิจฉัย (diagnostic mammography) การใช้คลื่นเสียงความถี่สูงถ่ายภาพเต้านม (ultrasound) การใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าถ่ายภาพเต้านม (MRI) การเก็บชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา (biopsy) การตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยา การตรวจเลือด การตรวจเพิ่มเติม การถ่ายภาพเอกซเรย์ทรวงอก การตรวจการลุกลามของมะเร็งไปยังกระดูก (bone scan) การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) เพื่อสร้างภาพ 3 มิติของอวัยวะต่างๆ เพื่อเพิ่มความละเอียดในการตรวจหาการลุกลามของมะเร็ง การรักษามะเร็งเต้านม การรักษามะเร็งเต้านมจะอาศัยทีมแพทย์ในสาขาต่างๆ เช่น ศัลยแพทย์ รังสีแพทย์ และอายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง มาร่วมกันวางแผนการรักษาที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย โดยปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกวิธีการรักษาของแพทย์ เช่น ขนาด ตำแหน่ง และลักษณะของเซลล์มะเร็ง ระยะโรคและการกระจายของมะเร็ง อายุและสุขภาพของผู้ป่วย ตัวรับฮอร์โมนของมะเร็ง ภาวะก่อนหรือหลังหมดประจำเดือน ปัจจัยที่บ่งบอกความรุนแรงของเนื้องอก เช่น ยีน HER2 ทางเลือกในการรักษามะเร็งเต้านม การผ่าตัด รังสีรักษา เคมีบำบัด การรักษาโดยใช้ฮอร์โมน การใช้ยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง (targeted therapy)         ขอบคุณที่มาจาก bumrungrad

“มะเร็งเต้านม” ที่ทุกคนต้องรู้ก่อนสายไป

มะเร็งเต้านมนับว่าเป็นภัยคุกคามที่น่ากลัวสำหรับสุขภาพ ผู้หญิงไทย มักมีความเข้าใจกันทั่วไปว่าผู้หญิงไทยป่วยเป็นมะเร็งเต้านมมาก และเสียชีวิตจากโรคนี้เป็นอันดับแรก แต่ความเป็นจริงแล้ว สาเหตุการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งในผู้หญิงในลำดับต้นๆ คือ มะเร็งปอด และตับ อ.พญ.นภา ปริญญานิติกูล จากหน่วยมะเร็งวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้แจงว่า ทุกวันนี้ความตื่นตัวเรื่องโรคมะเร็ง เต้านมมีมากในสังคมไทยแล้ว การที่ตัวเลขสูงเพราะว่ามีคนไปตรวจและเจอโรคเร็วมากขึ้น และยิ่งเจอเร็วเท่าใดก็จะมีโอกาสหายขาดสูงเช่นกัน “ต้องบอกว่าไทยมีความตระหนักรู้ (awareness) ในเรื่องมะเร็งเต้านม ทุกเดือนตุลาก็เป็นเดือนรณรงค์ มีแจกริบบิ้นสีชมพู สอนให้ผู้หญิงรู้จักตรวจเต้านมด้วยตัวเอง ก็เป็นเรื่องที่ดี ทำให้คนใส่ใจ ระมัดระวังสุขภาพตนเองมากขึ้น” อ.พญ.นภา กล่าว อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าจับแล้วไม่เจอก้อน แต่หากเต้านมมีอาการผิดปกติก็ควรรีบไปพบแพทย์ ซึ่งคุณหมอนภายืนยันว่าในกรณีที่ก้อนเล็กมากจะคลำเองไม่เจอ และการตรวจที่ดีก็ไม่ใช่แค่การคลำหน้าอก แต่ควรมีการวินิจฉัยทั้งในรูปแบบอัลตราซาวด์และแมมโมแกรม ทั้งนี้ มะเร็งเต้านมเป็นโรคที่มีสาเหตุจากหลายประการ อ.พญ.นภาระบุว่ายังบอกไม่ได้ชัดเจนว่ามีสาเหตุแน่ชัดจากอะไร แต่มีความเสี่ยง เช่นในด้านพันธุกรรม ซึ่งนับเป็นส่วนน้อยของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม หรือปัจจัยด้านฮอร์โมนเพศหญิง ที่เชื่อว่าการรับประทานฮอร์โมนทดแทนหลังวัยหมดประจำเดือนเป็นตัวเร่งความเสี่ยงให้เป็นโรค “มะเร็งเต้านมก็เหมือนมะเร็งอื่นๆ คือยังหาสาเหตุได้ไม่ชัด และมีสาเหตุมารวมๆ กัน ยิ่งในยุคปัจจุบันที่ไลฟ์สไตล์คนไทยคล้ายฝรั่ง ก็ยิ่งเห็นชัด ทุกวันนี้ในยุโรปกับอเมริกา มะเร็งเต้านมก็เป็นอันดับ 1 ในผู้หญิง ส่วนไทยก็เห็นชัดในช่วง 5-10 ปีมานี้ว่ามันเพิ่มขึ้นจริง” อ.พญ.นภา กล่าว สิ่งที่คนไทยไม่รู้กันมาก คือโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ เช่นในกรณีของแหวน ฐิติมา เป็นมะเร็งเต้านมเมื่อหลายปีก่อน รับการรักษา ด้วยการตัดเต้านม ฉายแสง รับประทานยาต้านฮอร์โมน แต่ไม่หายขาด จนกลับมาเป็นซ้ำ และลุกลามไปยังส่วนของกระดูก อ.พญ.นภา บอกว่า ส่วนใหญ่ผู้ป่วยโรคมะเร็งจะต้องกลับมาติดตามผล ภายใน 5-10 ปี ต้องกลับมาดูว่าเกิดซ้ำไหม แต่ในบางรายก็พบว่ามะเร็งกลับมาเป็นซ้ำในรอบ 15 ปี หลังการรักษาเสร็จ แต่ก็บอกยากว่าจะกลับมาเป็นใหม่หรือไม่ “สมมุติเป็นมะเร็งเต้านมแล้วรักษาหาย ตรวจไม่เจอเชื้อมะเร็งแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะกลับมาเป็นใหม่ไม่ได้ เพราะเซลล์มะเร็งมีคุณสมบัติพิเศษ มันจะเล็ดลอดเข้าไปในกระแสเลือด บางครั้งก็หลบเข้าไปอยู่ในตำแหน่งที่แพทย์วินิจฉัยไม่ได้ ตรวจไม่เจอ ช่วงที่ร่างกายเรายังแข็งแรงดีมันก็หลบอยู่ แต่พอเวลาผ่านไปอายุมากขึ้น อ่อนแอ ลง เซลล์มันก็โตขึ้นมา แล้วก็กระจายไปที่อื่น ไม่ได้อยู่ที่เต้านมแล้ว” อ.พญ.นภา ระบุ ปัจจุบันวิธีการรักษามะเร็งเต้านมมีความหลากหลาย ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัย และสาเหตุการเกิดโรคของผู้ป่วยแต่ละราย ทั้งในรูปแบบการฉายแสง การผ่าตัดเต้านม การใช้ยาคีโม ยาต้านฮอร์โมน หรือแม้แต่ยาเฉพาะด้าน “กรณีผู้ป่วยตรวจแล้วพบว่ามีฮอร์โมนเพศเยอะ หมอก็อาจวินิจฉัยได้ว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดเชื้อมะเร็ง ก็จะให้ยาต้านฮอร์โมนมา แต่บางรายตรวจแล้วพบว่าในร่างกายมีตัวรับสัญญาณก่อมะเร็ง HER2 ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้โรคกระจายเยอะ กระจายเร็ว เขาก็ให้ยาต้าน HER2 มา” อ.พญ.นภา อธิบาย ดังนั้น จะใช้วิธีใดรักษาก็ต้องขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคน ซึ่งคุณหมอนภาเองก็ย้ำว่า ถ้ายิ่งรักษาตั้งแต่ระยะเนิ่นๆ ที่มะเร็งยังไม่กระจาย ก็ยิ่งมีโอกาสหายขาด และมีโอกาสไม่กลับมาเป็นมะเร็งซ้ำได้มาก อ.พญ.นภาให้คำแนะนำว่า ผู้หญิงก็ควรตรวจมะเร็งเต้านมเป็นประจำ ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ก็ทราบข้อมูลส่วนนี้กันดี แต่สิ่งที่คนไทยละเลยไปคือการตรวจติดตาม หลังจากรักษามะเร็งเต้านมจนหายขาด เพราะไม่สามารถมั่นใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าโรคจะกลับมา และด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ปัจจุบันทั้งในไทยและเทศก็ยังบอกไม่ได้ว่าจะกลับมาเป็นมะเร็งซ้ำไหม จะกลับมาเมื่อใด ผู้หญิงต้องติดตามดูแล และสังเกตร่างกายตนเองอยู่สม่ำเสมอ         ขอบคุณที่มาจาก chula

วิธีการใหม่ในการรักษาโรคมะเร็งเต้านมที่ช่วยกำจัดเนื้องอกได้ภายใน 11 วัน

     วิธีการใหม่ในการรักษาโรคมะเร็งเต้านมที่ช่วยกำจัดเนื้องอกได้ภายใน 11 วัน โรคมะเร็งเต้านมเป็นโรคมะเร็งชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นที่เซลล์เต้านม โดยมักเริ่มเกิดขึ้นที่เยื่อบุท่อน้ำนมหรือต่อมผลิตน้ำนม เนื้องอกที่เป็นเนื้อร้ายนี้สามารถแพร่กระจายไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย จากรายงานพบว่าผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมจำนวนมากเป็นผู้หญิง ดังนั้นการรักษาโรคมะเร็งเต้านมจึงเน้นไปที่ผู้หญิงเป็นหลัก ผู้หญิงที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านมคิดเป็นร้อยละ 16 ของผู้ป่วยโรคมะเร็งที่เป็นผู้หญิง และโรคมะเร็งเต้านมทำให้เกิดการเสียชีวิตประมาณร้อยละ 19 ของการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งทั่วโลก โรคมะเร็งเต้านมเป็นดังคำตัดสินประหารชีวิตสำหรับผู้หญิงจำนวนมาก เมื่อโรคมะเร็งเต้านมเริ่มแสดงอาการให้เห็น ผู้ป่วยก็จะไปพบแพทย์ ซึ่งอาการหลายอย่างสามารถตรวจพบได้เอง เช่น อาการบวมหรือมีก้อนเนื้อ อาการเริ่มแรกของโรคมะเร็งเต้านมก็คือ เนื้อเยื่อบริเวณเต้านมของผู้หญิงจะหนาตัวขึ้น หรือมีก้อนเนื้อที่หน้าอก ส่วนใหญ่แล้วก้อนเนื้อเหล่านี้มักไม่ใช่เนื้อร้าย ผู้หญิงจึงควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คความผิดปกติที่เกิดขึ้นเหล่านี้โดยเร็วที่สุด วิธีการมากมายได้รับการนำเสนอให้ใช้รรักษาและป้องกันการแพร่กระจายของมะเร็งเต้านม วิธีการเหล่านี้มีความหลากหลายและขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ระยะของเนื้องอก อายุ สุขภาพโดยรวม และความต้องการของผู้ป่วย สภาวะหมดประจำเดือนของผู้ป่วย ตัวอย่างของวิธีการดังกล่าวได้แก่ การผ่าตัดเพื่อนำเซลล์มะเร็งออกจากร่างกาย ซึ่งอาจเป็นการผ่าตัดเต้านมออกหรือการผ่าตัดเฉพาะเนื้องอกออกก็ได้ โดยอาจใช้วิธีรังสีรักษาและการใช้ยาเคมีบำบัดควบคู่ไปด้วย การใช้หลายวิธีร่วมกันเช่นนี้ได้ผลดีในผู้ป่วยจำนวนมาก แต่ก็มีบางกรณีที่รักษาไม่ได้ผล ดังนั้นจึงไม่มีวิธีการรักษาแบบใดที่สามารถรับประกันว่าจะได้ผลดีสมบูรณ์แบบ ทีมนักวิจัยขององค์กรโรคมะเร็งแห่งสหภาพยุโรปได้ค้นพบวิธีการรักษาโรคมะเร็งที่ได้ผลดีเยี่ยม การศึกษาดังกล่าวใช้วิธีการรักษาแบบใหม่ซึ่งช่วยทำลายเนื้องอกมะเร็งในเวลาเพียง 11 วันโดยไม่ต้องใช้ยาเคมีบำบัด นับเป็นครั้งแรกที่ยารักษาโรคมะเร็งให้ผลการรักษาที่ดีมากเช่นนี้ จากการศึกษาของสมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกาพบว่า ผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านม 1 ใน 5 รายเมื่อทำการทดสอบจะพบโปรตีนชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Human Epidermal Growth Factor Receptor 2 (HER2) การรักษาด้วยวิธีใหม่นี้เป็นการใช้ยาสองชนิดร่วมกัน ได้แก่ ลาพาทินิบ (lapatinib) และ ทราสทูซูแมบ (trastuzumab) ซึ่งให้ผลการรักษาที่ดีมากสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมที่พบโปรตีน HER2 ผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมที่พบโปรตีน HER2 จำนวน 257 รายได้เข้าร่วมการศึกษาครั้งนี้ โดยจะแบ่งผู้ป่วยออกเป็นกลุ่ม ๆ และให้ยาเป็นเวลา 11 วันก่อนการผ่าตัด เพื่อเปรียบเทียบผลการรักษาระหว่างผู้ป่วยหญิงที่ได้รับยาทั้งสองชนิดกับผู้ป่วยหญิงที่ได้รับยาเพียงชนิดเดียว หรือไม่ได้รับยาเลยก่อนเข้ารับการผ่าตัด จากนั้นทำการเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อเนื้องอกด้วยวิธีการตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจ และเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่ออีกครั้งระหว่างการผ่าตัด ผลการศึกษาพบว่าโปรตีนที่ชื่อว่า Ki67 มีจำนวนลดลง ซึ่งแสดงว่าเซลล์มีการแบ่งตัวและการเจริญเติบโต ผู้ป่วยที่ได้รับยาทั้งสองชนิดจำนวนร้อยละ 17 มีอาการของโรคหลงเหลืออยู่น้อยมาก และมีผู้ป่วยอีกร้อยละ 11 ที่ยาเข้าไปกำจัดเนื้องอกจนไม่หลงเหลืออยู่เลย ผลการศึกษานี้อาจช่วยปฏิวัติการรักษาโรคมะเร็งเต้านมในอนาคต และช่วยให้ผู้ป่วยไม่ต้องใช้ยาเคมีบำบัดหลังการผ่าตัด จึงช่วยลดผลข้างเคียงจากการรักษา และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น         ขอบคุณที่มาจาก veritalife

ยาต้านมะเร็งเต้านมระยะลุกลาม เพิ่มอัตรารอดชีวิต 2 เท่า

        ยาต้านมะเร็งเต้านมระยะลุกลาม เพิ่มอัตรารอดชีวิต 2 เท่า มะเร็งเต้านม เป็นประเภทมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 1 ของผู้หญิงไทยและผู้หญิงทั่วโลก ปัจจุบันมีจำนวนผู้ป่วยโรคนี้เพิ่มขึ้นทุกปี ด้วยระยะเริ่มต้นของมะเร็งเต้านมมักไม่มีสัญญาณหรืออาการที่แสดงออกอย่างชัดเจนนัก กว่าผู้ป่วยจะรู้ตัวอีกทีมะเร็งก็แพร่กระจายลุกลามไปถึงระยะที่สามถึงสี่แล้ว การรักษามะเร็งเต้านม ก่อนหน้านี้มีการผ่าตัด การฉายแสง เคมีบำบัด การให้ยาต้านฮอร์โมน แต่ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา มีอีกทางเลือกในการรักษา หลังจากที่บริษัท ไฟเซอร์ อิงก์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้คิดค้นนวัตกรรมยาทานสำหรับรักษามะเร็งเต้านมในระยะลุกลามและแพร่กระจาย ซึ่งในประเทศไทยยานี้ได้รับอนุมัติตำรับยาจาก อย.ในปีที่ผ่านมา จากนั้น บริษัท ไฟเซอร์ ประเทศไทย ได้บริจาคยานี้ให้มะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทยเมื่อปีที่ผ่านมา เพื่อใช้รักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจายจำนวน 50 คน รศ.ดร.นพ.วิโรจน์ ศรีอุฬารพงศ์ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ โรคมะเร็งครบวงจร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ อดีตนายกสมาคมมะเร็งวิทยาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ยาตัวนี้เป็นยาต้านมะเร็งชนิดที่ยับยั้งการทำงานของโปรตีนซีดีเค 4/6 ซึ่งยานี้ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้เป็นยาอันดับแรก (first line) ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะลุกลามหรือแพร่กระจายชนิด ER+/HER 2-วัยหมดประจำเดือน รศ.ดร.นพ.วิโรจน์ให้ข้อมูลว่า ยาตัวนี้มี 2 สูตร ซึ่งจะใช้ต่างกัน สูตรแรกใช้กับผู้ป่วยที่ไม่เคยรับยาต้านฮอร์โมนใด ๆ มาก่อน ส่วนสูตรที่สองใช้กับผู้ป่วยที่ได้รับยาต้านฮอร์โมนแล้วดื้อยา ข้อจำกัดการใช้ยาคือต้องใช้สำหรับรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านมในระยะแพร่กระจาย และมีตัวตอบรับฮอร์โมนอยู่ในเซลล์มะเร็งเท่านั้น เพราะจะสามารถยับยั้งฮอร์โมนที่มีส่วนช่วยเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ สำหรับประสิทธิผลของการใช้ยานี้ รศ.ดร.นพ.วิโรจน์บอกว่า เมื่อใช้ร่วมกับยาเลโทรโซล (Letrozole) ซึ่งเป็นยาต้านฮอร์โมนที่ใช้มาก่อนหน้านี้ จะสามารถเพิ่มอัตราการรอดชีวิตได้เกือบ 2 เท่า เมื่อเทียบกับการรักษาเลโทรโซล (Letrozole) เพียงอย่างเดียว โดยคนไข้ที่รักษาตัวด้วยยาต้านฮอร์โมนเพียงอย่างเดียวจะสามารถควบคุมเซลล์มะเร็งได้ประมาณ 1 ปีครึ่ง ถึง 2 ปี แต่สำหรับยาตัวนี้สามารถยืดอายุได้ถึง 3 ปีขึ้นไป จึงถือว่าเป็นทางเลือกใหม่ในการรักษาเพื่อยืดอายุ และทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ส่วนผลข้างเคียงจากการใช้ยาชนิดนี้น้อยกว่าผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัด ซึ่งผลข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุดคือ อาการเม็ดเลือดขาวต่ำ ทำให้มีไข้ ติดเชื้อ และเกิดผลกระทบกับระบบทางเดินอาหาร แต่อาการเหล่านี้พบในปริมาณที่น้อยกว่าการใช้ยาบำบัดอื่น ๆ คือไม่เกิน 5% ของผู้ป่วยทั้งหมดที่ใช้ยานี้         ขอบคุณที่มาจาก

มะเร็งเต้านม…“รู้เร็วรักษาหายได้”

คุณรู้หรือไม่ว่า !?!  มะเร็งเต้านม เป็นโรคมะเร็งอันดับ 1 ในผู้หญิงไทยและมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี  “ไม่มีวัคซีนป้องกันเหมือนมะเร็งปากมดลูก”   3 ใน 4 ของผู้ป่วยไม่มีปัจจัยเสี่ยงกล่าวคือ “ผู้หญิงทุกคนมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมได้ ”   สัญญาณอันตราย   พบก้อนหรือเนื้อที่เป็นไตแข็งผิดปกติตรงบริเวณเต้านม มีน้ำเหลืองและเลือดไหลจากหัวนม ผิวหนังบริเวณเต้านมเปลี่ยนไปจากเดิม ไม่ว่าจะเป็นรอยบุ๋มหรือผิวหนังบวมหนาตึง เหมือนผิวของเปลือกส้ม หัวนมถูกดึงรั้งจนผิดปกติ ผิวหนังบริเวณลานหัวนมมีลักษณะเปลี่ยนไปจากเดิม เช่น มีผื่นคันที่เป็นๆ หายๆ ขนาดและรูปร่างต่างกันอย่างผิดปกติ   การวินิจฉัยโรค   การตรวจ แมมโมแกรม (Mammogram) จะมีประโยชน์มากในการตรวจหามะเร็งเต้านมขนาดเล็กเพราะสามารถตรวจได้ตั้งแต่ยังคลำก้อนไม่พบ แต่ประโยชน์นี้จะใช้ได้ดีในคนที่เริ่มสูงอายุ (มากกว่า 40 ปี) ซึ่งเนื้อเต้านม จะไม่หนาแน่นมาก การตรวจแมมโมแกรมจะเห็นรายละเอียดได้มาก แต่ในส่วนคนอายุน้อยจะแปลผลแมมโมแกรมยาก และในกรณีที่พบก้อน ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าก้อนนั้นเป็นน้ำหรือเป็นก้อนเนื้อ การตรวจ อัลตร้าซาวด์ (Ultrasound) มีข้อเด่นที่สามารถใช้ในคนอายุน้อยอีกทั้งยังสามารถช่วยวินิจฉัยว่าก้อนต่างๆ ในเต้านมเป็นน้ำหรือเป็นก้อนเนื้อ ทำให้การวางแผนการรักษาเป็นไปได้ง่ายขึ้น   การรักษา   การผ่าตัด การผ่าตัดเป็นจุดเริ่มต้นของการรักษามะเร็งเต้านม โดยต้องมีการวางแผนอย่างละเอียดในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกว่าจะผ่าตัดวิธีไหนเหมาะสมกว่ากันระหว่างการผ่าตัดแบบตัดออกทั้งหมด และการผ่าตัดแบบสงวนเต้า ทั้งยังต้องเสริมสร้างเต้านมขึ้นมาทันทีพร้อมกันไปเลยหรือไม่ ทั้งยังต้องพิจารณาเรื่องการผ่าตัดในส่วนของต่อมน้ำเหลืองด้วยว่าต้องผ่าตัดออกมาด้วยหรือไม่หรือจะต้องตรวจต่อมน้ำเหลืองเซนติเนลดูก่อน การฉายแสง หลังการผ่าตัดสงวนเต้ามีความจำเป็นต้องฉายแสง ในกรณีก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่ หรือมีการกระจายของเซลล์มะเร็งไปที่ต่อมน้ำเหลือง การใช้ยาเคมีบำบัดและยาต้านฮอร์โมน หลังการผ่าตัด หากก้อนมะเร็งมีขนาดโตกว่า 1 ซม. หรือมีการกระจายของเซลล์มะเร็งไปที่ต่อมน้ำเหลือง   ก้อนที่เต้านม ไม่เจ็บสิน่ากลัว              ผู้หญิงส่วนใหญ่เมื่อมีอาการเจ็บเต้านม มักจะเริ่มสังเกตและคลำที่เต้านมส่วนหนึ่ง จะพบก้อนร่วมด้วย อีกส่วนหนึ่งคือไม่พบก้อนหรือไม่แน่ใจ ควรเข้าพบแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าไม่เป็นมะเร็งเต้านม ซีสมักจะเจ็บ ส่วนมะเร็งมักจะไม่เจ็บ ในบรรดาก้อนที่เต้านมนั้น มีโรคกลุ่มหลัก ๆ อยู่ 3 กลุ่ม คือ 1) ซีสเต้านม 2) เนื้องอกเต้านม (ไม่ร้าย) 3) มะเร็งเต้านม ซีสที่เต้านมจะมีการเปลี่ยนแปลงตามรอบเดือนโตก่อนรอบเดือนมาและเล็กลงหลังรอบเดือนมาแล้ว ส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยที่มีซีสมักจะเจ็บที่ก้อน ซึ่งผิดกับกลุ่มเนื้องอกหรือมะเร็ง ซึ่งมักจะไม่ค่อยเจ็บพบว่าร้อยละ 90 ของคน ที่เป็นมะเร็งเต้านม ระยะเริ่มแรกจะมีแต่ก้อนไม่มีอาการเจ็บผู้หญิงหลายๆ คน มีความเข้าใจผิดคิดว่าก้อนที่ไม่เจ็บคงไม่เป็นไร และทิ้งไว้จนกระทั่งก้อนมะเร็งใหญ่โตขึ้นมากแล้วจึงรู้สึกเจ็บได้   สงสัยว่าเป็นมะเร็งเมื่อไร              สังเกตถ้าก้อนที่เป็นมะเร็งเต้านมมักจะแข็งและขรุขระ แต่อาจเป็นก้อนเรียบๆ ได้ อาการอื่น ๆ อาจพบผิวหนังที่เต้านมบุ๋มลงไปคล้ายลักยิ้ม หรือมีรูปร่างของ เต้านมผิดไปจากเดิม หรืออาจมีแผลที่หัวนมและรอบหัวนมหรือมีน้ำเหลืองหรือน้ำเลือดไหลออกจากหัวนม บางรายคลำพบก้อนบริเวณรักแร้และนานๆ ครั้ง จะพบมะเร็งเต้านมที่มีอาการบวมแดงคล้ายการอักเสบที่เต้านม นอกจากอาการผิดปกติที่เต้านมแล้ว การตรวจเต้านมด้วยเครื่องแมมโมแกรม (Mammogram) และ อัลตราซาวด์ (Ultrasound) ยังสามารถตรวจพบมะเร็งเต้านมขนาดเล็ก ตั้งแต่ยังไม่มีอาการได้ โดยอาจพบก้อนหรือจุดหินปูนในเนื้อเต้านมได้   ตรวจเลือดและยีน (gene) บอกได้ไหมว่าเป็นมะเร็งเต้านม              การตรวจเลือดเพื่อหามะเร็งเต้านมนั้น มีความแม่นยำค่อนข้างต่ำ เนื่องจากผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมจะพบผลตรวจเลือดเกี่ยวกับมะเร็ง เช่น CA153, CEA ผิดปกติ น้อยกว่าร้อยละ 20 ขณะเดียวกันผู้ที่มีผลเลือดปกติ ก็อาจเป็นมะเร็งเต้านมอยู่แล้วส่วนการตรวจยีน เช่น gene BRCA1, BRCA2 ซึ่งจะมีความผิดปกติในมะเร็งเต้านมที่เป็นกันทั้งครอบครัว หากตรวจพบก็ไม่ได้หมายความว่า กำลังเป็นมะเร็งอยู่เพียงแต่ทำให้รู้ว่าโอกาสจะพบมะเร็งเต้านมในคน ๆ นั้นมีมากกว่าคนทั่วไปและยีนดังกล่าวก็พบได้เพียงร้อยละ 5 – 10 ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมทั้งหมด ดังนั้นหากตรวจยีนดังกล่าวแล้วปกติก็ยังมีสิทธิ์เป็นมะเร็งเต้านมอยู่ไม่น้อย   ขอบคุณทีมา  bkh.co

มะเร็งเต้านม ยิ่งรู้เร็ว ยิ่งมีโอกาสรักษาหาย

ความรู้โรคมะเร็ง           หนึ่งในโรคร้ายที่ผู้หญิงทั่วโลกต่างหวาดกลัวคือ มะเร็งเต้านม ซึ่งเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้หญิง และมีอัตราการเสียชีวิตเป็นอันดับสองรองจากมะเร็งปอด แต่ความน่ากลัวของมะเร็งเต้านมจะลดลงตามความเร็วในการค้นพบ ดังนั้น ศ.นพ.ศุภกร โรจนนินท์ ผู้อำนวยการศูนย์เต้านม โรงพยาบาลวัฒโนสถ (โรงพยาบาลรักษาเฉพาะทางด้านโรคมะเร็งที่โรงพยาบาลกรุงเทพ) จึงแนะนำให้ผู้หญิงไทยใส่ใจกับการตรวจหามะเร็งเต้านมอย่างจริงจัง เพราะยิ่งพบเร็วเท่าไร ยิ่งลดความรุนแรงของโรคและอัตราเสี่ยงต่อการเสียชีวิตลงได้มากเท่านั้น   โรคร้ายที่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด             “มะเร็งเต้านมเป็นโรคร้ายที่ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่าเกิดจากอะไร แต่มีปัจจัยหนุนคือฮอร์โมนเอสโตรเจนที่กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เนื้อเยื่อเต้านมจนเจริญเติบโตผิดปกติ และร่างกายไม่สามารถควบคุมการเจริญเติบโตที่ผิดปกตินั้นได้ ทำให้เซลล์เหล่านั้นกลายเป็นเซลล์มะเร็งและโตอย่างรวดเร็วซึ่งอาจแพร่กระจายออกไปยังอวัยวะอื่นๆ” “ความจริงแล้วมะเร็งเต้านมมีหลายชนิด แต่ที่พบบ่อยที่สุดคือชนิดที่เกิดจากท่อน้ำนม เมื่อเซลล์มะเร็งแบ่งตัวจนทะลุเนื้อเยื่อของท่อน้ำนมเข้าไปถึงท่อนำเหลืองหรือเส้นเลือด ก็จะแพร่กระจายไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น กระดูก ตับ ปอด หรือสมอง ซึ่งจดเด่นของมะเร็งเต้านมคือไม่มีอาการให้ทรมาน ไม่เจ็บ ไม่ปวด มีเพียงก้อนเนื้อให้สัมผัสได้ แต่ไม่รู้สึก หลายคนละเลยจนเข้าสู่ระยะลุกลามปล่อยทิ้งไว้จนเกิดอาการที่ตามมา เช่น เต้านมบวมผิดปกติ แตก เน่า เป็นแผลแล้วค่อยไปพบแพทย์ ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นก็ไม่สามารถรักษาให้หายได้แล้ว”   ความเสี่ยงสูงในวัย 40            “จากสถิติพบว่าอายุเฉลี่ยของคนไข้ที่พบมะเร็งเต้านมมากที่สุดคือ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งจริงๆ แล้ว เซลล์มะเร็งอาจจะก่อตัวก่อนหน้านั้น แต่เพิ่งมาตรวจพบในช่วงวัยดังกล่าว เพราะมะเร็งเต้านมค่อนข้างโตช้า กว่าจะโตจากขนาด 1 เซนติเมตรไปสู่ 2 เซนติเมตรต้องใช้เวลาประมาณ 90-180 วัน ดังนั้นกว่าจะเปลี่ยนแปลงจากเซลล์เดียวจนมีขนาด 1 เซนติเมตรได้จึงต้องใช้เวลาเป็นปี แสดงว่าก่อนจะตรวจพบด้วยตัวเอง เซลล์มะเร็งอาจจะเริ่มก่อตัวแล้วก็เป็นได้ “ส่วนกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมคือ บุคคลที่มีญาติใกล้ชิดเป็นมะเร็งเต้านมเกินสองคนขึ้นไป เช่น แม่ พี่สาว หรือน้องสาว คนกลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงกว่าคนอื่นถึงสิบเท่า และมีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งเร็วขึ้น ดังนั้นจึงต้องตรวจหาความผิดปกติด้วยตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ รวมถึงตรวจด้วยเครื่องดิจิตอลแมมโมแกรม (Digital Mammogram) และอัลตราซาวน์ (Ultrasound)” ยิ่งพบเร็ว โอกาสหายยิ่งมาก           ปัจจัยที่จะช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมีโอกาสรักษาให้หายได้ มีอยู่สองปัจจัยคือ ค้นพบให้เร็วและรักษาให้มีคุณภาพ ด้วยความที่มะเร็งเต้านมเป็นเซลล์มะเร็งที่เกิดกับอวัยวะภายนอก สามารถคลำหาได้ด้วยมือ ผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมเกินกว่าร้อยละ 85 จึงมักจะมาพบแพทย์หลังจากคลำพบก้อนที่เต้านม แต่นั่นไม่ใช่อาการเริ่มต้น เพราะกว่าจะคลำเจอต้องเป็นก้อนมะเร็งที่ใหญ่ไม่น้อยกว่า 1 เซนติเมตรไปแล้ว ถ้าหากอยากพบเร็วกว่านั้น วิธีที่จะช่วยได้คือการตรวจด้วยเครื่องดิจิตอลแมมโมแกรม ซึ่งสามารถหาเซลล์ที่ผิดปกติได้ตั้งแต่ขนาดเล็กระดับมิลลิเมตร เมื่อพบบริเวณก้อนเนื้อต้องสงสัยแล้วตรวจเพิ่มเติมด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ร่วมกับการตรวจชิ้นเนื้อ ก็จะวินิจฉัยได้ว่าก้อนเนื้อนั้นเป็นเซลล์มะเร็งหรือไม่” “ถึงแม้ว่ามะเร็งเต้านมจะยังป้องกันไม่ได้ แต่สามารถตรวจคัดกรองได้ตั้งแต่ยังไม่มีอาการ ดังนั้นนอกจากตรวจด้วยวิธีคลำด้วยตนเองแล้วควรให้แพทย์ตรวจทุก 3-5 ปี สำหรับผู้หญิงที่อายุ 40 ปีขึ้นไปควรตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยแมมโมแกรมและอัลตราซาวด์ทุกปี หากคนในครอบครัวเป็นมะเร็งอาจต้องตรวจเร็วขึ้นตั้งแต่อายุ 35 ปี เพราะหากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ทำให้ได้รับการรักษาได้อย่างทันท่วงที และอาจจะไม่ต้องสูญเสียเต้านมไป” เซลล์มะเร็งระยะ 0 รักษาหายได้ “          ระยะของมะเร็งเต้านมแบ่งออกเป็นระยะ 0 ซึ่งเป็นระยะเริ่มต้นของเซลล์มะเร็ง ยังไม่ลุกลามไปยังเนื้อเยื่อของเต้านม ระยะที่ 1 ก้อนมะเร็งมีขนาดไม่เกิน 2 เซนติเมตรและยังไม่ลุกลามถึงต่อมน้ำเหลือง ระยะที่ 2 ก้อนมะเร็งมีขนาดระหว่าง 2-5 เซนติเมตรและเริ่มลุกลามไปสู่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้แต่ยังไม่แพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่น ระยะที่ 3 ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่กว่า 5 เซนติเมตร ลุกลามเข้าไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้แล้วแต่ก็ยังไม่แพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่น และระยะที่ 4 มะเร็งได้แพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่นเรียบร้อยแล้ว” “หากตรวจพบตั้งแต่ระยะที่ 0 ซึ่งยังไม่มีก้อนมะเร็งจะสามารถรักษาให้หายได้ 100 เปอร์เซนต์ แต่หากพบก้อนมะเร็งที่ขนาดไม่ถึง 1 เซนติเมตร เปอร์เซนต์การรักษาหายจะลดลงเหลือร้อยละ 98 และถ้าเข้าสู่ระยะที่ 1 ที่ก้อนมะเร็งมีขนาด 1-2 เซนติเมตรแล้วโอกาสหายจะเหลือเพียง 80 เปอร์เซนต์เท่านั้น เพราะยิ่งก้อนมะเร็งใหญ่ขึ้น โอกาสที่เซลล์มะเร็งจะหลุดไปยังอวัยวะอื่นยิ่งมากขึ้น ดังนั้นยิ่งตรวจพบเร็ว ยิ่งมีโอกาสหายได้มากกว่า” ตัดเต้าทิ้งหรือผ่าตัดแบบสงวนเต้า รักษาแบบไหนเลือกได้เอง          “ปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวหน้าไปมาก เราสามารถตรวจหาได้ว่าใครเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมด้วยวิธีการตรวจทางพันธุกรรม (genetic testing) ซึ่งมักทำในกรณีที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีความผิดปกติในครอบครัว ถ้าพบยีนผิดปกติ วินิจฉัยได้เลยว่าโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมมีสูงถึง 80 เปอร์เซนต์ และการผ่าตัดเพื่อป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านมในกรณีนี้สามารถที่จะลดไม่ให้เกิดมะเร็งเต้านมได้ประมาณ 90 เปอร์เซนต์” “สำหรับผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมระยะ 0 การรักษาด้วยการผ่าตัดมีโอกาสหายได้เกือบ 100 เปอร์เซนต์ ในผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ 1 และก้อนมีขนาดน้อยกว่า 1 เซนติเมตร การผ่าตัดเพียงอย่างเดียวนั้นสามารถที่จะรักษาให้หายได้ประมาณ 90 เปอร์เซนต์” การตรวจพบว่าเป็นมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มแรก สามารถเลือกได้ว่าจะผ่าตัดเฉพาะจุดที่เป็นมะเร็ง (ผ่าตัดแบบสงวนเต้าหรือตัดเฉพาะบางส่วน) หรือจะเลือกการผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมด ถ้าเลือกการผ่าตัดแบบสงวนเต้าต้องทำควบคู่กับการฉายรังสีรักษาเต้านมที่เหลือ แต่ถ้าเลือกการผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมดไม่จำเป็นต้องรับการฉายรังสีรักษาหลังรับการผ่าตัด ซึ่งทั้งสองวิธีให้ผลการรักษาที่เหมือนกันคือ ผู้ป่วยมีโอกาสจะหายจากมะเร็งได้เกือบ 100 เปอร์เซนต์โดยไม่ต้องให้เคมีบำบัด แต่หากพบมะเร็งเต้านมในระยะที่ใหญ่ขึ้น คือตั้งแต่ระยะที่ 1 ตอนปลายเป็นต้น ต้องผ่าตัดด้วยการรักษาเต้านมออกทั้งหมด ทั้งยังต้องรักษาเสริมด้วยยาเคมีบำบัดและฮอร์โมน เพื่อลดโอกาสในการกลับมาเป็นซ้ำ แต่ทั้งนี้เราจะทำให้เต้านมกลับสู่รูปร่างเดิมหรือใกล้เคียงด้วยการเสริมซิลิโคนหรือใช้กล้ามเนื้อส่วนอื่นมาสร้างเป็นเต้านมใหม่ ให้คนไข้สามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นใจ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และปราศจากปมด้อยเกี่ยวกับหน้าอกอย่างแน่นอน Digital Mammogram คืออะไร?          ดิจิตอลแมมโมแกรม คือ เทคโนโลยีการตรวจทางรังสีชนิดพิเศษ คล้ายกับเครื่องเอกซเรย์เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงในการหาความผิดปกติของเต้านมตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ใช้เวลาตรวจประมาณ 5-10 นาที โดยเครื่องจะกดเต้านมไว้ประมาณ 5 วินาที ให้เนื้อภายในเต้านมกระจายออก เนื่องจากภาพที่ได้จากการตรวจมีความละเอียดสูงทำให้การวินิจฉัยถูกต้องแม่นยำ อาจจะทำให้เจ็บบ้าง ขึ้นอยู่กับขนาดของเต้านมแต่ละคนและเนื่องจากปริมาณรังสีที่ใช้น้อยมาก ประกอบกับการตรวจเพียง 1-2 ปีต่อครั้ง จึงไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ ต่อร่างกาย   ขอบคุณที่มา  .bangkokhospital  

ความรู้เรื่องโรคมะเร็ง

ข้อมูลเบื้องต้น  (General Information)           โรคมะเร็ง (Cancer) พบได้ในทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่จะพบในอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ส่วนในวัยเด็กพบน้อยกว่าในผู้ใหญ่ประมาณ 10 เท่า            โรคมะเร็งที่พบบ่อยของชายไทย เรียงจากลำดับแรก 10 ลำดับ ได้แก่ โรคมะเร็ง ตับ ปอด ลำไส้ใหญ่ ต่อมลูกหมาก ต่อมน้ำเหลือง เม็ดเลือดขาว กระเพาะปัสสาวะ ช่องปาก กระเพาะอาหาร และหลอดอาหาร            โรคมะเร็งพบบ่อยของหญิงไทย เรียงจากลำดับแรก 10 ลำดับ ได้แก่ โรคมะเร็งเต้านม ปากมดลูก ตับ ปอด ลำไส้ใหญ่ รังไข่ เม็ดเลือดขาว ช่องปาก ต่อมไทรอยด์ และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง           โรคมะเร็งพบบ่อยในเด็กไทย เรียงจากลำดับแรก 4 ลำดับ ได้แก่ โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โรคเนื้องอก/มะเร็งสมอง และโรคมะเร็งนิวโรบลาสโตมา/Neuroblas toma (มะเร็งของประสาทซิมพาทีติก)           โรคมะเร็งคือ โรคซึ่งเกิดมีเซลล์ผิดปกติในร่างกาย และเซลล์เหล่านี้มีการเจริญเติบโตรวดเร็วเกินปกติ ร่างกายควบคุมไม่ได้ ดังนั้นเซลล์เหล่านี้จึงเจริญลุกลามและแพร่กระจายได้ทั่วร่างกายส่งผลให้เซลล์ปกติของเนื้อเยื่อ/อวัยวะต่างๆ เหล่านั้นล้มเหลวไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ เป็นสาเหตุให้เสียชีวิตในที่สุด ได้แก่ ปอด ตับ สมอง ไต กระดูก และไขกระดูก             สัญลักษณ์ของโรคมะเร็ง            “ปู” เป็นสัญลักษณ์ของโรคมะเร็ง คำว่า มะเร็ง หรือ Cancer มาจากภาษากรีก คือ Carcinos ซึ่งแปลว่า ปู (Crab) เนื่องจากก้อนเนื้อมะเร็งมีลักษณะลุกลามออกไปจากตัวก้อนเนื้อเหมือนกับขาปูที่ออกไปจากตัวปู ซึ่งคนแรกที่ใช้ศัพท์นี้ คือ ฮิปโปเครตีส (Hippocrates) บิดาแห่งการแพทย์ตะวันตก            เนื้องอก คือ ก้อน ตุ่ม ที่โตขึ้นผิดปกติ เกิดจากเซลล์หรือเนื้อเยื่อในร่างกายเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ เนื้องอกชนิดธรรมดา และเนื้องอกชนิดร้ายหรือมะเร็ง           โรคมะเร็ง คือ โรคของเซลล์ ที่มีการเจริญเติบโตอย่างผิดปกติกลายเป็นก้อนมะเร็งซึ่งสามารถบุกรุก ทำลายเนื้อเยื่อใกล้เคียงและกระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ ได้          โรคมะเร็ง ต่างจากเนื้องอกที่ก้อนเนื้อหรือแผลมะเร็ง โตเร็วลุกลามเข้าอวัยวะข้างเคียง เข้าต่อมน้ำเหลือง และแพร่กระจายเข้าหลอดเลือด/กระแสโลหิต/กระแสเลือด และหลอดน้ำเหลือง/กระแสน้ำเหลือง ไปยังเนื้อเยื่อ/อวัยวะต่างๆ ได้ทั่วร่างกาย โดยมักแพร่สู่ปอด ตับ สมอง กระดูก และไขกระดูก ดังนั้นโรคมะเร็งจึงเป็นโรคเรื้อรัง รุนแรง มีการรักาที่ซับซ้อนและต่อเนื่อง          โรคเนื้องอก ได้แก่ มีก้อนเนื้อผิดปกติ แต่โตช้า ไม่ลุกลามเข้าเนื้อเยื่อ/อวัยวะข้างเคียง เพียงกดหรือเบียดเมื่อก้อนโตขึ้น ไม่ลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลือง ไม่แพร่กระจายทางกระอสโลหิต และทางกระแสน้ำเหลือง จึงเป็นโรคที่รักาหายได้โดยเพียงการผ่าตัด   ขบวนการเกิดโรคมะเร็ง           เมื่อร่างกายได้รับสารก่อมะเร็ง เช่น สารเคมี ไวรัส รังสี สิ่งเหล่านี้จะทำให้เซลล์เกิดการเปลี่ยนแปลงและในที่สุดเซลล์ปกติก็จะกลายเป็นเซลล์มะเร็ง ถ้าระบบภูมิต้านทานของร่างกายไม่สามารถทำลายเซลล์นั้นได้ เซลล์มะเร็งก็จะแบ่งตัวอย่างรวดเร็วกลายเป็นก้อนมะเร็งต่อไป   สาเหตุของโรคมะเร็ง           ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอน แต่เชื่อว่ามีปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคมะเร็งอยู่หลายประการ ดังนี้   1. สาเหตุจากสิ่งแวดล้อมภายนอกร่างกาย   1.1 สารเคมีบางชนิด เช่น สารเคมีในควันบุหรี่ และเขม่ารถยนต์ สารพิษจากเชื้อรา สารพิษที่เกิดจากเนื้อสัตว์รมควัน ปิ้ง ย่าง ทอด จนไหม้เกรียม สีย้อมผ้า สารเคมีบางชนิดที่เกิดจากขบวนการทางอุตสาหกรรม 1.2 รังสีต่างๆ รวมทั้งรังสีอุลตร้าไวโอเลตในแสงแดด   1.3 การติดเชื้อเรื้อรัง เช่น ไวรัสตับอักเสบ ชนิด บี มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคมะเร็งตับ ฮิวแมน แพพพิโลมา ไวรัส (Human Papilloma Virus หรือ HPV) อาจมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคมะเร็งของเซลล์เยื่อบุต่างๆ เช่น มะเร็งปากมดลูก เอบสไตน์ บาร์ ไวรัส (Epstein Barr Virus) มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองหรือมะเร็งโพรงหลังจมูก เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลรัย (Helicobacter Pylori) มีความสัมพันธ์กับมะเร็งกระเพาะอาหาร   1.4 พยาธิ เช่น พยาธิใบไม้ตับ มีความสัมพันธ์กับมะเร็งท่อน้ำดีในตับ   2. สาเหตุภายในร่างกาย เช่น   2.1 กรรมพันธ์ที่ผิดปกติ   2.2 ความไม่สมดุลทางฮอร์โมน   2.3 ภูมิคุ้มกันที่บกพร่อง   2.4 การระคายเคืองที่เกิดซ้ำๆ เป็นเวลานาน   2.5 ภาวะทุพโภชนาการ เป็นต้น   อาการของโรคมะเร็ง   ไม่มีอาการเฉพาะของโรคมะเร็ง แต่เป็นอาการเช่นเดียวกับการอักเสบของเนื้อเยื่อ/อวัยวะที่เป็นมะเร็ง โดยที่แตกต่างคือ มักเป็นอาการที่แย่ลงเรื่อยๆ และเรื้อรัง ดังนั้นเมื่อมีอาการต่างๆ นานเกิน 1 – 2 สัปดาห์ จึงควรรีบพบแพทย์ อย่างไรก็ตาม อาการที่น่าสงสัยว่าเป็นมะเร็ง ได้แก่   มีก้อนเนื้อโตเร็ว หรือ มีแผลเรื้อรัง ไม่หายภายใน 1 – 2 สัปดาห์ หลังจากการดูแลตนเองในเบื้องตัน มีต่อมน้ำเหลืองโต คลำได้ มักจะแข็ง ไม่เจ็บ และโตขึ้นเรื่อยๆ ไฝ ปาน หูด ที่โตเร็วผิดปกติ หรือ เป็นแผลแตก หายใจ หรือ มีกลิ่นปากรุนแรงจากที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เลือดกำเดาออกเรื้อรัง มักออกเพียงข้างเดียว (อาจออกทั้งสองข้างได้) ไอเรื้อรัง หรือ ไอเป็นเลือด มีเสมหะ น้ำลาย หรือ เสลดปนเลือดบ่อย อาการของโรคมะเร็ง อาเจียนเป็นเลือด ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะบ่อย ขัดลำ ปัสสาวะเล็ด โดยไม่เคยเป็นมาก่อน อุจจาระเป็นเลือด มูก หรือเป็นมูกเลือด ท้องผูก สลับท้องสีย โดยไม่เคยเป็นมาก่อน มีเลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ หรือ มีประจำเดือนผิดปกติ หรือมีเลือดออกทางช่องคลอดในวัยหมดประจำเดือน หรือหลังมีเพศสัมพันธ์ทั้งที่ไม่เคยมีมาก่อน ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่น อึดอัดท้อง โดยไม่เคยเป็นมาก่อน มีไข้ต่ำๆ หาสาเหตุไม่ได้ มีไข้สูงบ่อย หาสาเหตุไม่ได้ ผอมลงมากใน 6 เดือน น้ำหนักลดลงจากเดิม 10% มีจ้ำห้อเลือดง่าย หรือ มีจุดแดงคล้ายไข้เลือดออกตามผิวหนังบ่อย ปวดศีรษะรุนแรงเรื้อรัง หรือ แขน/ขาอ่อนแรง หรือ ชักโดยไม่เคยชักมาก่อน ปวดหลังเรื้อรัง และปวดมากขึ้นเรื่อยๆ อาจร่วมกับ แขน/ขาอ่อนแรง   การวินิจฉัย   การวินิจฉัยมีหลายวิธี เช่น การตรวจร่างกายด้วยตนเองและโดยแพทย์ การตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจเลือด ปัสสาวะ อุจจาระ และเสมหะ การตัดชิ้นเนื้อที่สงสัยส่งตรวจทางพยาธิวิทยา การตรวจทางรังสี เช่น การเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ การเอ็กซเรย์เฉพาะอวัยวะ และการตรวจทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์ การตรวจโดยใช้เครื่องมือพิเศษส่องกล้องโดยตรง เช่น การตรวจลำไส้ใหญ่ ทวารหนัก กระเพาะอาหารและลำคอ เป็นต้น การตรวจพิเศษอื่นๆ   ระยะของมะเร็ง   ระยะโรคมะเร็ง คือ ตัวบอกความรุนแรงของโรค (การลุกลามและแพร่กระจาย) บอกแนวทางการรักษา และแพทย์ใช้ในการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคมะเร็ง โดยทั่วไปโรคมะเร็งมี 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 – 4 ซึ่งทั้ง 4 ระยะ อาจแบ่งย่อยได้อีกเป็นอีกเป็น เอ(A) บี (B) หรือ ซี(C) หรือ เป็น หนึ่ง หรือ สอง เพื่อแพทย์โรคมะเร็งใช้ช่วยประเมินการรักษา ส่วนโรคมะเร็งระยะศูนย์ (0) ยังไม่จัดเป็นโรคมะเร็งอย่างแท้จริง เพราะเซลล์เพียงมีลักษณะเป็นมะเร็ง แต่ยังไม่มีการรุกราน (Invasive) เข้าเนื้อเยื่อข้างเคียง   ระยะที่ 1 : ก้อนเนื้อ/แผลมะเร็งมีขนาดเล็ก ยังไม่ลุกลาม ระยะที่ 2 : ก้อน/แผลมะเร็งขนาดใหญ่ขึ้น เริ่มลุกลามภายในเนื้อเยื่อ/อวัยวะ ระยะที่ 3 : ก้อน/แผลมะเร็งขนาดใหญ่ขึ้น เริ่มลุกลามเข้าเนื้อเยื่อ/อวัยวะข้างเคียง และลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใกล้เนื้อเยื่อ/อวัยวะที่เป็นมะเร็ง ระยะที่ 4 : ก้อน/แผลมะเร็งขนาดโตมาก และ/หรือ ลุกลามเข้าเนื้อเยื่อ/อวัยวะข้างเคียง จนทะลุ และ/หรือ เข้าต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใกล้ก้อนมะเร็ง โดยพบต่อมน้ำเหลืองโตคลำได้ และ/หรือ มีหลากหลายต่อม และ/หรือ แพร่กระจายเข้ากระแสโลหิต และ/หรือ หลอดน้ำเหลือง/กระแสน้ำเหลือง ไปยังเนื้อเยื่อ/อวัยวะที่อยู่ไกลออกไป เช่น ปอด ตับ สมอง กระดูก ไขกระดูก ต่อมหมวกไต ต่อมน้ำเหลืองในช่องท้อง ในช่องอก และ/หรือ ต่อมน้ำเหลืองเหนือกระดูกไหปลาร้า   การรักษา   การตรวจพบโรคมะเร็งได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกย่อมเป็นผลดีต่อการรักษา ซึ่งวิธีการรักษามีดังต่อไปนี้   การผ่าตัด เป็นการเอาก้อนที่เป็นมะเร็งออกไป รังสีรักษา เป็นการให้รังสีกำลังสูง เพื่อฆ่าเซลล์มะเร็ง เคมีบำบัด เป็นการให้ยา (สารเคมี) เพื่อฆ่าเซลล์มะเร็งREAD MORE

Support by |Nolvadex