การรักษาของมะเร็งเต้านมระยะที่ 2

บางครั้งมะเร็งเต้านมไม่สามารถวินิจฉัยได้จนกว่าจะเข้าสู่ระยะที่ 2 แม้มะเร็งบางชนิดวินิจฉัยยาก ขณะที่มะเร็งเต้านมตรวจพบในระยะเริ่มต้น ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่จะสามารถรักษาให้หายขาดได้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ 2 จะได้รับการรักษาและฟื้นตัวโดยใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างระมัดระวัง แม้ว่าในบางครั้งมะเร็งระยะนี้จะอยู่ใกล้ต่อมน้ำเหลืองมาก แต่ก็ยังไม่แพร่กระจาย โดยในบทความนี้เราจะพาทุกท่านไปดูการแบ่งระยะของโรค การรักษา อัตราการรอดชีวิต ของมะเร็งเต้านมระยะที่สอง มะเร็งเต้านมระยะที่ 2 มะเร็งเต้านมระยะที่ 2 เป็นก้อนมะเร็งที่มีขนาดอย่างน้อย 2 ซม. ไปจนถึง 5 ซม. ในเต้านมหรือในต่อมน้ำเหลืองระยะที่ 2 จะมีการให้คะแนนโดย TNM System โดย TNM จะบ่งบอกถึงจำนวนของก้อนมะเร็ง ระยะของต่อมน้ำเหลือง และการแพร่กระจายของมะเร็ง บางครั้งไม่สามารถตรวจพบก้อนมะเร็ง แต่เซลล์อาจจับกลุ่มอยู่ในต่อมน้ำเหลืองใกล้ ๆ กับเต้านม ซึ่งมะเร็งเต้านมระยะที่ 2 จะแบ่งเป็น 5 ระยะ ดังนี้ Stage 2A: T0, N1, M0: ไม่พบก้อนมะเร็งในเนื้อเยื่อเต้านม แต่เซลล์มะเร็งจะอยู่ในต่อมน้ำเหลืองใกล้กับเต้านม Stage 2A: T1, N1, M0: จะพบก้อนมะเร็งขนาด 2 ซม. หรือเล็กกว่า จะไปยังต่อมน้ำเหลืองอย่างน้อย 1 ต่อม หรือก้อนมะเร็งแพร่ไปยังเนื้อเยื่อใกล้เคียงน้อยที่สุด 0.1 ซม. และแพร่ไปยังต่อมน้ำเหลืองอย่างน้อย 1 ต่อม Stage 2A: T2, N0, M0: จะมีก้อนมะเร็งขนาดใหญ่กว่า 2 ซม. หรือเล็กกว่า 5 ซม. แต่ไม่มีผลต่อต่อมน้ำเหลืองอื่น ๆ Stage 2B: T2, N1, M0: จะมีก้อนมะเร็งขนาดใหญ่กว่า 2 ซม. หรือเล็กกว่า 5 ซม. และมีการแพร่กระจายไปต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง Stage 2B: T3, N0, M0: ก้อนมะเร็งขนาดใหญ่กว่า 5 ซม. แต่ไม่พบบริเวณหน้าอกหรือผิวหนัง และไม่ไปยังต่อมน้ำเหลืองอื่น ๆ อัตราการรอดชีวิตของมะเร็งเต้านมระยะที่ 2 ฐานข้อมูลมะเร็งแห่งชาติพบว่า อัตราการรอดชีวิต 5 ปีของมะเร็งเต้านมระยะที่ 2 ของผู้ที่รับการรักษาสำเร็จเท่ากับ 93% การรักษาจะพัฒนาตลอดเวลา เราหวังว่าถ้ามีนวัตกรรมใหม่ ๆ จะช่วยให้มีชีวิตรอดยืนยาวขึ้น ควรไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งทุก 5 ปี เพื่อให้มั่นใจว่าร่างกายมีการฟื้นฟูกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิมและมีการรักษาเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ เมื่อโรคหายไปครบ 5 ปีจะมั่นใจได้ว่าจะไม่กลับมาเป็นซ้ำอีก แม้ว่าคุณจะกังวลเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพ แต่อัตราการตายของมะเร็งเต้านมระยะที่ 2 เกิดขึ้นน้อย ดังนั้นหลังจากให้การรักษาสำเร็จและมีการนัดตรวจติดตามจะทำให้การดำเนินโรคดีขึ้น การรักษาของมะเร็งเต้านมระยะที่ 2 ผู้เชี่ยวชาญจะอธิบายผลการทดสอบทั้งหมดของโรคมะเร็ง และจะให้การวินิจฉัย การรักษา ตัวเลือกในการรักษาจะเหมือนกับมะเร็งในระยะที่ 1 จะมีความหลากหลายของก้อนมะเร็งที่มีขนาดใหญ่ขึ้น หรือมีชนิดของมะเร็งในระดับที่สูงขึ้น การรักษาเฉพาะที่ การผ่าตัดจะมีตัวเลือกระหว่างผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองหรือผ่าตัดก้อนมะเร็งออกไป ซึ่งอาจจะมีการรักษาโดยฉายรังสีที่เต้านมหรือหน้าอกภายหลัง หากมีการฉายรังสีแพทย์จะให้คำแนะนำว่าจะมีผลกระทบต่อการฟื้นฟูเต้านม การรักษาแบบทั่วร่างกาย จะมีผลต่อเซลล์ทั่วร่างกายและจะช่วยป้องกันการกลับเป็นซ้ำ ขึ้นอยู่กับอายุ สุขภาพ ระดับฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับต่อมน้ำเหลือง และผลของ HER2/neu คุณอาจจะให้เคมีบำบัด ฮอร์โมนบำบัด, Herceptin หรือการรักษาที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงไปยังเป้าหมายที่เป็นเซลล์มะเร็ง การให้ยาเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัดหรือฉายรังสี คุณอาจจะมีการเสนอให้ทำก่อนการผ่าตัด ก้อนมะเร็งจะมีขนาดใหญ่แต่ให้ผลที่ดีหลังจากผ่าตัดต่อมน้ำเหลือง ในกรณีนี้ผู้เชี่ยวชาญอาจจะแนะนำให้รับการรักษาแบบทั่วร่างกายก่อนการผ่าตัด เพื่อหวังว่าขนาดของมะเร็งจะน้อยลง เมื่อวิธีนี้ประสบความสำเร็จ ก้อนมะเร็งจะเล็กลงจนสามารถเอาออกไปได้ และหากมีความจำเป็นก็อาจรักษาแบบเฉพาะที่ก้อนมะเร็งบางก้อน อาจจะไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบเคมีบำบัด การผ่าตัดก็เป็นสิ่งที่จำเป็น คุณอาจจะพิจารณาผ่าตัดเพื่อเสริมสร้างเต้านม การติดตามการรักษาภายหลังการรักษาครั้งแรก คุณอาจจะใช้เวลาในการรักษา 3-18 เดือนหรือนานกว่านี้ในการรักษามะเร็งระยะที่ 2 มันอาจจะง่ายเท่ากับการผ่าตัดและการฉายรังสี 6 เดือน หรืออาจเกี่ยวข้องกับการรักษาแบบเต็มรูปแบบของยาเคมีบำบัด รังสีรักษา และการรักษาทางเลือก แม้ว่าจะมีการติดตามผลทุก 5 ปีกับแพทย์เฉพาะทาง ในระหว่างนี้อาจต้องใช้การรักษาด้วยฮอร์โมนถ้าก้อนมะเร็งไวต่อฮอร์โมน การไปพบแพทย์ของคุณจะค่อย ๆ เว้นระยะออกไปและลดการกลับเป็นซ้ำ คุณจะประสบความสำเร็จจากยาที่มีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนต่ำ และมีการตรวจเช็กมะเร็งตามปกติ ต่อจากนั้นจะต้องคัดกรองเต้านมและห้ามลืมที่จะตรวจเต้านมด้วยตนเองเป็นประจำทุกเดือน โรคนี้ต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นตัว ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นถึงการดูแลสุขภาพที่ดีของคุณ มะเร็งเต้านมระยะที่ 3 มะเร็งเต้านมระยะที่ 3 เป็นระยะที่รุนแรงกว่าระยะที่ 2 แต่ก็ยังไม่มีการกระจายของโรคไปยังอวัยวะอื่น ในการวินิจฉัยของระยะนี้ มะเร็งยังไม่ได้แพร่กระจายจากเต้านมไปยังอวัยวะหรือตำแหน่งอื่น ๆ ที่ห่างออกไปในร่างกาย แต่เซลล์มะเร็งได้แพร่ไปยังต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้แล้ว หรืออยู่ที่ต่อมน้ำเหลืองใต้กระดูกหน้าอก หรือแม้แต่ต่อมน้ำเหลืองใต้กระดูกไหปลาร้า ก้อนเนื้อมะเร็งในระยะที่ 3 อาจมีขนาดตั้งแต่น้อยกว่า 2 เซนติเมตร จนถึงใหญ่กว่า 5 เซนติเมตร แต่ในบางครั้งก็ไม่เจอมะเร็งในเนื้อเต้านมเลย มะเร็งเต้านมในระยะนี้อาจลุกลามไปถึงกล้ามเนื้อหน้าอกใต้เต้านมหรืออาจเป็นผิวหนังเต้านม หากผิวหนังของเต้านมบวมหรือเป็นแผลจากมะเร็ง นั่นอาจเป็นมะเร็งเต้านมชนิด inflammatory breast cancer (IBC) มะเร็งเต้านมระยะที่ 3 เป็นมะเร็งเต้านมลุกลามที่อาจอธิบายได้ใน 3 กรณี คือ 3A, B และ C ซึ่งจะแบ่งย่อยต่อไปด้วยขนาดของก้อนมะเร็งและต่อมน้ำเหลือง ในกรณีที่ใช้การแบ่งแบบระบบ TNM system แม้ว่าอาจมีการลุกลามไปต่อมน้ำเหลืองได้ แต่มะเร็งเต้านมในระยะที่สามยังไม่ถือเป็นระยะที่มีการแพร่กระจาย มะเร็งเต้านมระยะ 3A ระยะ 3A: T0, N2, M0 ไม่มีก้อนมะเร็งในเนื้อเต้านม แต่พบเซลล์มะเร็งในต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้หรือต่อมน้ำเหลืองในเต้านม ระยะ 3A: T1, N2, M0 ก้อนมะเร็งมีขนาด 2 เซนติเมตรหรือเล็กกว่านั้น หรือลุกลามเลยออกไปจากเนื้อเต้านมเล็กน้อย และนอกเหนือจากนั้นคือมะเร็งมีการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้หรือต่อมน้ำเหลืองในเต้านม ระยะ 3A: T2, N2, M0 ก้อนมะเร็งมีขนาดมากกว่า 2 เซนติเมตร แต่ไม่เกิน 5 เซนติเมตร มะเร็งมีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้หรือในเต้านม ระยะ 3A: T3, N1, M0 ก้อนมะเร็งมีขนาดมากกว่า 5 เซนติเมตร และยังไม่ลุกลามไปยังผิวหนังเต้านมหรือกล้ามเนื้อหน้าอก พบมะเร็งในต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ ระยะ 3A: T3, N2, M0 ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่กว่า 5 เซนติเมตร และยังไม่ลุกลามไปยังผิวหนังเต้านมหรือกล้ามเนื้อหน้าอก พบมะเร็งในต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้หรือในต่อมน้ำเหลืองในเนื้อเต้านม มะเร็งเต้านมระยะ 3B ระยะ 3B: T4, N0, M0 ก้อนมะเร็งอาจมีขนาดเท่าใดก็ได้และลุกลามไปยังผิวหนังเต้านม หรือโตเข้าไปในผนังหน้าอกโดยไม่ลุกลามไปยังกล้ามเนื้อ pectoralis บางครั้งมะเร็งอาจจะไปถึงทั้งผิวหนังเต้านมและผนังหน้าอก ซึ่งอาจเป็น inflammatory breast cancer ได้เช่นกัน ระยะ 3B: T4, N1, M0 ก้อนมะเร็งอาจมีขนาดเท่าใดก็ได้และอาจอยู่ชิดผิวหนังหรือผนังหน้าอก หรืออาจเป็น inflammatory breast cancer โดยพบมะเร็งในต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้ใกล้เต้านมข้างที่เป็นโรค ระยะ 3B: T4, N2, M0 ก้อนมะเร็งอาจมีขนาดเท่าใดก็ได้และอาจลุกลามไปที่ผิวหนังเต้านมหรือผนังหน้าอก หรืออาจเป็น inflammatory breast cancer และยังพบมะเร็งในต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้หรือต่อมน้ำเหลืองในเต้านม มะเร็งเต้านมระยะ 3C ระยะ 3C: Tใดๆ, N3, M0 ก้อนมะเร็งจะมีขนาดใดก็ได้ แต่ยังอยู่ในเนื้อเต้านมเท่านั้น โดยไม่ลุกลามไปยังผนังหน้าอกและผิวหนังเต้านม ต่อมน้ำเหลืองนั้นอาจมีมะเร็งกระจายไปที่รักแร้ ภายในเต้านมเหนือหรือใต้กระดูกไหปลาร้าก็ได้ นอกจากนั้น ยังอาจพบมะเร็งในหลาย ๆ ตำแน่งของต่อมน้ำเหลืองเหล่านี้ได้ด้วย อัตราการรอดชีวิตของมะเร็งเต้านมระยะที่ 3 อัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปีของมะเร็งเต้านมระยะที่ 3 เป็น 72% อายุรแพทย์มะเร็งวิทยาจะอธิบายเกี่ยวกับอัตราการรอดชีวิตของมะเร็งเต้านมโดยใช้คำว่าอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี ซึ่งนั่นไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยจะมีชีวิตอยู่ต่อได้มากที่สุด 5 ปีหลังการวินิจฉัย แต่หมายความว่าผู้ป่วยจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกอย่างน้อย 5 ปีหลังจากการวินิจฉัยและส่วนใหญ่จะนานกว่านั้น ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนที่จะเสียชีวิตจากโรคมะเร็งเต้านม แต่อาจเป็นจากสาเหตุอื่น ๆ แพทย์จะพูดคุยกับคุณเรื่องความคาดหวังต่อการรอดชีวิตของคุณ โดยขึ้นอยู่กับสุขภาพโดยทั่วไปของคุณ อายุ ภาวะอื่น ๆ ที่มี และสถานะฮอร์โมนของมะเร็ง ตัวเลขต่าง ๆ ที่แพทย์ใช้อ้างอิงมาจากสถิติที่เก็บจากคนจำนวนมาก แต่นั่นอาจจะใช้ไม่ได้กับกรณีของคุณ นอกจากนี้ ตัวเลขเหล่านี้บ่งบอกถึงผลการรักษาที่ผ่านมาในอดีต ซึ่งเพิ่มขึ้นในหลายปีหลังนี้ การรักษาสำหรับระยะที่สาม แผนการรักษาของคุณจะมีทั้งการผ่าตัด การให้ยาเคมีบำบัด และในกรณีส่วนใหญ่คือการฉายแสงด้วย หากมะเร็งของคุณมีผล HER2 เป็นบวก คุณอาจได้รับยา Herceptin และหากมะเร็งของคุณมีความไวต่อฮอร์โมน คุณอาจได้รับการรักษาทางฮอร์โมนต่อไปอีกอย่างน้อย 5 ปีหลังการรักษาหลักเสร็จสิ้น ก้อนมะเร็งขนาดเล็กที่ยังไม่ลุกลามไปยังผิวหนังหรือกล้ามเนื้ออาจถูกนำออกไปโดยการผ่าตัดเอาแค่ก้อนเนื้อและเนื้อเยื่อดีรอบ ๆ บางส่วนออกไป (lumpectomy) และผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองเซ็นติเนล (sentinel node biopsy) เพื่อดูการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งออกจากเต้านม ก้อนมะเร็งที่มีขนาดใหญ่กว่านั้น รวมถึงกลุ่มที่ลุกลามไปยังผนังหน้าอก จะต้องผ่าตัดเต้านมออก (mastectomy) รวมถึงการผ่าตัดเอาต่อมน้ำเหลืองออกด้วย คุณอาจได้รับการผ่าตัดเสริมสร้างเต้านม ซึ่งบางครั้งอาจต้องทำในภายหลังเนื่องจากต้องฉายแสงก่อน การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดทำเพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งที่ยังหลงเหลืออยู่ในร่างกายของคุณเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ ซึ่งอาจให้ยาเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัดเพื่อลดขนาดของก้อนด้วย ในบางครั้งเมื่อมะเร็งลามไปถึงผิวหนังเต้านมด้วยจะเรียกว่า inflammatory breast cancer ซึ่งการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดจะเป็นการรักษาแรก โดยจะลดขนาดของก้อน ทำให้ศัลยแพทย์ผ่าตัดก้อนออกได้ง่ายขึ้นและยังทำลายเซลล์มะเร็งที่อยู่รอบ ๆ ก้อน และที่อยู่ในตำแหน่งที่ไม่ชัดเจนว่ามีการลุกลามหรือไม่ หากไม่กำจัดเซลล์มะเร็งที่ขอบของก้อนเนื้อ จะยังมีเซลล์มะเร็งหลงเหลืออยู่หลังการผ่าตัด มักจะทำให้ต้องผ่าตัดซ้ำและทำให้แผลผ่าตัดดูไม่สวย โดยมะเร็งเต้านมชนิดนี้จะต้องใช้การผ่าตัดเอาเต้านมออกร่วมกับการเลาะต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ การตรวจติดตามหลังการรักษาหลัก การรักษาต่อจากนั้นจะขึ้นอยู่กับสถานะของฮอร์โมนและ HER2 ซึ่งเมื่อการรักษาระยะแรกเสร็จสิ้น คุณจะต้องมาตรวจติดตามต่ออีก 5 ปี ซึ่งระหว่างนั้นคุณอาจได้รับการรักษาทางฮอร์โมนหากมะเร็งของคุณมีความไวต่อฮอร์โมน คุณยังคงต้องรับการตรวจแมมโมแกรม (mammogram) ทุกปี และควรตรวจเต้านมด้วยตัวเอง เนื่องจากคุณยังคงมีเนื้อเต้านมอยู่หลังการผ่าตัด รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการออกกำลังกายที่จะช่วยสร้างเสริมความแข็งแรงของคุณ สรุปการรักษา การรักษาโรคมะเร็งเต้านม การรักษาโรคมะเร็งเต้านมนั้นมีหลายวิธี แพทย์จะพิจารณาเลือกใช้ขึ้นอยู่กับระดับอาการและความรุนแรงของผู้ป่วยแต่ละรายได้แก่ การผ่าตัด เป็นการผ่าตัดเอาก้อนเนื้อมะเร็งออกไป และรวมถึงเนื้อเยื่อที่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งให้หมดไป ไม่ให้เหลืออยู่เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ เช่น ถ้าตรวจพบเซลล์มะเร็งเต้านม แพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดเต้านมทิ้งออกทั้งเต้า การรักษาวิธีนี้จะเลือกใช้ในผู้ป่วยที่ตรวจเจอมะเร็งเต้านมในระยะแรก เป็นผู้ป่วยที่มีการตรวจร่างกายสม่ำเสมอ และเพิ่งตรวจเจอเซลล์มะเร็ง โดยมีปัจจัยที่จะต้องพิจารณาร่วมกับการผ่าตัด คือ ลักษณะของมะเร็ง (Tumor Features) ตำแหน่ง ขนาดของก้อน และการกระจายตัวของมะเร็ง นอกจากนี้ต้องพิจารณาปัจจัยด้านตัวผู้ป่วยเอง เช่น ผู้ป่วยอายุน้อยอาจเลือกใช้วิธีอื่น เนื่องจากมีผลกับภาพลักษณ์ พันธุกรรม หรือปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ โรคประจำตัวที่ไม่สามารถรักษาวิธีอื่น ๆ ได้ รังสีรักษา รังสีรักษาหรือที่เรารู้จักกันว่าการฉายรังสี เป็นวิธีการรักษาที่มีความสำคัญอีกแบบหนึ่งสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งทั้งในระยะเริ่มต้นและระยะแพร่กระจาย เป็นการรักษาเฉพาะตำแหน่งเช่นเดียวกับการผ่าตัด เพราะแพทย์จะฉายรังสีเฉพาะบริเวณที่มีก้อนมะเร็ง โดยให้เนื้อเยื่อข้างเคียงได้รับความเสียหายน้อยที่สุด การให้รังสีนอกจากเพื่อทำให้หายขาดจากโรคแล้ว ยังใช้เพื่อบรรเทาอาการจากโรคในกรณีที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ วิธีนี้มีข้อดีคือ ผู้ป่วยไม่ต้องอยู่โรงพยาบาลและอาการแทรกซ้อนน้อยมาก เพราะว่าใช้รังสีจำนวนค่อนข้างน้อย แต่ก็มีข้อเสียเล็กน้อยคือ จะได้ผลช้ากว่าวิธีการผ่าตัดเล็กน้อย เคมีบำบัด การให้เคมีบำบัดในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านมหรือที่เราเรียกกันว่าคีโมนั้น จะมีสูตรยาเคมีหลายสูตร มีทั้งแบบใช้ยาตัวเดียวหรือยาหลายตัวผสมกัน ทั้งแบบยาฉีดหรือยากิน ทั้งแบบให้ยาทุกสัปดาห์และทุก 3-4 สัปดาห์ ใช้เวลาในการให้ยาเคมีครบประมาณ 3-6 เดือน และนอกจากยาเคมีจะไปทำลายเซลล์มะเร็งที่มีการเจริญเติบโตและแบ่งตัวอย่างรวดเร็วในร่างกายแล้ว ยังไปทำลายเซลล์ปกติของร่างกายที่มีการเจริญแบ่งตัวด้วย เช่น เซลล์เม็ดเลือด เกล็ดเลือด เนื้อเยื่อในช่องปาก ลำไส้ และเส้นผม เป็นต้น ทำให้มีผลข้างเคียง เช่นREAD MORE

ความหมายของโรคมะเร็งเต้านมก็คือเนื้องอกชนิดร้าย

มะเร็งคือเซลล์ที่มีการเจริญเติบโตผิดปกติซึ่งไม่สามารถควบคุมได้ ดังนั้นโรคมะเร็งเต้านมก็คือเนื้องอกชนิดร้ายที่มีจุดเริ่มต้นมาจากเนื้อเยื่อภายในเต้านม โดยโรคมะเร็งเต้านมเป็นโรคมะเร็งที่พบได้มากที่สุดในผู้หญิง แต่ก็สามารถพบโรคมะเร็งเต้านมในผู้ชายได้เช่นกัน ซึ่งในสหรัฐอเมริกาพบว่าผู้หญิงเป็นโรคมะเร็งเต้านมมากถึง 1/8 ของประชากรผู้หญิงทั้งหมดในประเทศ มะเร็งเต้านมแบ่งได้หลายแบบ มะเร็งเต้านมระยะแรก มักเป็นมะเร็งของเซลล์บุท่อน้ำนมที่เชื่อมระหว่างต่อมน้ำนมไปยังหัวนม หากตรวจพบขณะที่ยังอยู่ที่ท่อหรือที่กลุ่มท่อน้ำนมแล้วผ่าตัดออกได้จะมีโอกาสหายถึงร้อยละ 90 มะเร็งเต้านมระยะรุกราน เป็นช่วงที่เซลล์มะเร็งลุกลามจากท่อน้ำนมไปยังเนื้อเยื่อเต้านมและต่อมน้ำเหลืองข้างเดียว ซึ่งเป็นระยะที่เราสามารถคลำก้อนมะเร็งที่เต้านมได้ มะเร็งเต้านมระยะรุกลาม เป็นระยะที่มะเร็งลุกลามไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกายนอกเต้านมแล้ว เช่น กระดูก ตับ ปอด สมอง เป็นต้น แบบที่ 2 แบ่งตามชนิดของเซลล์ ได้แก่ มะเร็งชนิด Infilltrating (invasive) ductal carcinoma พบร้อยละ 70 ของมะเร็งเต้านม มะเร็งจะเริ่มที่ท่อนำน้ำนมแล้วรุกรานผ่านผนังท่อไปยังเนื้อเยื่อไขมันข้างเคียงหรือแพร่กระจายไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น เส้นเลือดหรือท่อน้ำเหลือง มะเร็งชนิด Infilltrating lobular carcinoma พบร้อยละ 10-15 ของมะเร็งเต้านม มะเร็งจะเริ่มที่ต่อมสร้างน้ำนม แล้วกระจายไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย มะเร็งชนิด ductal carcinoma in situ มะเร็งจะเป็นที่ต่อมผลิตน้ำนม หากทิ้งไว้จะกลายเป็นประเภทที่ 2 มะเร็งชนิด Inflammatory breast cancer เป็นมะเร็งชนิดที่เกิดขึ้นน้อย มีลักษณะแดง ร้อน ผิวหนังไม่เรียบ แพร่กระจายเร็ว มะเร็งชนิด Recurrent เป็นมะเร็งชนิดที่หลังจากรักษาแล้วกลับเป็นอีกที่เต้านมข้างเดียวกัน หรือที่ผนังทรวงอกที่เต้านมเคยอยู่ ประเภทของมะเร็งเต้านมที่พบได้บ่อยคือ Ductal carcinoma (พบได้ 85-90% ของผู้ป่วย) Lobular carcinoma (พบได้ 8% ของผู้ป่วย) Invasive (Infiltrating) Breast Cancer โรคมะเร็งเต้านมชนิดนี้มีโอกาสที่จะเกิดการแพร่กระจายของมะเร็งจากจุดเริ่มต้น ลุกลามไปทั่วเต้านมและยังสามารถลุกลามไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้อีก ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นส่วนย่อยได้หลายประเภท ชนิดที่พบไม่บ่อย เช่น Inflammatory breast cancer (เกิดในผิวหนัง) Paget’s disease of the nipple ชนิดของมะเร็งเต้านม มะเร็งเต้านมบางชนิดอาจเห็นเป็นก้อนนูนชัด ในขณะที่ชนิดอื่น ๆ อาจเห็นเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ผิวหนัง หรืออาจไม่แสดงอาการให้เห็นเลย มะเร็งเต้านมไม่ได้หน้าตาเหมือนกันหมด แต่จะแบ่งประเภทตามชนิดของเนื้อเยื่อต้นกำเนิดมะเร็ง บริเวณที่เริ่มก่อมะเร็งจะบอกว่าโรคนั้นมีลักษณะเป็นอย่างไร ข้อมูลนี้จะช่วยให้แพทย์ตัดสินใจเลือกวิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพที่สุด Ductal carcinoma in situ (DCIS) Ductal carcinoma in situ หรือ DCIS มีชื่ออีกอย่างว่า intraductal carcinoma DCIS กำเนิดจากเซลล์ของท่อน้ำนม แต่สามารถเปลี่ยนตัวเองมาเป็นมะเร็งที่ลุกลามได้ American Cancer Society กล่าวว่าเคสมะเร็งเต้านมใหม่ประมาณ 1 ใน 5 เป็น DCIS ซึ่งสามารถรักษาได้ดี ยกเว้นจะถูกทิ้งไว้โดยไม่ได้รักษา หรือไม่ได้รับการวินิจฉัยและแพร่กระจายไปตามบริเวณอื่น ๆ ของร่างกาย Invasive ductal carcinoma (IDC) Invasive ductal carcinoma (IDC หรือ infiltrative breast cancer) เป็นมะเร็งชนิดที่พบได้มากที่สุดโดยเฉพาะในผู้ชาย National Breast Cancer Foundation กล่าวว่าประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยมะเร็งเต้านม ทั้ง DCIS และ IDC ต่างมีที่มาจากท่อน้ำนม แต่อย่างหลังจะต่างกับ DCIS ที่จะแพร่ไปทะลุผนังของหลอดเลือดและเนื้อเยื่อไขมันภายในเต้านม หลังจากนี้มะเร็งอาจแพร่กระจาย (metastasize) ไปยังส่วนอื่นของร่างกายผ่านระบบน้ำเหลืองและการไหลเวียนของเลือด Invasive lobular carcinoma (ILC) เกิดจากต่อมผลิตน้ำนม เรียกว่า lobules และสามารถแพร่ไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกายได้เหมือน IDC โดย American Cancer Society พบว่าประมาณ 1 ใน 10 ของผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมลุกลามจะเป็นชนิด ILC มะเร็งเต้านมชนิดนี้ตรวจพบใน mammogram ได้ยากกว่าชนิด IDC Inflammatory breast cancer (IBC) American Cancer Society พบว่ามะเร็งเต้านมชนิดนี้มีเพียง 1 ใน 3 ของมะเร็งเต้านมทั้งหมด อย่างไรก็ตามมันถือเป็นมะเร็งชนิดที่รุนแรงมาก โดยมีโอกาสแพร่ไปยังตำแหน่งอื่น ๆ มากและหน้าตาก็ดูย่ำแย่กว่ามะเร็งเต้านมแบบอื่นๆอีกด้วย บางครั้ง IBC ระยะแรก ๆ จะทำให้สับสนกับการติดเชื้อของเต้านม (mastitis) และถูกรักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่ไม่มีประโยชน์ในการรักษามะเร็งชนิดนี้ IBC มักไม่เห็นก้อนนูนหรือก้อนมะเร็ง ผิดกับมะเร็งเต้านมชนิดอื่น ทำให้การตรวจใน mammogram สามารถเห็นได้ยาก แต่เนื่องจากมีเซลล์มะเร็งไปอุดท่อน้ำเหลืองที่ผิวหนัง ดังนั้น IBC สามารถพบลักษณะต่าง ๆ ต่อไปนี้ ผิวหนังบริเวณเต้านมแดงและอุ่น ผิวหนังบริเวณเต้านมหนาและเป็นตะปุ่มตะป่ำคล้ายเปลือกส้ม เต้านมโตขึ้น แข็งขึ้น สัมผัสแล้วปวด หรือคัน โรค Paget disease of the breast หรือรู้จักกันในชื่อ Paget’s disease of the nipple หรือ mammary Paget’s disease ซึ่งเป็นมะเร็งชนิดที่ก่อขึ้นที่ท่อน้ำนม และแพร่กระจายไปยังผิวหนังบริเวณหัวนม (nipple) และรอบวงเข้ม ๆ ของหัวนม (areola) Paget disease มักถูกวินิจฉัยผิดตอนต้น เนื่องจากอาการแสดงแรกที่เห็นได้ชัดจะสับสนกับโรคทางผิวหนังที่ส่งผลกระทบกับหัวนมที่พบได้บ่อยครั้งกว่า อาการแสดงของโรค Paget disease ได้แก่ ผิวหนังแห้งแตก เป็นเกล็ด หรือมีสีแดงบริเวณหัวนมและวงเข้มรอบ ๆ มีเลือดหรือน้ำนมออกจากเต้านม รู้สึกแสบหรือคันบริเวณนั้น American Cancer Society กล่าวว่า Paget disease มีอยู่จริงเพียงประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ของมะเร็งเต้านมทุกกรณี แต่แทบจะเกี่ยวข้องกับทั้ง DCIS และ IDC เสมอ เมื่อเกิดรอยโรค Paget disease ขึ้นที่หัวนม ก็มักจะพบก้อนเนื้องอกหนึ่งก้อนหรือมากกว่า และมักต้องผ่าตัดเต้านมออก หากไม่สามารถสัมผัสก้อนนูนได้ที่เนื้อเยื่อไขมัน และผลการตรวจชิ้นเนื้อพบ DCIS แต่ไม่มีมะเร็งชนิดลุกลามจะมีแนวโน้มการดำเนินของโรคดี แต่ถ้าหากมีมะเร็งชนิดลุกลาม แนวโน้มการดำเนินของโรคก็จะไม่ดีเท่า ต้องให้รักษาที่รุนแรงมากขึ้น มะเร็งเต้านมแบบ Triple Negative การวินิจฉัยมะเร็งเต้านมแบบ Triple negative หมายความว่าเซลล์มะเร็งที่มีอยู่ตรวจได้ผลลบกันทั้ง 3 ตัว ตัวรับที่พบได้มากที่สุดซึ่งมีการเจริญเติบโตของมะเร็งมากสุด ได้แก่ hormonal epidermal growth factor receptor 2 (HER-2), estrogen receptors (ER) และ progesterone receptors (PR) การรักษาทั่วไปของมะเร็ง เช่น การทดแทนด้วยฮอร์โมนหรือยาที่เจาะจงกับ estrogen, progesterone และ HER-s ก็จะไร้ประโยชน์กับมะเร็งเต้านมแบบ triple negative อย่างไรก็ตามการรักษาก็ทำด้วยการให้เคมีบำบัด และยิ่งตอบสนองได้ดีในระยะแรก ๆ Medullary carcinoma มีประมาณ 3-5 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนผู้ที่เป็นมะเร็งทั้งหมด (จากมูลนิธิ National Breast cancer foundation) ส่วนใหญ่มักคลำก้อนไม่พบ แต่จะสามารถสังเกตได้ด้วย mammogram Tubular carcinoma มีการสะสมของเซลล์ที่ทำให้รู้สึกว่าผิวสัมผัสมีลักษณะคล้ายฟองน้ำมากกว่าจะเป็นก้อนนูน โดยปกติผู้หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป และมีอยู่ 2 เปอร์เซ็นต์ของมะเร็งเต้านมที่ได้รับการวินิจฉัยทั้งหมด (จากมูลนิธิ National Breast Cancer Foundation) มักใช้เครื่อง mammogram ตรวจหามะเร็งชนิดนี้ และรักษาโดยการบำบัดด้วยฮอร์โมน Mucinous carcinoma (หรือ mucionous colloid) มีลักษณะเด่นคือการผลิตเยื่อเมือกและไม่มีขอบเขตเซลล์ที่ชัดเจน มะเร็งเต้านมชนิดนี้พบได้เพียง 1-2 เปอร์เซ็นต์ของมะเร็งเต้านมทั้งหมด และยังเป็นชนิดที่มีแนวโน้มการดำเนินของโรคที่ดีที่สุดอีกด้วย สาเหตุ ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่มีปัจจัยเสี่ยงหลายประการ เช่น ฮอร์โมน (ผู้หญิงที่มีประจำเดือนเร็วก่อนอายุ 12 ปี หมดประจำเดือนช้า เมื่ออายุมากกว่า 50 ปี การคลอดบุตรคนแรกเมื่ออายุมากกว่า 35 ปี หญิงที่ไม่มีบุตร) มีประวัติมารดาเป็นโรคมะเร็งเต้านม การได้รับรังสี สนามแม่เหล็ก มีประวัติเป็นมะเร็งที่อื่นมาก่อน เป็นต้น ปัจจัยเสี่ยงของการเป็นมะเร็งเต้านม แม้ว่ารูปแบบวิธีการใช้ชีวิต สิ่งแวดล้อม และปัจจัยทางด้านฮอร์โมนอาจเพิ่มความเสี่ยงของคุณในการเกิดมะเร็งเต้านม แต่การมีปัจจัยเหล่านี้ก็ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่าคุณจะต้องเป็นโรคนี้ ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ผู้หญิงส่วนมากที่เป็นโรคไม่ได้มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคนี้มาก่อน อย่างไรก็ตามมีบางปัจจัยที่ทราบแน่ชัดว่าเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม เช่น อ้วน มีประวัติครอบครัวหรือประวัติส่วนตัวที่เป็นมะเร็งเต้านมและมีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม และแม้ว่าหลายคนที่เป็นมะเร็งเต้านมจะไม่ได้มีปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว แต่การมีลักษณะดังต่อไปนี้จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านม เป็นผู้หญิง อ้วน อายุมาก มีประวัติส่วนตัวเคยเป็นมะเร็งเต้านมที่เต้านมข้างหนึ่ง (เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านมอีกข้างหนึ่ง) มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านมในญาติที่ใกล้ชิด เช่น แม่ พี่สาว น้องสาว หรือลูกสาว โดยเฉพาะหากเป็นตั้งแต่อายุยังน้อย มีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม เช่น BRCA1 และ BRCA2 เคยได้รับรังสีบริเวณหน้าอกขณะยังเด็กหรือเป็นผู้ใหญ่ตอนต้น เริ่มมีประจำเดือนก่อนอายุ 12 ปี หมดประจำเดือนช้า คลอดลูกครั้งแรกเมื่ออายุมากกว่า 35 ปี ไม่เคยตั้งครรภ์ ได้รับยาฮอร์โมนที่ผสมระหว่าง estrogen และ progesterone ดื่มแอลกอฮอล์ มะเร็งเต้านมที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม มะเร็งเต้านมส่วนใหญ่ไม่ได้มีการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ในความเป็นจริงแล้วมีเพียง 5-10% เท่านั้นที่มีความเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมซึ่งสามารถถ่ายทอดไปยังรุ่นถัดไปได้ การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่พบได้บ่อยที่สุดและมีความเกี่ยวข้องกับมะเร็งเต้านมคือ BRCA1 และ BRCA2 การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมทั้ง 2 แบบนั้นยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งอื่น ๆ ตลอดชีวิตของผู้หญิงคนนั้น โดยเฉพาะมะเร็งรังไข่ ในเซลล์ปกติ BRCA1 และ BRCA2 จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดมะเร็งโดยการสร้างโปรตีนที่ทำให้เซลล์ไม่มีการเจริญเติบโตที่ผิดปกติ แต่หากยีนเหล่านี้เกิดการเปลี่ยนแปลง จะทำให้กระบวนการป้องกันการเกิดมะเร็งทำงานได้ไม่สมบูรณ์ ในผู้หญิงบางคนที่มีการเปลี่ยนแปลงที่ BRCA1 จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมให้กลายเป็นสูงได้ถึง 80% แต่โดยเฉลี่ยแล้วนั้น ความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมจะอยู่ที่ 55-65% ในผู้หญิงที่มีการเปลี่ยนแปลงที่ BRCA2 ความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านมตลอดชีวิตนั้นอยู่ที่ประมาณ 45% มะเร็งเต้านมที่มีความเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมนี้เกิดได้บ่อยในผู้หญิงอายุน้อย และมะเร็งเต้านมที่เกิดกับเต้านมทั้ง 2 ข้างนั้นมักจะพบได้ในผู้ป่วยที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมมากกว่า แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงของยีน BRCA1 และ BRCA2 จะสามารถเกิดได้กับทุกคน แต่ก็มักจะพบการเปลี่ยนแปลงนี้ในคนที่มีเชื้อสายยิวที่มีถิ่นกำเนิดมาจากยุโรปตะวันออกมากกว่าเชื้อชาติอื่นภายในสหรัฐอเมริกา ผู้ชายสามารถมีการเปลี่ยนแปลงของยีนนี้ได้เช่นกัน และหากมีก็จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมและมะเร็งอื่น ๆ เช่น มะเร็งต่อมลูกหมาก การตรวจทางพันธุกรรมREAD MORE

การเปลี่ยนแปลงของเซลล์เนื้อเยื่อเต้านมผิดปกติ

ความรู้โรคมะเร็ง           สัญลักษณ์โบชมพู (Pink Ribbon) สัญลักษณ์ของการรณรงค์ป้องกันมะเร็งเต้านมในผู้หญิง เมืองไทยก็มีการรณรงค์เรื่องมะเร็งเต้านมกันอย่างแพร่หลาย เพื่อกระตุ้นเตือนให้ผู้หญิงได้ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมอย่างสม่ำเสมอ ด้วยเพราะมะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งที่พบบ่อยในเพศหญิง หากตรวจพบความผิดปกติได้ในระยะแรก โอกาสในการรักษาก็จะประสบความสำเร็จสูง ประกอบกับความก้าวหน้าทางการแพทย์ การรักษาโรคมะเร็งเต้านมในผู้หญิงด้วยการผ่าตัดโดยใช้ PlasmaBlade ที่ช่วยให้แผลหลังผ่าตัดหายเร็วขึ้น ลดอาการแทรกซ้อนระหว่างและหลังการผ่าตัดได้    ผู้หญิงกับมะเร็งเต้านม           มะเร็งเต้านมเป็นโรคที่ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่าเกิดจากอะไร แต่มีปัจจัยหนุนคือฮอร์โมนเอสโตรเจนที่กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เนื้อเยื่อเต้านมจนเจริญเติบโตผิดปกติ และร่างกายไม่สามารถควบคุมการเจริญเติบโตที่ผิดปกตินั้นได้ ทำให้เซลล์เหล่านั้นกลายเป็นเซลล์มะเร็งและโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ แนวทางในการรักษามะเร็งเต้านมในปัจจุบัน นับได้ว่ามีความก้าวหน้าและมีประสิทธิภาพมากขึ้นตามลำดับ           ทั้งนี้จากสถิติพบว่า อายุเฉลี่ยของผู้หญิงที่พบมะเร็งเต้านมมากที่สุดคือ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเซลล์มะเร็งอาจจะก่อตัวก่อนหน้านั้น แต่ผู้ป่วยเพิ่งมาตรวจพบในช่วงวัยดังกล่าว เพราะมะเร็งเต้านมค่อนข้างโตช้า กว่าจะเปลี่ยนแปลงจากเซลล์เดียวจนมีขนาด 1 ซม. ต้องใช้เวลาเป็นปี  ความผิดปกติของเต้านม อาการผิดปกติของเต้านมที่ควรต้องมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยต่อไป (Diagnostic Mammogram) ได้แก่ รู้สึกปวดหรืออึดอัดที่บริเวณเต้านม คลำพบก้อนที่เต้านม ไหปลาร้า หรือใต้รักแร้ มีการเปลี่ยนแปลงของหัวนม เช่น เป็นแผล มีเลือดออกหัวนม, หัวนมยุบลงไปหรือถูกดึงรั้งไปทางอื่น ผู้ที่ควรเข้ารับการตรวจมะเร็งเต้านม ผู้ป่วยที่ไม่มีอาการควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม (Screening Mammogram) ได้แก่ ผู้หญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ตรวจเป็นประจำปีละครั้ง ผู้ป่วยกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง (High Risk Group) ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ ตรวจพบความผิดปกติทางพันธุกรรมของยีน BRCA1, 2 มีญาติสายตรงที่มียีนนี้ผิดปกติ ผู้ป่วยที่ประจำเดือนมาเร็วผิดปกติหรือหมดประจำเดือนช้าผิดปกติ ผู้ป่วยที่ได้รับฮอร์โมนทดแทนติดต่อกันมาเป็นระยะเวลานาน             นอกจากนี้ผู้ป่วยที่เคยได้รับการรักษาโดยการฉายแสงบริเวณทรวงอกในช่วงอายุ10-30 ปี แนะนำให้ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมเร็วกว่าผู้ป่วยทั่วไป คือ ตั้งแต่อายุ 30-35 ปี โดยขึ้นอยู่กับคำแนะนำของแพทย์ ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม           การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมจะใช้เครื่องดิจิทัลแมมโมแกรมและการอัลตราซาวนด์เต้านมเพื่อให้ตรวจพบความผิดปกติหรือมะเร็งระยะเริ่มต้นได้ไวร่วมกับการรักษาที่มีคุณภาพ ช่วยให้โอกาสรักษาได้ผลดี ลดอัตราการเสียชีวิตอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติ           การตรวจด้วยเครื่องดิจิทัลแมมโมแกรม (2D Digital Mammography) คือการใช้รังสีเอ็กซเรย์ตรวจดูการเปลี่ยนแปลงภายในโครงสร้างของเต้านม มีประสิทธิภาพในการตรวจหามะเร็งเต้านมได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มแรก โดยมีปริมาณรังสีที่ได้รับเพียงเล็กน้อย ซึ่งปัจจุบันการตรวจด้วยเครื่องดิจิทัลแมมโมแกรมยังถือเป็นมาตรฐานในการวินิจฉัยโรคเต้านม และมีการนำดิจิทัลแมมโมแกรมแบบสามมิติมาใช้ (3D Digital Mammography, Digital Breast Tomosynthesis)ทำให้สามารถวินิจฉัยรอยโรค ระบุตำแหน่งได้แม่นยำมากขึ้นโดยเฉพาะในกรณีผู้ป่วยที่มีเนื้อเต้านมหนาแน่น ช่วยทำให้สามารถมองเห็นจุดหินปูนหรือเนื้อเยื่อโครงสร้างที่ผิดปกติขนาดเล็กได้           ขณะที่การตรวจอัลตราซาวด์เต้านมเป็นการตรวจโดยการส่งคลื่นเสียงความถี่สูงเข้าไปในเนื้อเต้านม ซึ่งสามารถบอกความแตกต่างขององค์ประกอบเนื้อเยื่อได้ว่าเป็นเนื้อเยื่อเต้านมปกติ เป็นถุงน้ำหรือเป็นก้อนเนื้อได้ แต่ไม่สามารถตรวจพบกลุ่มหินปูนที่ผิดปกติได้ดังเช่นการตรวจแมมโมแกรม           ดังนั้นปัจจุบันทั้งการตรวจคัดกรองและการตรวจวินิฉัยมะเร็งเต้านมจึงเป็นการตรวจแบบควบคู่กันทั้งดิจิทัลแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์เพื่อช่วยเพิ่มความแม่นยำและความถูกต้องในการค้นหามะเร็งเต้านมในระยะเริ่มแรก นำไปสู่การวางแผนการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ปัจจุบันยังมีการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม เพื่อดูความผิดปกติของเส้นเลือดที่สร้างใหม่ของรอยโรคโดยการฉีดสารไอโอดีนทึบรังสีร่วมกับทำแมมโมแกรม เรียกว่า Contrast Enhanced Spectral Mammography (CESM) และการตรวจเต้านมด้วยเครื่องคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Breast MRI) เพื่อให้ได้ข้อมูลมากขึ้นในการวินิจฉัย และเตรียมวางแผนการรักษาผู้ป่วยต่อไป เมื่อมีความผิดปกติที่พบในแมมโมแกรมหรืออัลตราซาวนด์ ก็ยังสามารถเจาะชิ้นเนื้อ (Breast Biopy) เพื่อนำไปวินิจฉัยและวางแผนการรักษาต่อไปได้อีกด้วย แนวทางรักษามะเร็งเต้านม           สำหรับผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมระยะ 0 ซึ่งเป็นระยะเริ่มต้นของเซลล์มะเร็งที่ยังไม่ลุกลามไปยังเนื้อเยื่อของเต้านม การรักษาด้วยการผ่าตัดมีโอกาสหายได้เกือบ 100% ส่วนในผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ 1 ซึ่งก้อนมีขนาดน้อยกว่า 1 ซม. การผ่าตัดเพียงอย่างเดียวนั้นสามารถที่จะรักษาให้หายได้ประมาณ 90%           การตรวจพบว่าเป็นมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มแรกยังสามารถเลือกได้ว่าจะผ่าตัดเฉพาะจุดที่เป็นมะเร็ง (ผ่าตัดแบบสงวนเต้าหรือตัดเฉพาะบางส่วน) หรือจะเลือกการผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมด ซึ่งหากเลือกการผ่าตัดแบบสงวนเต้าต้องทำควบคู่กับการฉายรังสีรักษาเต้านมที่เหลือ แต่หากเลือกการผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมด ก็ไม่จำเป็นต้องรับการฉายรังสีรักษาหลังรับการผ่าตัด           ซึ่งทั้งสองวิธีให้ผลการรักษาที่เหมือนกันคือ ผู้ป่วยมีโอกาสจะหายจากมะเร็งได้เกือบ 100% โดยไม่ต้องให้เคมีบำบัด แต่หากพบมะเร็งเต้านมในระยะที่ใหญ่ขึ้น คือตั้งแต่ระยะที่ 1 ตอนปลายเป็นต้นไป จะต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมด ทั้งยังต้องรักษาเสริมด้วยยาเคมีบำบัดและฮอร์โมน เพื่อลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ PLASMABLADE เพิ่มความมั่นใจทุกการผ่าตัดรักษามะเร็งเต้านม           นวัตกรรมใหม่แห่งการผ่าตัดรักษาโดยใช้วิธี PlasmaBlade ซึ่งเป็นเครื่องจี้ที่ใช้พลังงาน radiofrequency หรือ คลื่นความถี่วิทยุที่มีการเปลี่ยนรูปแบบพลังงานให้เป็น Plasma ในการผ่าตัดรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ช่วยลดการทำลายเนื้อเยื่อปกติข้างเคียง สามารถผ่ารักษาเก็บหัวนมและเต้านมไว้ได้ ช่วยให้แผลหลังผ่าตัดหายเร็วขึ้น  เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้เครื่องจี้แบบเดิมใช้พลังงานไฟฟ้าที่อาจทำให้เกิดอุณหภูมิเกิน 100 องศา เพื่อตัดหรือเลาะเนื้อเยื่อ ไขมันระหว่างผ่าตัด ส่งผลข้างเคียงคือทำให้เกิดความร้อนสูง ทำลายเนื้อเยื่อ เส้นประสาท หรือกล้ามเนื้อใกล้เคียงที่อยู่บริเวณเต้านมและรักแร้           อีกทั้งอาจทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนต่างๆ ระหว่างและหลังผ่าตัด เช่น อาการอักเสบของแผล การคั่งของน้ำเหลือง หรือการที่เส้นประสาทหรือกล้ามเนื้อถูกทำลายบางส่วน ส่งผลให้แผลหายช้า คนไข้ต้องนอนโรงพยาบาลนานขึ้น ดังนั้นการผ่าตัดโดยใช้ PlasmaBlade ร่วมด้วยจึงทำให้ลดอาการแทรกซ้อนระหว่างและหลังผ่าตัด คนไข้พักพื้นและกลับไปใช้ชีวิตปกติได้เร็วขึ้น ที่สำคัญคือยังรักษาทั้งหัวนมและเต้านมไว้ได้ ทำให้ผู้หญิงไม่รู้สึกสูญเสียความมั่นใจ             ศูนย์เต้านม โรงพยาบาลวัฒโนสถที่ได้การรับรองคุณภาพ โรคมะเร็งเต้านม (Clinical Care Programme Certificate) จากสถาบัน JCI ประเทศสหรัฐอเมริกา นับเป็นศูนย์เต้านมที่มุ่งเน้นการให้บริการแบบครบทุกด้าน และยังมีทีมแพทย์สหสาขาที่พร้อมให้บริการรักษา  ไม่ว่าจะเป็นแพทย์อายุรกรรมมะเร็ง ศัลยแพทย์ รังสีแพทย์ วิสัญญีแพทย์  แพทย์ทางด้านรังสีวินิจฉัย และบุคลากรทางการแพทย์ทุกสาขาวิชา  ที่พร้อมให้คำแนะนำในการตรวจวินิจฉัยและรักษามะเร็งเต้านม ด้วยเครื่องมือและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าในการค้นหามะเร็งเต้านม รวมถึงการติดตามผลการรักษาทั้งด้านร่างกายและจิตใจอย่างใกล้ชิดในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การตรวจคัดกรองและการวินิจฉัยที่ถูกต้อง แม่นยำ รวดเร็ว นำไปสู่การรักษาครบทุกขั้นตอน โดยผู้ป่วยจะได้รับการรักษาครอบคลุมทุกระยะของมะเร็งเต้านมด้วยมาตรฐานเดียวกัน ขอบคุณที่มา > bangkokhospital

มะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้หญิงคือมะเร็งเต้านม

ความรู้โรคมะเร็ง หนึ่งในโรคร้ายที่ผู้หญิงทั่วโลกต่างหวาดกลัวคือ มะเร็งเต้านม ซึ่งเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้หญิง และมีอัตราการเสียชีวิตเป็นอันดับสองรองจากมะเร็งปอด แต่ความน่ากลัวของมะเร็งเต้านมจะลดลงตามความเร็วในการค้นพบ ดังนั้น ศ.นพ.ศุภกร โรจนนินท์ ผู้อำนวยการศูนย์เต้านม โรงพยาบาลวัฒโนสถ (โรงพยาบาลรักษาเฉพาะทางด้านโรคมะเร็งที่โรงพยาบาลกรุงเทพ) จึงแนะนำให้ผู้หญิงไทยใส่ใจกับการตรวจหามะเร็งเต้านมอย่างจริงจัง เพราะยิ่งพบเร็วเท่าไร ยิ่งลดความรุนแรงของโรคและอัตราเสี่ยงต่อการเสียชีวิตลงได้มากเท่านั้น โรคร้ายที่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด “มะเร็งเต้านมเป็นโรคร้ายที่ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่าเกิดจากอะไร แต่มีปัจจัยหนุนคือฮอร์โมนเอสโตรเจนที่กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เนื้อเยื่อเต้านมจนเจริญเติบโตผิดปกติ และร่างกายไม่สามารถควบคุมการเจริญเติบโตที่ผิดปกตินั้นได้ ทำให้เซลล์เหล่านั้นกลายเป็นเซลล์มะเร็งและโตอย่างรวดเร็วซึ่งอาจแพร่กระจายออกไปยังอวัยวะอื่นๆ” “ความจริงแล้วมะเร็งเต้านมมีหลายชนิด แต่ที่พบบ่อยที่สุดคือชนิดที่เกิดจากท่อน้ำนม เมื่อเซลล์มะเร็งแบ่งตัวจนทะลุเนื้อเยื่อของท่อน้ำนมเข้าไปถึงท่อนำเหลืองหรือเส้นเลือด ก็จะแพร่กระจายไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น กระดูก ตับ ปอด หรือสมอง ซึ่งจดเด่นของมะเร็งเต้านมคือไม่มีอาการให้ทรมาน ไม่เจ็บ ไม่ปวด มีเพียงก้อนเนื้อให้สัมผัสได้ แต่ไม่รู้สึก หลายคนละเลยจนเข้าสู่ระยะลุกลามปล่อยทิ้งไว้จนเกิดอาการที่ตามมา เช่น เต้านมบวมผิดปกติ แตก เน่า เป็นแผลแล้วค่อยไปพบแพทย์ ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นก็ไม่สามารถรักษาให้หายได้แล้ว” ความเสี่ยงสูงในวัย 40 “จากสถิติพบว่าอายุเฉลี่ยของคนไข้ที่พบมะเร็งเต้านมมากที่สุดคือ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งจริงๆ แล้ว เซลล์มะเร็งอาจจะก่อตัวก่อนหน้านั้น แต่เพิ่งมาตรวจพบในช่วงวัยดังกล่าว เพราะมะเร็งเต้านมค่อนข้างโตช้า กว่าจะโตจากขนาด 1 เซนติเมตรไปสู่ 2 เซนติเมตรต้องใช้เวลาประมาณ 90-180 วัน ดังนั้นกว่าจะเปลี่ยนแปลงจากเซลล์เดียวจนมีขนาด 1 เซนติเมตรได้จึงต้องใช้เวลาเป็นปี แสดงว่าก่อนจะตรวจพบด้วยตัวเอง เซลล์มะเร็งอาจจะเริ่มก่อตัวแล้วก็เป็นได้ “ส่วนกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมคือ บุคคลที่มีญาติใกล้ชิดเป็นมะเร็งเต้านมเกินสองคนขึ้นไป เช่น แม่ พี่สาว หรือน้องสาว คนกลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงกว่าคนอื่นถึงสิบเท่า และมีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งเร็วขึ้น ดังนั้นจึงต้องตรวจหาความผิดปกติด้วยตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ รวมถึงตรวจด้วยเครื่องดิจิตอลแมมโมแกรม (Digital Mammogram) และอัลตราซาวน์ (Ultrasound)” ยิ่งพบเร็ว โอกาสหายยิ่งมาก ปัจจัยที่จะช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมีโอกาสรักษาให้หายได้ มีอยู่สองปัจจัยคือ ค้นพบให้เร็วและรักษาให้มีคุณภาพ ด้วยความที่มะเร็งเต้านมเป็นเซลล์มะเร็งที่เกิดกับอวัยวะภายนอก สามารถคลำหาได้ด้วยมือ ผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมเกินกว่าร้อยละ 85 จึงมักจะมาพบแพทย์หลังจากคลำพบก้อนที่เต้านม แต่นั่นไม่ใช่อาการเริ่มต้น เพราะกว่าจะคลำเจอต้องเป็นก้อนมะเร็งที่ใหญ่ไม่น้อยกว่า 1 เซนติเมตรไปแล้ว ถ้าหากอยากพบเร็วกว่านั้น วิธีที่จะช่วยได้คือการตรวจด้วยเครื่องดิจิตอลแมมโมแกรม ซึ่งสามารถหาเซลล์ที่ผิดปกติได้ตั้งแต่ขนาดเล็กระดับมิลลิเมตร เมื่อพบบริเวณก้อนเนื้อต้องสงสัยแล้วตรวจเพิ่มเติมด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ร่วมกับการตรวจชิ้นเนื้อ ก็จะวินิจฉัยได้ว่าก้อนเนื้อนั้นเป็นเซลล์มะเร็งหรือไม่” “ถึงแม้ว่ามะเร็งเต้านมจะยังป้องกันไม่ได้ แต่สามารถตรวจคัดกรองได้ตั้งแต่ยังไม่มีอาการ ดังนั้นนอกจากตรวจด้วยวิธีคลำด้วยตนเองแล้วควรให้แพทย์ตรวจทุก 3-5 ปี สำหรับผู้หญิงที่อายุ 40 ปีขึ้นไปควรตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยแมมโมแกรมและอัลตราซาวด์ทุกปี หากคนในครอบครัวเป็นมะเร็งอาจต้องตรวจเร็วขึ้นตั้งแต่อายุ 35 ปี เพราะหากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ทำให้ได้รับการรักษาได้อย่างทันท่วงที และอาจจะไม่ต้องสูญเสียเต้านมไป” เซลล์มะเร็งระยะ 0 รักษาหายได้ “ระยะของมะเร็งเต้านมแบ่งออกเป็นระยะ 0 ซึ่งเป็นระยะเริ่มต้นของเซลล์มะเร็ง ยังไม่ลุกลามไปยังเนื้อเยื่อของเต้านม ระยะที่ 1 ก้อนมะเร็งมีขนาดไม่เกิน 2 เซนติเมตรและยังไม่ลุกลามถึงต่อมน้ำเหลือง ระยะที่ 2 ก้อนมะเร็งมีขนาดระหว่าง 2-5 เซนติเมตรและเริ่มลุกลามไปสู่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้แต่ยังไม่แพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่น ระยะที่ 3 ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่กว่า 5 เซนติเมตร ลุกลามเข้าไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้แล้วแต่ก็ยังไม่แพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่น และระยะที่ 4 มะเร็งได้แพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่นเรียบร้อยแล้ว” “หากตรวจพบตั้งแต่ระยะที่ 0 ซึ่งยังไม่มีก้อนมะเร็งจะสามารถรักษาให้หายได้ 100 เปอร์เซนต์ แต่หากพบก้อนมะเร็งที่ขนาดไม่ถึง 1 เซนติเมตร เปอร์เซนต์การรักษาหายจะลดลงเหลือร้อยละ 98 และถ้าเข้าสู่ระยะที่ 1 ที่ก้อนมะเร็งมีขนาด 1-2 เซนติเมตรแล้วโอกาสหายจะเหลือเพียง 80 เปอร์เซนต์เท่านั้น เพราะยิ่งก้อนมะเร็งใหญ่ขึ้น โอกาสที่เซลล์มะเร็งจะหลุดไปยังอวัยวะอื่นยิ่งมากขึ้น ดังนั้นยิ่งตรวจพบเร็ว ยิ่งมีโอกาสหายได้มากกว่า” ตัดเต้าทิ้งหรือผ่าตัดแบบสงวนเต้า รักษาแบบไหนเลือกได้เอง “ปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวหน้าไปมาก เราสามารถตรวจหาได้ว่าใครเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมด้วยวิธีการตรวจทางพันธุกรรม (genetic testing) ซึ่งมักทำในกรณีที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีความผิดปกติในครอบครัว ถ้าพบยีนผิดปกติ วินิจฉัยได้เลยว่าโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมมีสูงถึง 80 เปอร์เซนต์ และการผ่าตัดเพื่อป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านมในกรณีนี้สามารถที่จะลดไม่ให้เกิดมะเร็งเต้านมได้ประมาณ 90 เปอร์เซนต์” “สำหรับผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมระยะ 0 การรักษาด้วยการผ่าตัดมีโอกาสหายได้เกือบ 100 เปอร์เซนต์ ในผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ 1 และก้อนมีขนาดน้อยกว่า 1 เซนติเมตร การผ่าตัดเพียงอย่างเดียวนั้นสามารถที่จะรักษาให้หายได้ประมาณ 90 เปอร์เซนต์” การตรวจพบว่าเป็นมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มแรก สามารถเลือกได้ว่าจะผ่าตัดเฉพาะจุดที่เป็นมะเร็ง (ผ่าตัดแบบสงวนเต้าหรือตัดเฉพาะบางส่วน) หรือจะเลือกการผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมด ถ้าเลือกการผ่าตัดแบบสงวนเต้าต้องทำควบคู่กับการฉายรังสีรักษาเต้านมที่เหลือ แต่ถ้าเลือกการผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมดไม่จำเป็นต้องรับการฉายรังสีรักษาหลังรับการผ่าตัด ซึ่งทั้งสองวิธีให้ผลการรักษาที่เหมือนกันคือ ผู้ป่วยมีโอกาสจะหายจากมะเร็งได้เกือบ 100 เปอร์เซนต์โดยไม่ต้องให้เคมีบำบัด แต่หากพบมะเร็งเต้านมในระยะที่ใหญ่ขึ้น คือตั้งแต่ระยะที่ 1 ตอนปลายเป็นต้น ต้องผ่าตัดด้วยการรักษาเต้านมออกทั้งหมด ทั้งยังต้องรักษาเสริมด้วยยาเคมีบำบัดและฮอร์โมน เพื่อลดโอกาสในการกลับมาเป็นซ้ำ แต่ทั้งนี้เราจะทำให้เต้านมกลับสู่รูปร่างเดิมหรือใกล้เคียงด้วยการเสริมซิลิโคนหรือใช้กล้ามเนื้อส่วนอื่นมาสร้างเป็นเต้านมใหม่ ให้คนไข้สามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นใจ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และปราศจากปมด้อยเกี่ยวกับหน้าอกอย่างแน่นอน Digital Mammogram คืออะไร? ดิจิตอลแมมโมแกรม คือ เทคโนโลยีการตรวจทางรังสีชนิดพิเศษ คล้ายกับเครื่องเอกซเรย์เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงในการหาความผิดปกติของเต้านมตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ใช้เวลาตรวจประมาณ 5-10 นาที โดยเครื่องจะกดเต้านมไว้ประมาณ 5 วินาที ให้เนื้อภายในเต้านมกระจายออก เนื่องจากภาพที่ได้จากการตรวจมีความละเอียดสูงทำให้การวินิจฉัยถูกต้องแม่นยำ อาจจะทำให้เจ็บบ้าง ขึ้นอยู่กับขนาดของเต้านมแต่ละคนและเนื่องจากปริมาณรังสีที่ใช้น้อยมาก ประกอบกับการตรวจเพียง 1-2 ปีต่อครั้ง จึงไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ ต่อร่างกาย ขอบคุณที่มา > bangkokhospital

วิธีการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง

กระทรวงสาธารณสุข รณรงค์ต้านภัยมะเร็งเต้านม ปัจจุบันมะเร็งเต้านม-มะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในหญิงไทย แนะกลุ่มเสี่ยงควรเอาใจใส่ ตรวจเช็คสุขภาพ องค์การอนามัยโลกจึงได้กำหนดให้เดือนตุลาคมของทุกปี เป็นเดือนแห่งการรณรงค์ต้านภัยมะเร็งเต้านมทั่วโลกโดยใช้สัญลักษณ์ในการรณรงค์เป็นรูปโบว์ชมพู (Pink Ribbon) เพื่อให้ทุกประเทศตระหนักและร่วมรณรงค์โดยจัดกิจกรรมให้ความรู้เรื่องโรคมะเร็งเต้านม สอนการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง สร้างความตื่นตัวให้ตระหนักถึงความสำคัญต่อสุขภาพเต้านมของตนเอง พร้อมเข้ารับการคัดกรองมะเร็งเต้านม และเข้ารับการักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะสามารถรักษาให้หายขาดได้ ทั้งนี้การตรวจเต้านมอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ เป็นการป้องกันมะเร็งเต้านมที่ดีที่สุด หญิงที่มีอายุมากขึ้น โดยเฉพาะอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ หรือมีประวัติเคยเป็นมะเร็งเต้านมมาก่อน หรือเคยมีก้อนบริเวณเต้านมที่ผลการตรวจพบว่าผิดปกติ มีประจำเดือนครั้งแรกก่อนอายุ 12 ปี หมดประจำเดือนหลังอายุ 55 ปี และเคยรับการฉายรังสีบริเวณทรวงอก ก่อนอายุ 30 ปี ผู้ชายก็มีสิทธิ์เป็นมะเร็งเต้านมได้ 1 ใน 100 ของผู้ป่วยเป็นมะเร็งเต้านม ดังนั้นควรเอาใจใส่ตรวจเช็คสุขภาพ หมั่นศึกษาหาความรู้เรื่องโรคภัยไข้เจ็บ ร่วมกับการดูแลสุขภาพด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ7สัญญาณ มะเร็งเต้านม 1.มีก้อนที่เต้านมหรือรักแร้ 2.รูปร่างหรือขนาดของเต้านมที่เปลี่ยนแปลงไป 3.มีน้ำ เลือด หรือน้ำเหลืองไหลออกมาจากหัวนม 4.รูปร่างหรือขนาดของหัวนมที่เปลี่ยนแปลงไป 5.สีหรือผิวหนังบริเวณลานหัวนมที่เปลี่ยนไป 6.มีรอยบุ๋ม รอยย่น ผื่นคันบริเวณลานหัวนม 7.อาการเจ็บผิดปกติที่เต้านมหรือรักแร้โดยเฉพาะเจ็บข้างเดียว ผิวหนังของเต้านมที่เปลี่ยนไป วิธีการรักษามะเร็งเต้านม การผ่าตัด การให้ยาเคมีบำบัด การใช้รังสีรักษา การใช้ยาต้านฮอร์โมน และการรักษาด้วยยากลุ่มใหม่ๆ ซึ่งการรักษาจะไม่ใช้วิธีใดวิธีหนึ่ง แต่มักจะใช้หลายๆวิธี ร่วมกันเพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีที่สุด -การตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มโอกาสที่จะรักษาให้หายขาดได้มีสูงขึ้น หากตรวจพบมะเร็งเต้านมตั้งแต่ระยะที่ 1 – 2 อัตราการอยู่รอดที่ 5 ปี สูงถึงร้อยละ 85 -99 หากตรวจพบในระยะที่ 3 อัตราการอยู่รอดเพียงร้อยละ 40-60 ตรวจพบในระยะที่ 4 อัตรารอดเหลือร้อยละ 18-20 การรักษามะเร็งเต้านม ระยะแรก สามารถรักษาให้หายขาดได้สูงถึง 95 %การป้องกันและลดความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งเต้านม ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ -หลีกเหลี่ยงอาหารไขมันสูง อาหารที่มีสารปนเปื้อน อาหารปิ้ง ย่าง รมควัน ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮลล์ หากจำเป็นต้องใช้ฮอร์โมนทดแทน ควรอยู่ในความควบคุมของแพทย์ ผู้หญิงอายุ 20 ปีขึ้นไป ควรตรวจเต้านมด้วยตนเองทุกเดือน และเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไปควรเพิ่มเติมด้วยการเอกซเรย์เต้านมทุกปีและมาพบแพทย์ หากพบความผิดปกติของเต้านม

มะเร็งเต้านมชายพบมากในชายสูงวัย

ผู้ชายก็เป็นมะเร็งเต้านมได้ มะเร็งเต้านมชายพบมากในชายสูงวัยมากกว่าชายวัยหนุ่ม แต่ก็มีผู้ชายที่มีแนวโน้มป่วยด้วยโรคนี้สูง มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งอันดับหนึ่งของผู้หญิงไทย สถิติจากสถาบันมะเร็งบอกว่าผู้หญิงไทยป่วยเป็นมะเร็งเต้านม 28.6 คนต่อประชากร 1 แสนคน และมีอัตราการเกิดโรคและการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในทางกลับกัน มะเร็งเต้านมในผู้ชายกลับมีการพูดถึงน้อยมาก ข้อมูลในสหรัฐระบุว่า มะเร็งเต้านมในผู้ชายมีอัตราราวร้อยละ 1 ของมะเร็งเต้านมที่พบทั้งหมด คิดเป็นตัวเลขราว 2,500 คน จากจำนวนนี้พบว่ามีผู้เสียชีวิตราว 500 คนต่อปี มะเร็งเต้านมชายพบมากในชายสูงวัยมากกว่าชายวัยหนุ่ม แต่ก็มีผู้ชายที่มีแนวโน้มป่วยด้วยโรคนี้สูงเช่น มีญาติพี่น้องผู้หญิงป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านม หรือมีความไวต่อการรับฮอร์โมนเอสโตรเจน หรือมีโครโมโซมเป็น XXY มีข้อมูลว่าผู้ชายที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านมราว 1 ใน 5 มีประวัติครอบครัวป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านม และมียีน BRCA ซึ่งเป็นยีนที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งเต้านมอยู่ในร่างกาย นอกจากนี้การบริโภคแอลกอฮอล์มาก หรือเป็นโรคอ้วน ก็เป็นตัวเร่งที่ทำให้มะเร็งถามหาเช่นกัน แม้ว่าสถิติของผู้ชายป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านมจะน้อย แต่แพทย์ส่วนใหญ่ต่างระบุว่า ผู้ชายไม่ค่อยรู้ตัวและปล่อยให้มะเร็งลุกลามจนเกินขั้นรักษา ผู้หญิงส่วนใหญ่นิยมเข้ารับตรวจเต้านม (mammogram) ตอนอายุราว 40 ปีขึ้นไป แต่ผู้ชายส่วนใหญ่ไม่เคยตรวจเต้านมเลยตลอดทั้งชีวิต เพราะคิดว่าโรคนี้ไม่มีทางเกิดกับตน อาการเริ่มต้นที่สังเกตได้ง่ายที่สุดคือ เริ่มมีก้อนเนื้อที่หน้าอก เช่นเดียวกับมะเร็งเต้านมในผู้หญิง แต่ผู้ชายมีเนื้อเยื่อหน้าอกน้อยกว่าทำให้สังเกตได้ยาก ผู้ชายส่วนใหญ่จะเริ่มรู้ว่าตนเองมีก้อนเนื้อก็ต่อเมื่อมะเร็งเริ่มลามไปถึงหัวนม หรือมีเลือดออกบริเวณหัวนม แต่ก็เป็นสัญญาณว่าอาการลุกลาม และก้อนเนื้อมะเร็งที่อยู่ในหน้าอก ก็อาจลุกลามไปยังระบบต่อมน้ำเหลืองเสียแล้ว การรักษามะเร็งเต้านมชาย ไม่แตกต่างจากการรักษามะเร็งเต้านมของผู้หญิง ขึ้นอยู่กับอาการของโรคและดุลพินิจของแพทย์ว่าจะต้องใช้วิธีการใด ได้แก่ การตัดเนื้อเยื่อหน้าอกออก การฉายแสง การทำคีโม หรือใช้ฮอร์โมนรักษาให้เนื้อมะเร็ง ซึ่งไวต่อฮอร์โมนเพศหญิงหายไป คำแนะนำของแพทย์ส่วนใหญ่ในการป้องกันมะเร็งเต้านมชายคือ หมั่นตรวจเช็กร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ตรวจร่างกายอย่างน้อยปีละครั้ง หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ และรู้จักสังเกตร่างกายตัวเองด้วยการคลึงเต้านมเหมือนการตรวจเต้านมผู้หญิง ถึงแม้จะไม่เจอ แต่ถ้ารู้สึกว่าหน้าอกตนเองผิดปกติก็ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว และอย่าคิดว่าตนเองไม่น่าจะป่วยด้วยโรคแบบนี้ มิฉะนั้นอาจสายเกินแก้ได้ ขอบคุณที่มา > rajavithi

มะเร็งเต้านมชาย พบน้อย ประมาณ 1ใน100

มะเร็งเต้านมชายต่างจากมะเร็งเต้านมหญิงอย่างไร? มะเร็งเต้านมชาย(Male breast cancer)คือ โรคจากเซลล์เต้านมของผู้ชายเกิดการเจริญเติบโตและแบ่งตัวอย่างรวดเร็วผิดปกติจนกลายเป็นก้อนเนื้อมะเร็ง/แผลมะเร็งขึ้น คือเป็นเซลล์ /ก้อนเนื้อที่มีการรุนราน/ลุกลามเนื้อเยื่อ/ อวัยวะข้างเคียง ลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองข้างเคียงโดยเฉพาะต่อมน้ำเหลืองรักแร้ด้านมีก้อนเนื้อ และในที่สุดจะแพร่กระจายเข้ากระแสโลหิตไปยังอวัยวะต่างๆ และ/หรือเข้าระบบน้ำเหลืองไปยังต่อมน้ำเหลืองต่างๆทั่วร่างกาย มะเร็งเต้านมชาย พบน้อย ประมาณ 1ใน100 หรือ 1%ของมะเร็งเต้านมหญิง/มะเร็งเต้านมทั้งหมด ในประเทศไทยมีรายงานอัตราเกิดคือ 0.5รายต่อประชากรชายไทย 1 แสนคน ส่วนในสหรัฐอเมริกา รายงานพบอัตราเกิด 1รายต่อประชากรชาย 1แสนคน มะเร็งเต้านมชาย พบทุกอายุ แต่พบน้อยมากๆๆในเด็ก มีรายงานพบได้ตั้งแต่อายุ5-93ปี พบสูงขึ้นในอายุที่มากขึ้น อายุที่พบได้บ่อยคือ ตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป มะเร็งเต้านมชาย ทั่วไป พบเกิดข้างเดียว ข้างซ้ายและขวามีโอกาสเกิดใกล้เคียงกัน แต่ก็พบเกิด 2 ข้างได้ แต่พบน้อยมาก ประมาณ 1-2%ของผู้ป่วยโดยมักพบในชายที่มีปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดได้/มีประวัติญาติสายตรง(พ่อ แม่ พี่ น้อง ท้องเดียวกัน)ทั้งหญิงและชายเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งเต้านมชายเปรียบเทียบกับมะเร็งเต้านมหญิง มะเร็งเต้านมชาย มีธรรมชาติของโรค อาการ วิธีวินิจฉัย ระยะโรค วิธีรักษา การพยากรณ์โรค เช่นเดียวกับมะเร็งเต้านมหญิง แต่เนื่องจากเป็นโรคพบน้อยมาก จนคนทั่วไปรวมถึงผู้ชายเอง ไม่ตระหนักว่า ผู้ชายก็สามารถเป็นมะเร็งเต้านมได้ โดยทฤษฎี มะเร็งเต้านมชาย ควรตรวจพบได้ ง่าย/เร็วกว่ามะเร็งเต้านมหญิง เพราะจะคลำพบก้อนเนื้อได้ง่ายกว่าจากเนื้อเยื่อเต้านมที่มีน้อยกว่ามาก แต่ในความเป็นจริง จากการที่ไม่คิดว่าผู้ชายจะเป็นมะเร็งเต้านมได้ ส่งผลให้ ผู้ป่วยชายมักมาพบแพทย์ในระยะโรครุนแรง คือ โรคระยะ3ขึ้นไป ส่งผล นอกจากนั้น เนื่องจากเป็นโรคพบน้อยมาก การศึกษาต่างๆโดยเฉพาะวิธีรักษา จึงใช้ตามที่ศึกษาได้จากเพศหญิง ดังนั้น การรักษาโดยเฉพาะในเรื่องของยาฮอร์โมน และ/หรือยารักษาตรงเป้า/ยารักษาแบบจำเพาะต่อเซลล์มะเร็งในผู้ป่วยชาย จึงมีข้อจำกัด ยังไม่เป็นมาตรฐานเหมือนในกรณีของผู้ป่วยหญิง ขอบคุณที่มา > haamor

ผู้ชายพันธุ์แท้อกสามศอกก็มีสิทธิ์เป็นมะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านมผู้ชายก็ไม่ละเว้น รู้ทันมะเร็ง : มะเร็งเต้านม ผู้ชายก็ไม่ละเว้น               หลายคนอาจไม่เคยทราบมาก่อนว่าผู้ชายพันธุ์แท้อกสามศอกก็มีสิทธิ์เป็นมะเร็งเต้านมได้ไม่ต่างจากสตรีเพศเช่นกัน เพียงแต่พบได้น้อยกว่าเท่านั้น แต่ถึงจะพบได้น้อยก็อย่าชะล่าใจเพราะปัจจุบันอุบัติการณ์ของมะเร็งเต้านมเพิ่มสูงขึ้นจนน่าเป็นห่วง               จากสถิติพบว่ามะเร็งเต้านมพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายประมาณ 100 เท่า ในเพศชายนั้นพบบ่อยในช่วงอายุ 60-70 ปี โดยพบว่าผู้ชายที่เป็นมะเร็งเต้านมมีอายุเฉลี่ยมากกว่าผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านม 7-8 ปี ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์มีประวัติมะเร็งเต้านมในครอบครัว โดยจะเป็นญาติทางฝ่ายชายหรือหญิงก็ได้ ปัจจัยที่เชื่อว่าเป็นสาเหตุสำคัญของมะเร็งเต้านมในเพศชายก็ไม่ต่างจากเพศหญิงนั่นคือมีระดับฮอร์โมนเพศหญิงที่ชื่อเอสโตรเจนสูงกว่าปกติ โดยเฉพาะกลุ่มอาการที่ชื่อเรียกยากว่ากลุ่มอาการคลายน์เฟลเทอร์ ซึ่งมีความผิดปกติของดีเอ็นเอคือมีดีเอ็นเอของเพศหญิงเพิ่มขึ้นมาในร่างกายมาตั้งแต่เกิด ทำให้มีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงและระดับฮอร์โมนเพศชายต่ำลงทำให้มีลักษณะเหมือนเพศหญิง                                   ผู้ชายที่เป็นกลุ่มอาการนี้จะมีความสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติ ช่วงไหล่แคบกว่าช่วงเอว มีเต้านมใหญ่ ลูกอัณฑะเล็กและเป็นหมันจากการไม่มีตัวอสุจิหรือมีตัวอสุจิน้อยมาก กลุ่มอาการนี้พบได้ไม่บ่อยคือพบประมาณหนึ่งคนในผู้ชายหนึ่งพันคน นอกจากนั้นภาวะอื่นๆ ที่ทำให้มีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงผิดปกติ เช่น ตับแข็ง ลองสังเกตจากผู้ชายนักดื่มคอทองแดงทั้งหลายมักมีเต้านมใหญ่กว่าผู้ชายปกติทั่วไป เนื่องจากตับเสื่อมสภาพลงไม่สามารถทำลายฮอร์โมนเอสโตรเจนได้ตามปกติ ส่วนสาเหตุอื่นๆ ก็เช่น มีประวัติฉายแสงบริเวณหน้าอก ภาวะอ้วนน้ำหนักเกิน ซึ่งไม่ต่างจากสาเหตุของมะเร็งเต้านมในสตรีเพศแต่อย่างใด               ส่วนอาการที่พบบ่อยที่สุดคือคลำเจอก้อนที่เต้านมหรือเต้านมบวมส่วนใหญ่ไม่มีอาการเจ็บ อาการอื่นๆ ก็ได้แก่ มีของเหลวออกจากหัวนมที่พบบ่อยคือเป็นน้ำปนเลือด หัวนมบอดบุ๋มเข้าข้างใน เต้านมหรือหัวนมแดงหรือมีแผลเรื้อรังบริเวณหัวนม อย่างที่กล่าวไว้ตอนต้นว่ามะเร็งเต้านมในผู้ชายมักพบในชายสูงอายุที่อาจจะไม่ได้สนใจสังเกตความผิดปกติของเต้านมตนเอง ส่งผลให้การวินิจฉัยโรคล่าช้าและผลการรักษาผ่าตัดไม่ดีจากมะเร็งที่เป็นมากและสภาพร่างกายผู้สูงอายุที่มีหลายโรคคอยรุมเร้าอยู่                               เพราะฉะนั้นคุณผู้ชายทุกวัยก็ต้องคอยสังเกตความผิดปกติของเต้านมและตรวจเต้านมตนเองด้วยเช่นกัน หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ ระวังอย่าให้อ้วนน้ำหนักเกินและไม่ดื่มหนัก ส่วนพวกเพศที่สามหรือกายเป็นชายแต่ใจเป็นหญิงที่ชอบหาฮอร์โมนเพศหญิงมากินมาฉีดให้หน้าอกใหญ่เหมือนผู้หญิง ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมมากกว่าผู้ชายปกติอย่างช่วยไม่ได้นะครับ…ขอบอก       ขอบคุณที่มา >> komchadluek

ผู้ชายที่มีแนวโน้มป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านม

ผู้ชายก็เป็นมะเร็งเต้านมได้            มะเร็งเต้านมชายพบมากในชายสูงวัยมากกว่าชายวัยหนุ่ม แต่ก็มีผู้ชายที่มีแนวโน้มป่วยด้วยโรคนี้สูง            มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งอันดับหนึ่งของผู้หญิงไทย สถิติจากสถาบันมะเร็งบอกว่าผู้หญิงไทยป่วยเป็นมะเร็งเต้านม 28.6 คนต่อประชากร 1 แสนคน และมีอัตราการเกิดโรคและการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในทางกลับกัน มะเร็งเต้านมในผู้ชายกลับมีการพูดถึงน้อยมาก            ข้อมูลในสหรัฐระบุว่า มะเร็งเต้านมในผู้ชายมีอัตราราวร้อยละ 1 ของมะเร็งเต้านมที่พบทั้งหมด คิดเป็นตัวเลขราว 2,500 คน จากจำนวนนี้พบว่ามีผู้เสียชีวิตราว 500 คนต่อปี                มะเร็งเต้านมชายพบมากในชายสูงวัยมากกว่าชายวัยหนุ่ม แต่ก็มีผู้ชายที่มีแนวโน้มป่วยด้วยโรคนี้สูงเช่น มีญาติพี่น้องผู้หญิงป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านม หรือมีความไวต่อการรับฮอร์โมนเอสโตรเจน หรือมีโครโมโซมเป็น XXY            มีข้อมูลว่าผู้ชายที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านมราว 1 ใน 5 มีประวัติครอบครัวป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านม และมียีน BRCA ซึ่งเป็นยีนที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งเต้านมอยู่ในร่างกาย นอกจากนี้การบริโภคแอลกอฮอล์มาก หรือเป็นโรคอ้วน ก็เป็นตัวเร่งที่ทำให้มะเร็งถามหาเช่นกัน            แม้ว่าสถิติของผู้ชายป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านมจะน้อย แต่แพทย์ส่วนใหญ่ต่างระบุว่า ผู้ชายไม่ค่อยรู้ตัวและปล่อยให้มะเร็งลุกลามจนเกินขั้นรักษา ผู้หญิงส่วนใหญ่นิยมเข้ารับตรวจเต้านม (mammogram) ตอนอายุราว 40 ปีขึ้นไป แต่ผู้ชายส่วนใหญ่ไม่เคยตรวจเต้านมเลยตลอดทั้งชีวิต เพราะคิดว่าโรคนี้ไม่มีทางเกิดกับตน                    อาการเริ่มต้นที่สังเกตได้ง่ายที่สุดคือ เริ่มมีก้อนเนื้อที่หน้าอก เช่นเดียวกับมะเร็งเต้านมในผู้หญิง แต่ผู้ชายมีเนื้อเยื่อหน้าอกน้อยกว่าทำให้สังเกตได้ยาก ผู้ชายส่วนใหญ่จะเริ่มรู้ว่าตนเองมีก้อนเนื้อก็ต่อเมื่อมะเร็งเริ่มลามไปถึงหัวนม หรือมีเลือดออกบริเวณหัวนม แต่ก็เป็นสัญญาณว่าอาการลุกลาม และก้อนเนื้อมะเร็งที่อยู่ในหน้าอก ก็อาจลุกลามไปยังระบบต่อมน้ำเหลืองเสียแล้ว            การรักษามะเร็งเต้านมชาย ไม่แตกต่างจากการรักษามะเร็งเต้านมของผู้หญิง ขึ้นอยู่กับอาการของโรคและดุลพินิจของแพทย์ว่าจะต้องใช้วิธีการใด ได้แก่ การตัดเนื้อเยื่อหน้าอกออก การฉายแสง การทำคีโม หรือใช้ฮอร์โมนรักษาให้เนื้อมะเร็ง ซึ่งไวต่อฮอร์โมนเพศหญิงหายไป            คำแนะนำของแพทย์ส่วนใหญ่ในการป้องกันมะเร็งเต้านมชายคือ หมั่นตรวจเช็กร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ตรวจร่างกายอย่างน้อยปีละครั้ง หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ และรู้จักสังเกตร่างกายตัวเองด้วยการคลึงเต้านมเหมือนการตรวจเต้านมผู้หญิง ถึงแม้จะไม่เจอ แต่ถ้ารู้สึกว่าหน้าอกตนเองผิดปกติก็ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว และอย่าคิดว่าตนเองไม่น่าจะป่วยด้วยโรคแบบนี้ มิฉะนั้นอาจสายเกินแก้ได้         ขอบคุณที่มา >> rajavithi

นักดื่ม เสี่ยงมะเร็งเต้านมหรือมีประโยชน์ (บ้าง)

              การที่จะกล่าวว่า การดื่มแอลกอฮอล์ที่ปลอดภัย หรือในขนาดที่เป็นพิษต่อร่างกาย ยังมีข้อสรุปความเห็นที่แตกต่างกัน ที่ทำให้คนเดินดินธรรมดาอย่างเราๆท่านๆทั้งหลายได้งงพอสมควรค่ะ บ้างก็ว่า การดื่มในขนาดปลานกลางดีต่อหัวใจ ระบบหลอดเลือด และอาจจะสามารถช่วยป้องกันโรคเบาหวานชนิดที่ 2 (Diabetes type 2) และรวมไปถึงป้องกันโรคนิ่วได้ ส่วนการดื่มหนัก เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตที่สามารถป้องกันได้ในหลายประเทศ โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐ การดื่มหนักอาจเป็นอันตรายต่อตับและหัวใจ มีผลต่อเด็กในครรภ์ เพิ่มโอกาสในการเป็นมะเร็งเต้านมและมะเร็งอื่นๆ ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า และปัญหาความรุนแรง หรือแม้กระทั่งสร้างปัญหาในความสัมพันธ์ในครอบครัวได้ เราจึงเห็นข้อมูลแอลกอฮอล์แบบมีสองหน้าตลอดเวลา อย่าได้แปลกใจค่ะ สารที่ออกฤทธิ์ที่อยู่ในเครื่องดื่มแอล์กอฮอล์ เป็นโมเลกุลธรรมดาที่เรียกกว่า เอธานอล มีผลต่อร่างกายในรูปแบบต่างๆ อาทิเช่น ผลโดยตรงต่อกระเพาะอาหาร สมอง หัวใจ ถึงน้ำดี และตับ มันทำให้ระดับไขมัน ไม่ว่าจะเป็นระดับโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอร์ไรด์) และอินซูลินในเลือด รวมไปถึงการอักเสบและการแข็งตัวของเลือด นอกจากนี้จะมีผลต่ออารมณ์ สมาธิ สติของมนุษย์เราอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ดื่มปานกลางคือเท่าไร ปัจจุบันมีการใช้คำว่า ปริมาณแอลกอฮอล์ในระดับการดื่มปานกลาง (Moderate Alcohol drinking) หรือ ดื่ม 1 แก้ว ( a drink) นั้นมีการให้ความหมายว่าอย่างไรที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ ในการศึกษาวิจัยบางการศึกษาให้คำจำกัดความว่า ดื่มปานกลาง หมายถึงน้อยกว่า 1 แก้วต่อวัน(1) ในขณะที่บางรายงานก็บอกกว่าหมายถึง 3-4 แก้วต่อวัน สิ่งที่ถือว่าเป็นเครื่องดื่ม หมายถึงของเหลว ในความเป็นจริงแล้วแม้แต่ในหมู่นักวิจัยเองเครื่องดื่มแอลกอออล์ไม่มีคำจำกัดความของเครื่องดื่มมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วไป(2) ในขณะที่สหรัฐนั้น คำว่าเครื่องดื่ม 1 แก้ว มักจะหมายถึงเบียร์ขนาด 12 ออนซ์ หรือไวน์ 5 ออนซ์ หรือสุรา 1.5 ออนซ์ (เหล้า เช่น จิน หรือ วิสกี้)(3) แต่ละเครื่องดื่มมีแอลกอออล์เฉลี่ย 12-14 กรัม แต่มีความแตกต่างในระดับไมโครเมื่อพูดถึงแอลกอฮอล์ในไวน์ ไวน์แดงเป็นอย่างไร ผู้เชี่ยวชาญบางคนแนะนำว่าไวน์แดงทำให้เกิดความแตกต่าง แต่ในรายงานการวิจัยอื่น ๆ แสดงให้เห็นว่าเครื่องดื่มมีผลน้อยมากต่อประโยชน์ของระบบหัวใจและหลอดเลือด ดื่มเท่าไรมีผลดีต่อสุขภาพ มีคำแนะนำล่าสุดจากหน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องอย่างองค์การอนามัยโลกกล่าวว่า การดื่มที่ปลอดภัยและมีผลต่อสุขภาพคือ 1-2 แก้วดื่มต่อวัน สำหรับเพศชาย ส่วนในเพศหญิงไม่ควรเกิน 1 แก้วดื่มใน 1 วัน(3) ด้านมืดของแอลกอฮอล์ ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะชอบดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสามารถหยุดดื่มได้เมื่อมีความเสี่ยง ในขณะที่บางคนก็มมองการดื่มที่ปลอดภัยเป็นการดื่มเพื่อสุขภาพ แต่บางคนไม่คิดเช่นนั้น การดื่มหนักเป็นสาเหตุนำไปสู่การเสียชีวิต เพราะแอลกอฮอล์มันตัวการทำให้เกิดการอักเสบของอวัยวะสำคัญดังเช่น ตับ นำไปสู่ปัญหาตับแข็ง หรือแม้แต่การส่งผลร้ายแรงต่อระบบหลอดเลือดและหัวใจ รวมถึงการเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็งในหลายๆชนิด เมื่อเร็วๆสถาบันวิจัยมะเร็งสหรัฐ (American institute for cancer research) ระบุว่ามีหลักฐานที่น่าถือเชื่อมโยงแอลกอฮอล์กับการเกิดมะเร็งในช่องปาก หลอดลม หลอดอาหาร เต้านม ตับ ลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก(4) องค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยมะเร็งได้ข้อสรุปว่า ทั้งแอทธานอลในแอลกอฮอล์และ acetaldehyde ซึ่งเป็นสารเคมีที่เกิดจากการสลายตัวของเอธานอลเป็นสารก่อมระเร็งต่อมนุษย์ในปริมาณสุง(5) ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นสำหรับผู้ดื่มที่สูบบุหรี่หรือมีภาวะทุภโภชนาการ ปัญหาการดื่มเหล้ายังกระทบครอบครัว เพื่อน ชุมชนของผู้ดื่ม – ปี 2014 ประชาชนอเมริกันกว่า 61 ล้านคนถูกจัดว่าเป็นผู้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ดื่ม 5 แก้วดื่ม หรือมากกว่า อย่างน้อยเดือนละครั้ง) และ 16 ล้านคน เป็นผู้ดื่มหนัก คือ ดื่มมากกว่า 5 แก้วดื่มในหนึ่งเดือน(6) – แอลกอฮอล์มีบทบาทสูงถึงหนึ่งในสามกรณีการเกิดอาชญากรรมรุนแรง(7) – ในปี 2015 มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทีมีแอลกอฮอล์มาเกี่ยวข้องมากกว่า 10,000 คนในสหรัฐ(8) – ค่าใช้จ่ายเพื่อเข้าถึงแอลกอฮอล์ของประชากรโลกมีมูลค่ากว่า 249 พันล้านเหรียญต่อปี(9) – การดื่มแอลกอฮอล์ในระดับปานกลางยังมีความเสี่ยงอยู่บ้าง แอลกอฮอล์สามารถรบกวนการนอนหลับและมีผลต่อการตัดสินใจของคนเรา แอลกอฮอล์มีปฏิสัมพันธ์ในรูปแบบที่อาจเป็นอันตรายต่อยาหลายชนิดรวมทั้งยาแก้อักเสบ ยาแก้ปวด และยาระงับประสาทนอกจากนี้ยังเสพติดโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีประวัติครอบครัวเกี่ยวกับโรคพิษสุราเรื้อรัง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม มีหลักฐานที่น่าเชื่อว่าการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมและยิ่งบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเท่าใดก็ยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้นเท่านั้น[10-14] จากการทบทวนการศึกษาวิจัยพบว่า ผู้หญิงจำนวน 88,084 รายและชายจำนวน 47,881 คน ในช่วงเวลา 30 ปีที่ผ่านมา พบว่า แม้ว่าจะดื่มเพียง 1 แก้วดื่ม ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งที่เกี่ยวกับแอลกอฮอล์ (ลำไส้ใหญ่ ทวารหนัก ช่องปาก ตับ หลอดอาหาร ฯลฯ) ในเพศชาย ขณะที่ในผู้หญิงส่วนใหญ่พบเป็นมะเร็งเต้านม โดยเฉพาะในหมู่ผู้สูบบุหรี่ที่แม้ว่าจะดื่มเพียง 1 ถึง 2 แก้วดื่มต่อวัน สำหรับผู้ชายที่ไม่สูบบุหรี่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคมะเร็งดังกล่าวที่เกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์(15) นักวิจัยพบว่าการดื่ม 2-5 แก้วต่อวันเมื่อเทียบกับเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เพิ่มโอกาสในการเป็นมะเร็งเต้านมถึง 41% ซึ่งไม่สำคัญว่ารูปแบบของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะเป็นชนิดใด อาทิเช่น ไวน์ เบียร์ หรือสุรา ซึ่ง 40% ของผู้หญิงที่ดื่ม 2-5 แก้วดื่มต่อวัน จะมีความเสี่ยงมะเร็งเต้านมเพิ่มมากขึ้น โดยมีทุกๆ 13 คนใน 100 ที่เป็นเพศหญิงทั่วไป ที่ร่างกายกำลังค่อยๆพัฒนาความเสี่ยง อันนำไปสู่ มะเร็งเต้านมในช่วงการดำเนินชีวิตแต่ละปี ในขณะที่ประชากรสหรัฐเพศหญิงจะพบความเสี่ยง 17 ถึง 18 คนในทุก 100 คนที่กำลังดำเนินชีวิตตนเองไปสู่ความเสี่ยงการเป็นมะเร็งนี้เช่นเดียวกัน อย่างมีนัยสำคัญในแต่ละปี (10) โฟเลทกับแอลกอฮอล์และมะเร็งเต้านม ปัญหาการขาดได้รับโฟเลทไม่เพียงพอในอาหาร เป็นปัญหาเสี่ยงนำไปสู่มะเร็งเต้านมของเพศหญิง เนื่องจากว่าการโฟเลท เป็นสาระสำคัญในการสร้างเซลล์ป้องกันมะเร็ง ดังนั้น การขาดโฟเลทอันมีสาเหตุจากการดื่มหนัก จึงเป็นตัวการสำคัญให้การเปลี่ยนแปลงในยีนที่จะนำไปสู่การเกิดมะเร็ง นอกจากนี้ แอลกอฮอล์ยังเพิ่มระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งเป็นตัวกระตุ้นสำคัญต่อกระบวนการเกิดมะเร็งเต้านมในเพศหญิง การขาดโฟเลทจากการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งร่างกายมีความต้องการอย่างน้อย 400 ไมโครกรัมต่อวัน เพียงเราดื่ม 1 แก้วดื่มต่อวันก็สามารถนำร่างกายไปสู่ความเสี่ยงดังที่กล่าวมาได้แล้ว(16,17) โดยสรุป ความจริงที่เราไม่อามองข้ามได้คือ การดื่มแอลกอฮอล์มีผลกระทบต่อมนุษย์เราทั้งเพศชายและหญิง นอกจากปัญหาที่เรารู้ๆกันดีคือพิษต่อตับ สมอง หัวใจ ระบบหลอดเลือด มะเร็งในทางเดินอาหารแล้ว สิ่งที่หลายคนอาจคาดไม่ถึงนั่นคือ การดื่มแอลกอฮอล์ แม้จะได้ขึ้นชื่อว่าเป็นการดื่มเพื่อสุขภาพหรือดื่มอย่างปลอดภัย โดยเฉพาะดังตัวอย่าง 1 แก้วดื่ม ก็นำร่างกายโดยเฉพาะเพศหญิงไปสู่ความเสี่ยงการเป็นมะเร็งเต้านมอย่างมากแล้วค่ะ นอกจากความเสี่ยงในฐานะที่เกิดเป็นเพศหญิงแล้ว หากเป็นนักดื่มด้วย จึงมีความเสี่ยงมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เป็นข้อมูลอัพเดทอันหนึ่งที่สำคัญ นำมาบอกกล่าวโดยเฉพาะสำหรับท่านที่อาศัยวันลอยกระทงนี้เป็นวันแห่งการดื่ม (อีกหนึ่งวัน) นำมาให้ท่านผู้อ่านได้พิจารณาว่าจะปฏิบัติต่อไปอย่างไรนะคะ       ขอบคุณที่มาจาก dmh

Support by |Nolvadex