ผู้ชายพันธุ์แท้อกสามศอกก็มีสิทธิ์เป็นมะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านมผู้ชายก็ไม่ละเว้น รู้ทันมะเร็ง : มะเร็งเต้านม ผู้ชายก็ไม่ละเว้น               หลายคนอาจไม่เคยทราบมาก่อนว่าผู้ชายพันธุ์แท้อกสามศอกก็มีสิทธิ์เป็นมะเร็งเต้านมได้ไม่ต่างจากสตรีเพศเช่นกัน เพียงแต่พบได้น้อยกว่าเท่านั้น แต่ถึงจะพบได้น้อยก็อย่าชะล่าใจเพราะปัจจุบันอุบัติการณ์ของมะเร็งเต้านมเพิ่มสูงขึ้นจนน่าเป็นห่วง               จากสถิติพบว่ามะเร็งเต้านมพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายประมาณ 100 เท่า ในเพศชายนั้นพบบ่อยในช่วงอายุ 60-70 ปี โดยพบว่าผู้ชายที่เป็นมะเร็งเต้านมมีอายุเฉลี่ยมากกว่าผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านม 7-8 ปี ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์มีประวัติมะเร็งเต้านมในครอบครัว โดยจะเป็นญาติทางฝ่ายชายหรือหญิงก็ได้ ปัจจัยที่เชื่อว่าเป็นสาเหตุสำคัญของมะเร็งเต้านมในเพศชายก็ไม่ต่างจากเพศหญิงนั่นคือมีระดับฮอร์โมนเพศหญิงที่ชื่อเอสโตรเจนสูงกว่าปกติ โดยเฉพาะกลุ่มอาการที่ชื่อเรียกยากว่ากลุ่มอาการคลายน์เฟลเทอร์ ซึ่งมีความผิดปกติของดีเอ็นเอคือมีดีเอ็นเอของเพศหญิงเพิ่มขึ้นมาในร่างกายมาตั้งแต่เกิด ทำให้มีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงและระดับฮอร์โมนเพศชายต่ำลงทำให้มีลักษณะเหมือนเพศหญิง                                   ผู้ชายที่เป็นกลุ่มอาการนี้จะมีความสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติ ช่วงไหล่แคบกว่าช่วงเอว มีเต้านมใหญ่ ลูกอัณฑะเล็กและเป็นหมันจากการไม่มีตัวอสุจิหรือมีตัวอสุจิน้อยมาก กลุ่มอาการนี้พบได้ไม่บ่อยคือพบประมาณหนึ่งคนในผู้ชายหนึ่งพันคน นอกจากนั้นภาวะอื่นๆ ที่ทำให้มีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงผิดปกติ เช่น ตับแข็ง ลองสังเกตจากผู้ชายนักดื่มคอทองแดงทั้งหลายมักมีเต้านมใหญ่กว่าผู้ชายปกติทั่วไป เนื่องจากตับเสื่อมสภาพลงไม่สามารถทำลายฮอร์โมนเอสโตรเจนได้ตามปกติ ส่วนสาเหตุอื่นๆ ก็เช่น มีประวัติฉายแสงบริเวณหน้าอก ภาวะอ้วนน้ำหนักเกิน ซึ่งไม่ต่างจากสาเหตุของมะเร็งเต้านมในสตรีเพศแต่อย่างใด               ส่วนอาการที่พบบ่อยที่สุดคือคลำเจอก้อนที่เต้านมหรือเต้านมบวมส่วนใหญ่ไม่มีอาการเจ็บ อาการอื่นๆ ก็ได้แก่ มีของเหลวออกจากหัวนมที่พบบ่อยคือเป็นน้ำปนเลือด หัวนมบอดบุ๋มเข้าข้างใน เต้านมหรือหัวนมแดงหรือมีแผลเรื้อรังบริเวณหัวนม อย่างที่กล่าวไว้ตอนต้นว่ามะเร็งเต้านมในผู้ชายมักพบในชายสูงอายุที่อาจจะไม่ได้สนใจสังเกตความผิดปกติของเต้านมตนเอง ส่งผลให้การวินิจฉัยโรคล่าช้าและผลการรักษาผ่าตัดไม่ดีจากมะเร็งที่เป็นมากและสภาพร่างกายผู้สูงอายุที่มีหลายโรคคอยรุมเร้าอยู่                               เพราะฉะนั้นคุณผู้ชายทุกวัยก็ต้องคอยสังเกตความผิดปกติของเต้านมและตรวจเต้านมตนเองด้วยเช่นกัน หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ ระวังอย่าให้อ้วนน้ำหนักเกินและไม่ดื่มหนัก ส่วนพวกเพศที่สามหรือกายเป็นชายแต่ใจเป็นหญิงที่ชอบหาฮอร์โมนเพศหญิงมากินมาฉีดให้หน้าอกใหญ่เหมือนผู้หญิง ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมมากกว่าผู้ชายปกติอย่างช่วยไม่ได้นะครับ…ขอบอก       ขอบคุณที่มา >> komchadluek

ผู้ชายที่มีแนวโน้มป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านม

ผู้ชายก็เป็นมะเร็งเต้านมได้            มะเร็งเต้านมชายพบมากในชายสูงวัยมากกว่าชายวัยหนุ่ม แต่ก็มีผู้ชายที่มีแนวโน้มป่วยด้วยโรคนี้สูง            มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งอันดับหนึ่งของผู้หญิงไทย สถิติจากสถาบันมะเร็งบอกว่าผู้หญิงไทยป่วยเป็นมะเร็งเต้านม 28.6 คนต่อประชากร 1 แสนคน และมีอัตราการเกิดโรคและการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในทางกลับกัน มะเร็งเต้านมในผู้ชายกลับมีการพูดถึงน้อยมาก            ข้อมูลในสหรัฐระบุว่า มะเร็งเต้านมในผู้ชายมีอัตราราวร้อยละ 1 ของมะเร็งเต้านมที่พบทั้งหมด คิดเป็นตัวเลขราว 2,500 คน จากจำนวนนี้พบว่ามีผู้เสียชีวิตราว 500 คนต่อปี                มะเร็งเต้านมชายพบมากในชายสูงวัยมากกว่าชายวัยหนุ่ม แต่ก็มีผู้ชายที่มีแนวโน้มป่วยด้วยโรคนี้สูงเช่น มีญาติพี่น้องผู้หญิงป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านม หรือมีความไวต่อการรับฮอร์โมนเอสโตรเจน หรือมีโครโมโซมเป็น XXY            มีข้อมูลว่าผู้ชายที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านมราว 1 ใน 5 มีประวัติครอบครัวป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านม และมียีน BRCA ซึ่งเป็นยีนที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งเต้านมอยู่ในร่างกาย นอกจากนี้การบริโภคแอลกอฮอล์มาก หรือเป็นโรคอ้วน ก็เป็นตัวเร่งที่ทำให้มะเร็งถามหาเช่นกัน            แม้ว่าสถิติของผู้ชายป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านมจะน้อย แต่แพทย์ส่วนใหญ่ต่างระบุว่า ผู้ชายไม่ค่อยรู้ตัวและปล่อยให้มะเร็งลุกลามจนเกินขั้นรักษา ผู้หญิงส่วนใหญ่นิยมเข้ารับตรวจเต้านม (mammogram) ตอนอายุราว 40 ปีขึ้นไป แต่ผู้ชายส่วนใหญ่ไม่เคยตรวจเต้านมเลยตลอดทั้งชีวิต เพราะคิดว่าโรคนี้ไม่มีทางเกิดกับตน                    อาการเริ่มต้นที่สังเกตได้ง่ายที่สุดคือ เริ่มมีก้อนเนื้อที่หน้าอก เช่นเดียวกับมะเร็งเต้านมในผู้หญิง แต่ผู้ชายมีเนื้อเยื่อหน้าอกน้อยกว่าทำให้สังเกตได้ยาก ผู้ชายส่วนใหญ่จะเริ่มรู้ว่าตนเองมีก้อนเนื้อก็ต่อเมื่อมะเร็งเริ่มลามไปถึงหัวนม หรือมีเลือดออกบริเวณหัวนม แต่ก็เป็นสัญญาณว่าอาการลุกลาม และก้อนเนื้อมะเร็งที่อยู่ในหน้าอก ก็อาจลุกลามไปยังระบบต่อมน้ำเหลืองเสียแล้ว            การรักษามะเร็งเต้านมชาย ไม่แตกต่างจากการรักษามะเร็งเต้านมของผู้หญิง ขึ้นอยู่กับอาการของโรคและดุลพินิจของแพทย์ว่าจะต้องใช้วิธีการใด ได้แก่ การตัดเนื้อเยื่อหน้าอกออก การฉายแสง การทำคีโม หรือใช้ฮอร์โมนรักษาให้เนื้อมะเร็ง ซึ่งไวต่อฮอร์โมนเพศหญิงหายไป            คำแนะนำของแพทย์ส่วนใหญ่ในการป้องกันมะเร็งเต้านมชายคือ หมั่นตรวจเช็กร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ตรวจร่างกายอย่างน้อยปีละครั้ง หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ และรู้จักสังเกตร่างกายตัวเองด้วยการคลึงเต้านมเหมือนการตรวจเต้านมผู้หญิง ถึงแม้จะไม่เจอ แต่ถ้ารู้สึกว่าหน้าอกตนเองผิดปกติก็ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว และอย่าคิดว่าตนเองไม่น่าจะป่วยด้วยโรคแบบนี้ มิฉะนั้นอาจสายเกินแก้ได้         ขอบคุณที่มา >> rajavithi

นักดื่ม เสี่ยงมะเร็งเต้านมหรือมีประโยชน์ (บ้าง)

              การที่จะกล่าวว่า การดื่มแอลกอฮอล์ที่ปลอดภัย หรือในขนาดที่เป็นพิษต่อร่างกาย ยังมีข้อสรุปความเห็นที่แตกต่างกัน ที่ทำให้คนเดินดินธรรมดาอย่างเราๆท่านๆทั้งหลายได้งงพอสมควรค่ะ บ้างก็ว่า การดื่มในขนาดปลานกลางดีต่อหัวใจ ระบบหลอดเลือด และอาจจะสามารถช่วยป้องกันโรคเบาหวานชนิดที่ 2 (Diabetes type 2) และรวมไปถึงป้องกันโรคนิ่วได้ ส่วนการดื่มหนัก เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตที่สามารถป้องกันได้ในหลายประเทศ โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐ การดื่มหนักอาจเป็นอันตรายต่อตับและหัวใจ มีผลต่อเด็กในครรภ์ เพิ่มโอกาสในการเป็นมะเร็งเต้านมและมะเร็งอื่นๆ ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า และปัญหาความรุนแรง หรือแม้กระทั่งสร้างปัญหาในความสัมพันธ์ในครอบครัวได้ เราจึงเห็นข้อมูลแอลกอฮอล์แบบมีสองหน้าตลอดเวลา อย่าได้แปลกใจค่ะ สารที่ออกฤทธิ์ที่อยู่ในเครื่องดื่มแอล์กอฮอล์ เป็นโมเลกุลธรรมดาที่เรียกกว่า เอธานอล มีผลต่อร่างกายในรูปแบบต่างๆ อาทิเช่น ผลโดยตรงต่อกระเพาะอาหาร สมอง หัวใจ ถึงน้ำดี และตับ มันทำให้ระดับไขมัน ไม่ว่าจะเป็นระดับโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอร์ไรด์) และอินซูลินในเลือด รวมไปถึงการอักเสบและการแข็งตัวของเลือด นอกจากนี้จะมีผลต่ออารมณ์ สมาธิ สติของมนุษย์เราอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ดื่มปานกลางคือเท่าไร ปัจจุบันมีการใช้คำว่า ปริมาณแอลกอฮอล์ในระดับการดื่มปานกลาง (Moderate Alcohol drinking) หรือ ดื่ม 1 แก้ว ( a drink) นั้นมีการให้ความหมายว่าอย่างไรที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ ในการศึกษาวิจัยบางการศึกษาให้คำจำกัดความว่า ดื่มปานกลาง หมายถึงน้อยกว่า 1 แก้วต่อวัน(1) ในขณะที่บางรายงานก็บอกกว่าหมายถึง 3-4 แก้วต่อวัน สิ่งที่ถือว่าเป็นเครื่องดื่ม หมายถึงของเหลว ในความเป็นจริงแล้วแม้แต่ในหมู่นักวิจัยเองเครื่องดื่มแอลกอออล์ไม่มีคำจำกัดความของเครื่องดื่มมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วไป(2) ในขณะที่สหรัฐนั้น คำว่าเครื่องดื่ม 1 แก้ว มักจะหมายถึงเบียร์ขนาด 12 ออนซ์ หรือไวน์ 5 ออนซ์ หรือสุรา 1.5 ออนซ์ (เหล้า เช่น จิน หรือ วิสกี้)(3) แต่ละเครื่องดื่มมีแอลกอออล์เฉลี่ย 12-14 กรัม แต่มีความแตกต่างในระดับไมโครเมื่อพูดถึงแอลกอฮอล์ในไวน์ ไวน์แดงเป็นอย่างไร ผู้เชี่ยวชาญบางคนแนะนำว่าไวน์แดงทำให้เกิดความแตกต่าง แต่ในรายงานการวิจัยอื่น ๆ แสดงให้เห็นว่าเครื่องดื่มมีผลน้อยมากต่อประโยชน์ของระบบหัวใจและหลอดเลือด ดื่มเท่าไรมีผลดีต่อสุขภาพ มีคำแนะนำล่าสุดจากหน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องอย่างองค์การอนามัยโลกกล่าวว่า การดื่มที่ปลอดภัยและมีผลต่อสุขภาพคือ 1-2 แก้วดื่มต่อวัน สำหรับเพศชาย ส่วนในเพศหญิงไม่ควรเกิน 1 แก้วดื่มใน 1 วัน(3) ด้านมืดของแอลกอฮอล์ ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะชอบดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสามารถหยุดดื่มได้เมื่อมีความเสี่ยง ในขณะที่บางคนก็มมองการดื่มที่ปลอดภัยเป็นการดื่มเพื่อสุขภาพ แต่บางคนไม่คิดเช่นนั้น การดื่มหนักเป็นสาเหตุนำไปสู่การเสียชีวิต เพราะแอลกอฮอล์มันตัวการทำให้เกิดการอักเสบของอวัยวะสำคัญดังเช่น ตับ นำไปสู่ปัญหาตับแข็ง หรือแม้แต่การส่งผลร้ายแรงต่อระบบหลอดเลือดและหัวใจ รวมถึงการเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็งในหลายๆชนิด เมื่อเร็วๆสถาบันวิจัยมะเร็งสหรัฐ (American institute for cancer research) ระบุว่ามีหลักฐานที่น่าถือเชื่อมโยงแอลกอฮอล์กับการเกิดมะเร็งในช่องปาก หลอดลม หลอดอาหาร เต้านม ตับ ลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก(4) องค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยมะเร็งได้ข้อสรุปว่า ทั้งแอทธานอลในแอลกอฮอล์และ acetaldehyde ซึ่งเป็นสารเคมีที่เกิดจากการสลายตัวของเอธานอลเป็นสารก่อมระเร็งต่อมนุษย์ในปริมาณสุง(5) ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นสำหรับผู้ดื่มที่สูบบุหรี่หรือมีภาวะทุภโภชนาการ ปัญหาการดื่มเหล้ายังกระทบครอบครัว เพื่อน ชุมชนของผู้ดื่ม – ปี 2014 ประชาชนอเมริกันกว่า 61 ล้านคนถูกจัดว่าเป็นผู้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ดื่ม 5 แก้วดื่ม หรือมากกว่า อย่างน้อยเดือนละครั้ง) และ 16 ล้านคน เป็นผู้ดื่มหนัก คือ ดื่มมากกว่า 5 แก้วดื่มในหนึ่งเดือน(6) – แอลกอฮอล์มีบทบาทสูงถึงหนึ่งในสามกรณีการเกิดอาชญากรรมรุนแรง(7) – ในปี 2015 มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทีมีแอลกอฮอล์มาเกี่ยวข้องมากกว่า 10,000 คนในสหรัฐ(8) – ค่าใช้จ่ายเพื่อเข้าถึงแอลกอฮอล์ของประชากรโลกมีมูลค่ากว่า 249 พันล้านเหรียญต่อปี(9) – การดื่มแอลกอฮอล์ในระดับปานกลางยังมีความเสี่ยงอยู่บ้าง แอลกอฮอล์สามารถรบกวนการนอนหลับและมีผลต่อการตัดสินใจของคนเรา แอลกอฮอล์มีปฏิสัมพันธ์ในรูปแบบที่อาจเป็นอันตรายต่อยาหลายชนิดรวมทั้งยาแก้อักเสบ ยาแก้ปวด และยาระงับประสาทนอกจากนี้ยังเสพติดโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีประวัติครอบครัวเกี่ยวกับโรคพิษสุราเรื้อรัง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม มีหลักฐานที่น่าเชื่อว่าการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมและยิ่งบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเท่าใดก็ยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้นเท่านั้น[10-14] จากการทบทวนการศึกษาวิจัยพบว่า ผู้หญิงจำนวน 88,084 รายและชายจำนวน 47,881 คน ในช่วงเวลา 30 ปีที่ผ่านมา พบว่า แม้ว่าจะดื่มเพียง 1 แก้วดื่ม ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งที่เกี่ยวกับแอลกอฮอล์ (ลำไส้ใหญ่ ทวารหนัก ช่องปาก ตับ หลอดอาหาร ฯลฯ) ในเพศชาย ขณะที่ในผู้หญิงส่วนใหญ่พบเป็นมะเร็งเต้านม โดยเฉพาะในหมู่ผู้สูบบุหรี่ที่แม้ว่าจะดื่มเพียง 1 ถึง 2 แก้วดื่มต่อวัน สำหรับผู้ชายที่ไม่สูบบุหรี่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคมะเร็งดังกล่าวที่เกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์(15) นักวิจัยพบว่าการดื่ม 2-5 แก้วต่อวันเมื่อเทียบกับเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เพิ่มโอกาสในการเป็นมะเร็งเต้านมถึง 41% ซึ่งไม่สำคัญว่ารูปแบบของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะเป็นชนิดใด อาทิเช่น ไวน์ เบียร์ หรือสุรา ซึ่ง 40% ของผู้หญิงที่ดื่ม 2-5 แก้วดื่มต่อวัน จะมีความเสี่ยงมะเร็งเต้านมเพิ่มมากขึ้น โดยมีทุกๆ 13 คนใน 100 ที่เป็นเพศหญิงทั่วไป ที่ร่างกายกำลังค่อยๆพัฒนาความเสี่ยง อันนำไปสู่ มะเร็งเต้านมในช่วงการดำเนินชีวิตแต่ละปี ในขณะที่ประชากรสหรัฐเพศหญิงจะพบความเสี่ยง 17 ถึง 18 คนในทุก 100 คนที่กำลังดำเนินชีวิตตนเองไปสู่ความเสี่ยงการเป็นมะเร็งนี้เช่นเดียวกัน อย่างมีนัยสำคัญในแต่ละปี (10) โฟเลทกับแอลกอฮอล์และมะเร็งเต้านม ปัญหาการขาดได้รับโฟเลทไม่เพียงพอในอาหาร เป็นปัญหาเสี่ยงนำไปสู่มะเร็งเต้านมของเพศหญิง เนื่องจากว่าการโฟเลท เป็นสาระสำคัญในการสร้างเซลล์ป้องกันมะเร็ง ดังนั้น การขาดโฟเลทอันมีสาเหตุจากการดื่มหนัก จึงเป็นตัวการสำคัญให้การเปลี่ยนแปลงในยีนที่จะนำไปสู่การเกิดมะเร็ง นอกจากนี้ แอลกอฮอล์ยังเพิ่มระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งเป็นตัวกระตุ้นสำคัญต่อกระบวนการเกิดมะเร็งเต้านมในเพศหญิง การขาดโฟเลทจากการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งร่างกายมีความต้องการอย่างน้อย 400 ไมโครกรัมต่อวัน เพียงเราดื่ม 1 แก้วดื่มต่อวันก็สามารถนำร่างกายไปสู่ความเสี่ยงดังที่กล่าวมาได้แล้ว(16,17) โดยสรุป ความจริงที่เราไม่อามองข้ามได้คือ การดื่มแอลกอฮอล์มีผลกระทบต่อมนุษย์เราทั้งเพศชายและหญิง นอกจากปัญหาที่เรารู้ๆกันดีคือพิษต่อตับ สมอง หัวใจ ระบบหลอดเลือด มะเร็งในทางเดินอาหารแล้ว สิ่งที่หลายคนอาจคาดไม่ถึงนั่นคือ การดื่มแอลกอฮอล์ แม้จะได้ขึ้นชื่อว่าเป็นการดื่มเพื่อสุขภาพหรือดื่มอย่างปลอดภัย โดยเฉพาะดังตัวอย่าง 1 แก้วดื่ม ก็นำร่างกายโดยเฉพาะเพศหญิงไปสู่ความเสี่ยงการเป็นมะเร็งเต้านมอย่างมากแล้วค่ะ นอกจากความเสี่ยงในฐานะที่เกิดเป็นเพศหญิงแล้ว หากเป็นนักดื่มด้วย จึงมีความเสี่ยงมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เป็นข้อมูลอัพเดทอันหนึ่งที่สำคัญ นำมาบอกกล่าวโดยเฉพาะสำหรับท่านที่อาศัยวันลอยกระทงนี้เป็นวันแห่งการดื่ม (อีกหนึ่งวัน) นำมาให้ท่านผู้อ่านได้พิจารณาว่าจะปฏิบัติต่อไปอย่างไรนะคะ       ขอบคุณที่มาจาก dmh

รู้ยัง! มะเร็งเต้านม ผู้ชายก็เป็นได้ อันตรายกว่าผู้หญิงด้วย

ใครว่ามะเร็งเต้านมเป็นได้เฉพาะกับผู้หญิง เพราะจริงๆ แล้วผู้ชายก็สามารถมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมได้เช่นกัน แถมอันตรายมากเสียด้วย จะเป็นอย่างไร Sanook! Health มีคำตอบค่ะ มะเร็งเต้านม ในผู้ชาย มีโอกาสพบมากน้อยแค่ไหน? อัตราส่วนที่พบได้ คือ 1/1000 คน ในช่วงอายุ 60-70 ปี หรือในช่วงคุณพ่อ คุณปู่คุณตา หรือญาติผู้ใหญ่ของเราเนี่ยแหละ ปัจจัยที่ทำให้เกิดมะเร็งเต้านมในผู้ชาย – มีระดับฮอร์โมน “เอสโตรเจน” ซึ่งเป็นฮอร์โมนผู้หญิงมากกว่าปกติ – ในทางกลับกัน มีระดับฮอร์โมนของเพศชายต่ำลง – มีความสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติ – มีลักษระร่างกายที่มีช่วงไหล่แคบกว่าช่วงเอว – มีเต้านมใหญ่กว่ามาตรฐานชายทั่วไป – ลูกอัณฑะมีขนาดเล็ก และเป็นหมันจากการมีอสุจิน้อยเกินไป หรือไม่มี อาการที่พบในเบื้องต้น เหมือนกับมะเร็งเต้านมในผู้หญิง คือ พบก้อนแข็งๆ หรือนูนๆ บริเวณหน้าอก อาจมีอาการบวมปวด หรือกดเจ็บ ซึ่งอาการเหล่านี้จะพบเห็นได้ง่ายกว่าเต้านมของผู้หญิงเพราะเต้านมของผู้ชายมีลักษณะแบนราบกว่า ไขมันน้อยกว่า เมื่อพบก้อนแข็งๆ ก็จะเห็นได้ชัดกว่า แต่เมื่อผู้ชายไม่มีเนื้อหน้าอก ไม่มีชั้นไขมัน ทำให้เมื่อเป็นมะเร็งเต้านมก็จะลุกลามเข้าผนังหน้าอกได้เร็วกว่า จึงอันตรายกว่ามะเร็งเต้านมที่พบในผู้หญิงนั่นเอง วิธีป้องกัน มะเร็งเต้านมในผู้ชาย 1. คอยสังเกตความผิดปกติของเต้านม ว่ามีก้อนแข็งนูน หน้าอกปกติดีอยู่หรือไม่ 2. รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ ออกกำลังกายเป็นประจำ 3. ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานอยู่เสมอ ไม่ปล่อยให้ตัวเองอ้วน แต่ในทางกลับกันก็อย่าให้น้ำหนักเดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลงบ่อยครั้งจนเกินไปด้วยเช่นกัน 4. งดสุบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์ ที่เป็นสาเหตุในการกระตุ้นเชื้อมะเร็งในร่างกาย ถึงจะพบได้ยาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าคุณผู้ชายบ้านเราจะเป็นไม่ได้นะคะ รู้ไว้จะได้ป้องกัน และพบความผิดปกติของร่างกายก่อนที่จะลุกลามไปไกลเกินกว่าจะเยียวยาได้ แต่อย่างไรก็ตาม Sanook! Health ขอให้ทุกคนสุขภาพแข็งแรง ไร้โรคภัยไข้เจ็บใดๆ ทุกคนค่ะ ขอบคุณที่มาจาก sanook

มะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านม มะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยและเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ในผู้หญิง ส่วนในผู้ชายก็พบมะเร็งเต้านมได้เช่นกันแต่ไม่บ่อยนัก โดยประมาณ 90% ของมะเร็งเต้านมเกิดจากต่อมน้ำนมและท่อน้ำนม จึงมีโอกาสมากที่จะพบการเกิดมะเร็งในเต้านมทั้งสองข้าง ทั้งในระยะแรกและหลังจากการตรวจวินิจฉัย อย่างไรก็ดี การตรวจพบมะเร็งในระยะแรกจะช่วยให้การรักษามีโอกาสประสบความสำเร็จได้สูง ปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งเต้านม อายุ ในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 50 ปีจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น มีประวัติการเป็นมะเร็งเต้านม โดยผู้ป่วยที่เกิดมะเร็งเต้านมขึ้นที่ข้างหนึ่งมีความเสี่ยง 3-4 เท่าในการที่จะเกิดก้อนมะเร็งขึ้นที่เต้านมอีกข้าง มีประวัติการเป็นมะเร็งรังไข่ เนื่องจากการเป็นมะเร็งรังไข่เกี่ยวข้องกับการสัมผัสฮอร์โมน จึงเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น การกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 หรือ BRCA2 มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม และการมีประวัติมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ ในครอบครัวตั้งแต่อายุน้อย การสัมผัสกับฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิงที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงของลักษณะทางเพศ โดยพบว่าการสัมผัสกับเอสโตรเจนเป็นเวลานานจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม ลักษณะของการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ความอ้วน ขาดการออกกำลังกาย ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การได้รับรังสีในปริมาณสูง อาการมะเร็งเต้านม บางครั้งผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านม อาจไม่มีอาการของมะเร็งเต้านม หรือบางครั้งอาการผิดปกติที่เป็นอาจไม่ใช่โรคมะเร็งก็ได้ ดังนั้นจึงควรไปพบแพทย์เมื่อมีอาการดังต่อไปนี้ มีก้อนหนาๆ ในเต้านมหรือใต้แขน บริเวณหัวนมบุ๋ม มีน้ำเหลือง หรือมีแผล เต้านมมีผื่น แดง ร้อน ผื่นคล้ายผิวส้ม มีอาการปวดบริเวณเต้านม การตรวจประเมินมะเร็งเต้านมเบื้องต้น การตรวจประเมินเบื้องต้นเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้สามารถตรวจพบมะเร็งเต้านมในระยะต้นๆ ซึ่งจะส่งผลให้การรักษามีโอกาสประสบความสำเร็จสูง โดยการตรวจประเมินมะเร็งเต้านมเบื้องต้นสามารถทำได้ดังนี้ การคลำเต้านมด้วยตนเอง การตรวจด้วยวิธีแมมโมแกรม (mammogram) แนะนำให้ผู้หญิงที่อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไปเข้ารับการตรวจแมมโมแกรมทุก 1-2 ปี การตรวจด้วยอัลตราซาวนด์และ MRI จะใช้ในกรณีที่ผลของแมมโมแกรมตรวจพบความผิดปกติและต้องการตรวจหาเพื่อให้แน่ชัดยิ่งขึ้น การวินิจฉัยมะเร็งเต้านม การวินิจฉัยมะเร็งเต้านมจะทำเมื่อมีการตรวจพบก้อนผิดปกติ (ทั้งจากการตรวจเต้านมด้วยตนเองหรือการเอกซเรย์) หรือพบการมีแคลเซียมเป็นจุดที่ผิดปกติจากการตรวจเอกซเรย์ ซึ่งแพทย์จะต้องทำการตรวจว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ และมีการแพร่กระจายไปที่ใดแล้วหรือไม่ ซึ่งวิธีที่วินิจฉัยได้แม่นยำคือวิธีการนำชิ้นเนื้อออกมาตรวจ แต่หากไม่สามารถตรวจด้วยวิธีนี้ได้ แพทย์จะพิจารณาการตรวจด้วยวิธีอื่น ทั้งนี้ การวินิจฉัยโรคแพทย์จะพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ประกอบ เช่น อายุ การใช้ยาในปัจจุบัน ประเภทของมะเร็ง ระดับความรุนแรงของอาการ และผลการตรวจสอบก่อนหน้านี้ เป็นต้น โดยวิธีการวินิจฉัยมะเร็งเต้านมสามารถทำได้ดังนี้ การตรวจทางรังสีวิทยา การใช้เครื่องถ่ายภาพรังสีเต้านมเพื่อการวินิจฉัย (diagnostic mammography) การใช้คลื่นเสียงความถี่สูงถ่ายภาพเต้านม (ultrasound) การใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าถ่ายภาพเต้านม (MRI) การเก็บชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา (biopsy) การตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยา การตรวจเลือด การตรวจเพิ่มเติม การถ่ายภาพเอกซเรย์ทรวงอก การตรวจการลุกลามของมะเร็งไปยังกระดูก (bone scan) การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) เพื่อสร้างภาพ 3 มิติของอวัยวะต่างๆ เพื่อเพิ่มความละเอียดในการตรวจหาการลุกลามของมะเร็ง การรักษามะเร็งเต้านม การรักษามะเร็งเต้านมจะอาศัยทีมแพทย์ในสาขาต่างๆ เช่น ศัลยแพทย์ รังสีแพทย์ และอายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง มาร่วมกันวางแผนการรักษาที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย โดยปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกวิธีการรักษาของแพทย์ เช่น ขนาด ตำแหน่ง และลักษณะของเซลล์มะเร็ง ระยะโรคและการกระจายของมะเร็ง อายุและสุขภาพของผู้ป่วย ตัวรับฮอร์โมนของมะเร็ง ภาวะก่อนหรือหลังหมดประจำเดือน ปัจจัยที่บ่งบอกความรุนแรงของเนื้องอก เช่น ยีน HER2 ทางเลือกในการรักษามะเร็งเต้านม การผ่าตัด รังสีรักษา เคมีบำบัด การรักษาโดยใช้ฮอร์โมน การใช้ยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง (targeted therapy)         ขอบคุณที่มาจาก bumrungrad

“มะเร็งเต้านม” ที่ทุกคนต้องรู้ก่อนสายไป

มะเร็งเต้านมนับว่าเป็นภัยคุกคามที่น่ากลัวสำหรับสุขภาพ ผู้หญิงไทย มักมีความเข้าใจกันทั่วไปว่าผู้หญิงไทยป่วยเป็นมะเร็งเต้านมมาก และเสียชีวิตจากโรคนี้เป็นอันดับแรก แต่ความเป็นจริงแล้ว สาเหตุการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งในผู้หญิงในลำดับต้นๆ คือ มะเร็งปอด และตับ อ.พญ.นภา ปริญญานิติกูล จากหน่วยมะเร็งวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้แจงว่า ทุกวันนี้ความตื่นตัวเรื่องโรคมะเร็ง เต้านมมีมากในสังคมไทยแล้ว การที่ตัวเลขสูงเพราะว่ามีคนไปตรวจและเจอโรคเร็วมากขึ้น และยิ่งเจอเร็วเท่าใดก็จะมีโอกาสหายขาดสูงเช่นกัน “ต้องบอกว่าไทยมีความตระหนักรู้ (awareness) ในเรื่องมะเร็งเต้านม ทุกเดือนตุลาก็เป็นเดือนรณรงค์ มีแจกริบบิ้นสีชมพู สอนให้ผู้หญิงรู้จักตรวจเต้านมด้วยตัวเอง ก็เป็นเรื่องที่ดี ทำให้คนใส่ใจ ระมัดระวังสุขภาพตนเองมากขึ้น” อ.พญ.นภา กล่าว อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าจับแล้วไม่เจอก้อน แต่หากเต้านมมีอาการผิดปกติก็ควรรีบไปพบแพทย์ ซึ่งคุณหมอนภายืนยันว่าในกรณีที่ก้อนเล็กมากจะคลำเองไม่เจอ และการตรวจที่ดีก็ไม่ใช่แค่การคลำหน้าอก แต่ควรมีการวินิจฉัยทั้งในรูปแบบอัลตราซาวด์และแมมโมแกรม ทั้งนี้ มะเร็งเต้านมเป็นโรคที่มีสาเหตุจากหลายประการ อ.พญ.นภาระบุว่ายังบอกไม่ได้ชัดเจนว่ามีสาเหตุแน่ชัดจากอะไร แต่มีความเสี่ยง เช่นในด้านพันธุกรรม ซึ่งนับเป็นส่วนน้อยของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม หรือปัจจัยด้านฮอร์โมนเพศหญิง ที่เชื่อว่าการรับประทานฮอร์โมนทดแทนหลังวัยหมดประจำเดือนเป็นตัวเร่งความเสี่ยงให้เป็นโรค “มะเร็งเต้านมก็เหมือนมะเร็งอื่นๆ คือยังหาสาเหตุได้ไม่ชัด และมีสาเหตุมารวมๆ กัน ยิ่งในยุคปัจจุบันที่ไลฟ์สไตล์คนไทยคล้ายฝรั่ง ก็ยิ่งเห็นชัด ทุกวันนี้ในยุโรปกับอเมริกา มะเร็งเต้านมก็เป็นอันดับ 1 ในผู้หญิง ส่วนไทยก็เห็นชัดในช่วง 5-10 ปีมานี้ว่ามันเพิ่มขึ้นจริง” อ.พญ.นภา กล่าว สิ่งที่คนไทยไม่รู้กันมาก คือโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ เช่นในกรณีของแหวน ฐิติมา เป็นมะเร็งเต้านมเมื่อหลายปีก่อน รับการรักษา ด้วยการตัดเต้านม ฉายแสง รับประทานยาต้านฮอร์โมน แต่ไม่หายขาด จนกลับมาเป็นซ้ำ และลุกลามไปยังส่วนของกระดูก อ.พญ.นภา บอกว่า ส่วนใหญ่ผู้ป่วยโรคมะเร็งจะต้องกลับมาติดตามผล ภายใน 5-10 ปี ต้องกลับมาดูว่าเกิดซ้ำไหม แต่ในบางรายก็พบว่ามะเร็งกลับมาเป็นซ้ำในรอบ 15 ปี หลังการรักษาเสร็จ แต่ก็บอกยากว่าจะกลับมาเป็นใหม่หรือไม่ “สมมุติเป็นมะเร็งเต้านมแล้วรักษาหาย ตรวจไม่เจอเชื้อมะเร็งแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะกลับมาเป็นใหม่ไม่ได้ เพราะเซลล์มะเร็งมีคุณสมบัติพิเศษ มันจะเล็ดลอดเข้าไปในกระแสเลือด บางครั้งก็หลบเข้าไปอยู่ในตำแหน่งที่แพทย์วินิจฉัยไม่ได้ ตรวจไม่เจอ ช่วงที่ร่างกายเรายังแข็งแรงดีมันก็หลบอยู่ แต่พอเวลาผ่านไปอายุมากขึ้น อ่อนแอ ลง เซลล์มันก็โตขึ้นมา แล้วก็กระจายไปที่อื่น ไม่ได้อยู่ที่เต้านมแล้ว” อ.พญ.นภา ระบุ ปัจจุบันวิธีการรักษามะเร็งเต้านมมีความหลากหลาย ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัย และสาเหตุการเกิดโรคของผู้ป่วยแต่ละราย ทั้งในรูปแบบการฉายแสง การผ่าตัดเต้านม การใช้ยาคีโม ยาต้านฮอร์โมน หรือแม้แต่ยาเฉพาะด้าน “กรณีผู้ป่วยตรวจแล้วพบว่ามีฮอร์โมนเพศเยอะ หมอก็อาจวินิจฉัยได้ว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดเชื้อมะเร็ง ก็จะให้ยาต้านฮอร์โมนมา แต่บางรายตรวจแล้วพบว่าในร่างกายมีตัวรับสัญญาณก่อมะเร็ง HER2 ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้โรคกระจายเยอะ กระจายเร็ว เขาก็ให้ยาต้าน HER2 มา” อ.พญ.นภา อธิบาย ดังนั้น จะใช้วิธีใดรักษาก็ต้องขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคน ซึ่งคุณหมอนภาเองก็ย้ำว่า ถ้ายิ่งรักษาตั้งแต่ระยะเนิ่นๆ ที่มะเร็งยังไม่กระจาย ก็ยิ่งมีโอกาสหายขาด และมีโอกาสไม่กลับมาเป็นมะเร็งซ้ำได้มาก อ.พญ.นภาให้คำแนะนำว่า ผู้หญิงก็ควรตรวจมะเร็งเต้านมเป็นประจำ ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ก็ทราบข้อมูลส่วนนี้กันดี แต่สิ่งที่คนไทยละเลยไปคือการตรวจติดตาม หลังจากรักษามะเร็งเต้านมจนหายขาด เพราะไม่สามารถมั่นใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าโรคจะกลับมา และด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ปัจจุบันทั้งในไทยและเทศก็ยังบอกไม่ได้ว่าจะกลับมาเป็นมะเร็งซ้ำไหม จะกลับมาเมื่อใด ผู้หญิงต้องติดตามดูแล และสังเกตร่างกายตนเองอยู่สม่ำเสมอ         ขอบคุณที่มาจาก chula

วิธีการใหม่ในการรักษาโรคมะเร็งเต้านมที่ช่วยกำจัดเนื้องอกได้ภายใน 11 วัน

     วิธีการใหม่ในการรักษาโรคมะเร็งเต้านมที่ช่วยกำจัดเนื้องอกได้ภายใน 11 วัน โรคมะเร็งเต้านมเป็นโรคมะเร็งชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นที่เซลล์เต้านม โดยมักเริ่มเกิดขึ้นที่เยื่อบุท่อน้ำนมหรือต่อมผลิตน้ำนม เนื้องอกที่เป็นเนื้อร้ายนี้สามารถแพร่กระจายไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย จากรายงานพบว่าผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมจำนวนมากเป็นผู้หญิง ดังนั้นการรักษาโรคมะเร็งเต้านมจึงเน้นไปที่ผู้หญิงเป็นหลัก ผู้หญิงที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านมคิดเป็นร้อยละ 16 ของผู้ป่วยโรคมะเร็งที่เป็นผู้หญิง และโรคมะเร็งเต้านมทำให้เกิดการเสียชีวิตประมาณร้อยละ 19 ของการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งทั่วโลก โรคมะเร็งเต้านมเป็นดังคำตัดสินประหารชีวิตสำหรับผู้หญิงจำนวนมาก เมื่อโรคมะเร็งเต้านมเริ่มแสดงอาการให้เห็น ผู้ป่วยก็จะไปพบแพทย์ ซึ่งอาการหลายอย่างสามารถตรวจพบได้เอง เช่น อาการบวมหรือมีก้อนเนื้อ อาการเริ่มแรกของโรคมะเร็งเต้านมก็คือ เนื้อเยื่อบริเวณเต้านมของผู้หญิงจะหนาตัวขึ้น หรือมีก้อนเนื้อที่หน้าอก ส่วนใหญ่แล้วก้อนเนื้อเหล่านี้มักไม่ใช่เนื้อร้าย ผู้หญิงจึงควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คความผิดปกติที่เกิดขึ้นเหล่านี้โดยเร็วที่สุด วิธีการมากมายได้รับการนำเสนอให้ใช้รรักษาและป้องกันการแพร่กระจายของมะเร็งเต้านม วิธีการเหล่านี้มีความหลากหลายและขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ระยะของเนื้องอก อายุ สุขภาพโดยรวม และความต้องการของผู้ป่วย สภาวะหมดประจำเดือนของผู้ป่วย ตัวอย่างของวิธีการดังกล่าวได้แก่ การผ่าตัดเพื่อนำเซลล์มะเร็งออกจากร่างกาย ซึ่งอาจเป็นการผ่าตัดเต้านมออกหรือการผ่าตัดเฉพาะเนื้องอกออกก็ได้ โดยอาจใช้วิธีรังสีรักษาและการใช้ยาเคมีบำบัดควบคู่ไปด้วย การใช้หลายวิธีร่วมกันเช่นนี้ได้ผลดีในผู้ป่วยจำนวนมาก แต่ก็มีบางกรณีที่รักษาไม่ได้ผล ดังนั้นจึงไม่มีวิธีการรักษาแบบใดที่สามารถรับประกันว่าจะได้ผลดีสมบูรณ์แบบ ทีมนักวิจัยขององค์กรโรคมะเร็งแห่งสหภาพยุโรปได้ค้นพบวิธีการรักษาโรคมะเร็งที่ได้ผลดีเยี่ยม การศึกษาดังกล่าวใช้วิธีการรักษาแบบใหม่ซึ่งช่วยทำลายเนื้องอกมะเร็งในเวลาเพียง 11 วันโดยไม่ต้องใช้ยาเคมีบำบัด นับเป็นครั้งแรกที่ยารักษาโรคมะเร็งให้ผลการรักษาที่ดีมากเช่นนี้ จากการศึกษาของสมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกาพบว่า ผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านม 1 ใน 5 รายเมื่อทำการทดสอบจะพบโปรตีนชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Human Epidermal Growth Factor Receptor 2 (HER2) การรักษาด้วยวิธีใหม่นี้เป็นการใช้ยาสองชนิดร่วมกัน ได้แก่ ลาพาทินิบ (lapatinib) และ ทราสทูซูแมบ (trastuzumab) ซึ่งให้ผลการรักษาที่ดีมากสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมที่พบโปรตีน HER2 ผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมที่พบโปรตีน HER2 จำนวน 257 รายได้เข้าร่วมการศึกษาครั้งนี้ โดยจะแบ่งผู้ป่วยออกเป็นกลุ่ม ๆ และให้ยาเป็นเวลา 11 วันก่อนการผ่าตัด เพื่อเปรียบเทียบผลการรักษาระหว่างผู้ป่วยหญิงที่ได้รับยาทั้งสองชนิดกับผู้ป่วยหญิงที่ได้รับยาเพียงชนิดเดียว หรือไม่ได้รับยาเลยก่อนเข้ารับการผ่าตัด จากนั้นทำการเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อเนื้องอกด้วยวิธีการตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจ และเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่ออีกครั้งระหว่างการผ่าตัด ผลการศึกษาพบว่าโปรตีนที่ชื่อว่า Ki67 มีจำนวนลดลง ซึ่งแสดงว่าเซลล์มีการแบ่งตัวและการเจริญเติบโต ผู้ป่วยที่ได้รับยาทั้งสองชนิดจำนวนร้อยละ 17 มีอาการของโรคหลงเหลืออยู่น้อยมาก และมีผู้ป่วยอีกร้อยละ 11 ที่ยาเข้าไปกำจัดเนื้องอกจนไม่หลงเหลืออยู่เลย ผลการศึกษานี้อาจช่วยปฏิวัติการรักษาโรคมะเร็งเต้านมในอนาคต และช่วยให้ผู้ป่วยไม่ต้องใช้ยาเคมีบำบัดหลังการผ่าตัด จึงช่วยลดผลข้างเคียงจากการรักษา และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น         ขอบคุณที่มาจาก veritalife

ยาต้านมะเร็งเต้านมระยะลุกลาม เพิ่มอัตรารอดชีวิต 2 เท่า

        ยาต้านมะเร็งเต้านมระยะลุกลาม เพิ่มอัตรารอดชีวิต 2 เท่า มะเร็งเต้านม เป็นประเภทมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 1 ของผู้หญิงไทยและผู้หญิงทั่วโลก ปัจจุบันมีจำนวนผู้ป่วยโรคนี้เพิ่มขึ้นทุกปี ด้วยระยะเริ่มต้นของมะเร็งเต้านมมักไม่มีสัญญาณหรืออาการที่แสดงออกอย่างชัดเจนนัก กว่าผู้ป่วยจะรู้ตัวอีกทีมะเร็งก็แพร่กระจายลุกลามไปถึงระยะที่สามถึงสี่แล้ว การรักษามะเร็งเต้านม ก่อนหน้านี้มีการผ่าตัด การฉายแสง เคมีบำบัด การให้ยาต้านฮอร์โมน แต่ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา มีอีกทางเลือกในการรักษา หลังจากที่บริษัท ไฟเซอร์ อิงก์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้คิดค้นนวัตกรรมยาทานสำหรับรักษามะเร็งเต้านมในระยะลุกลามและแพร่กระจาย ซึ่งในประเทศไทยยานี้ได้รับอนุมัติตำรับยาจาก อย.ในปีที่ผ่านมา จากนั้น บริษัท ไฟเซอร์ ประเทศไทย ได้บริจาคยานี้ให้มะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทยเมื่อปีที่ผ่านมา เพื่อใช้รักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจายจำนวน 50 คน รศ.ดร.นพ.วิโรจน์ ศรีอุฬารพงศ์ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ โรคมะเร็งครบวงจร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ อดีตนายกสมาคมมะเร็งวิทยาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ยาตัวนี้เป็นยาต้านมะเร็งชนิดที่ยับยั้งการทำงานของโปรตีนซีดีเค 4/6 ซึ่งยานี้ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้เป็นยาอันดับแรก (first line) ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะลุกลามหรือแพร่กระจายชนิด ER+/HER 2-วัยหมดประจำเดือน รศ.ดร.นพ.วิโรจน์ให้ข้อมูลว่า ยาตัวนี้มี 2 สูตร ซึ่งจะใช้ต่างกัน สูตรแรกใช้กับผู้ป่วยที่ไม่เคยรับยาต้านฮอร์โมนใด ๆ มาก่อน ส่วนสูตรที่สองใช้กับผู้ป่วยที่ได้รับยาต้านฮอร์โมนแล้วดื้อยา ข้อจำกัดการใช้ยาคือต้องใช้สำหรับรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านมในระยะแพร่กระจาย และมีตัวตอบรับฮอร์โมนอยู่ในเซลล์มะเร็งเท่านั้น เพราะจะสามารถยับยั้งฮอร์โมนที่มีส่วนช่วยเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ สำหรับประสิทธิผลของการใช้ยานี้ รศ.ดร.นพ.วิโรจน์บอกว่า เมื่อใช้ร่วมกับยาเลโทรโซล (Letrozole) ซึ่งเป็นยาต้านฮอร์โมนที่ใช้มาก่อนหน้านี้ จะสามารถเพิ่มอัตราการรอดชีวิตได้เกือบ 2 เท่า เมื่อเทียบกับการรักษาเลโทรโซล (Letrozole) เพียงอย่างเดียว โดยคนไข้ที่รักษาตัวด้วยยาต้านฮอร์โมนเพียงอย่างเดียวจะสามารถควบคุมเซลล์มะเร็งได้ประมาณ 1 ปีครึ่ง ถึง 2 ปี แต่สำหรับยาตัวนี้สามารถยืดอายุได้ถึง 3 ปีขึ้นไป จึงถือว่าเป็นทางเลือกใหม่ในการรักษาเพื่อยืดอายุ และทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ส่วนผลข้างเคียงจากการใช้ยาชนิดนี้น้อยกว่าผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัด ซึ่งผลข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุดคือ อาการเม็ดเลือดขาวต่ำ ทำให้มีไข้ ติดเชื้อ และเกิดผลกระทบกับระบบทางเดินอาหาร แต่อาการเหล่านี้พบในปริมาณที่น้อยกว่าการใช้ยาบำบัดอื่น ๆ คือไม่เกิน 5% ของผู้ป่วยทั้งหมดที่ใช้ยานี้         ขอบคุณที่มาจาก

มะเร็งเต้านม..มีกี่ชนิด?

                                           มารู้จักมะเร็งเต้านมกันค่ะ มะเร็งเต้านม..มีกี่ชนิด? หากมองในแง่ของการใช้ยาจะแบ่งมะเร็งเต้านมออกเป็น 3 ชนิด คือ 1. มะเร็งที่ตอบสนองต่อฮอร์โมนบำบัด 2. มะเร็งที่ดื้อต่อฮอร์โมนบำบัด 3. มะเร็งเฮอร์ทู ซึ่งเป็นมะเร็งที่ตอบสนองต่อการรักษาน้อยที่สุด ดื้อต่อยามาก มะเร็งจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เกิดการแพร่กระจายเร็ว และอันตรายร้ายแรงมาก ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตภายในเวลาอันรวดเร็ว แต่ถ้ารักษาได้ผลผู้ป่วยก็จะมีชีวิตอยู่ได้นานหลายปี วิธีการ            ใช้ยายับยั้งการสร้างเส้นเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงเซลล์มะเร็ง จะทำให้มะเร็งหยุดการเจริญเติบโต ขนาดฝ่อลง และทำให้มะเร็งกระจายไปสู่ส่วนอื่นของร่างกายไม่ได้ นอกจากนี้ยังทำให้ยาเคมีบำบัดเข้าไปสู่เซลล์มะเร็งได้มากขึ้น ดังนั้นการรักษามะเร็งที่ดีที่สุดในปัจจุบันคือ การใช้ยายับยั้งการสร้างเส้นเลือดร่วมกับยาเคมีบำบัด มะเร็งเต้านมแพร่กระจาย..ไปที่อวัยวะมากที่สุด ?            มะเร็งเต้านมแพร่กระจายไปที่กระดูกมากที่สุด โดยพบสูงถึง 75 % คือ ผู้ป่วย 3 ใน 4 ราย จะเกิดการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังกระดูก ดังนั้นต้องคอยเฝ้าติดตามกระดูกของท่านให้ดี และเนื่องจากกระดูกในร่างกายมีจำนวนมากถึง 206 ชิ้น มีเซลล์ประสาทและเส้นเลือดยึดติดกับกระดูกส่วนต่างๆ ดังนั้นเมื่อมะเร็งเข้ากระดูก จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บปวดทรมานมาก และเมื่อเกิดการสลายของกระดูกก็จะทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดสูงขึ้น ซึ่งทำให้มีอาการชักและหมดสติได้โดยปกติกระดูกประกอบด้วย 2 ชั้น คือ ชั้นนอก ซึ่งทำหน้าที่เป็นโครงสร้างและรับน้ำหนักของร่างกาย และชั้นในซึ่งทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือดขาวเม็ดเลือดแดง และเกร็ดเลือด เซลล์มะเร็งเมื่อแพร่กระจายเข้ากระดูกจะเข้าไปสู่ชั้นในของกระดูกหรือไขกระดูก ทำลายไขกระดูก ทำให้จำนวนเม็ดเลือดลดลง และเมื่อทำลายชั้นนอกก็จะทำได้กระดูกหักได้ ทำไมมะเร็งเต้านม.จึงชอบแพร่กระจายเข้ากระดูก ? • เนื่องจากในกระดูกมีสารอาหารจำนวนมากที่มะเร็งเต้านมโปรดปราน • เซลล์มะเร็งและเซลล์สลายกระดูกสามารถเกื้อหนุนกัน ทำให้เซลล์มะเร็งเติบโตได้ดีที่กระดูก         ขอบคุณที่มาจาก doolae1

มะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านม         จากสถิติกรมอนามัยโลก ปี ค.ศ. 2014 ประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งเต้านมรายใหม่กว่า 5,410 ราย และผู้เสียชีวิต 2,524 ราย อัตราการเสียชีวิตถูกจัดให้อยู่อันดับสอง ถ้าอย่างนั้น โรคมะเร็งเต้านมสามารถรักษาให้หายขาดได้ไหม? การตรวจพบในระยะแรกหรือทำการรักษาในระยะแรกเป็นปัจจัยสำคัญที่จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา นอกจากนี้ การเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมก็เป็นปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาได้ ถึงแม้ว่าผู้ป่วยตรวจพบว่าเป็นโรคมะเร็งเต้านมในระยะแพร่กระจายแล้ว ถ้าหากมีการเลือกแผนการรักษาที่เหมาะสม ก็สามารถที่จะได้รับผลการรักษาที่ดีและเอาชนะโรคภัยได้ เทคนิคแบบบาดแผลเล็กนี้ ผลข้างเคียงต่ำ บาดแผลเล็ก ฟื้นตัวเร็ว ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมหลีกเลี่ยงการตัดเต้านมทิ้ง หลีกเลี่ยงความเจ็บปวดจากผลข้างเคียง   หากท่านตรวจพบว่าป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านม เรายินดีช่วยเหลือ สามารถนัดออนไลน์หรือโทรนัดเพื่อติดต่อสอบถามได้ที่เบอร์02-645-2799   ผู้รอดชีวิตจากป่วยเป็นมะเร็งเต้านมมา 5 ปีร่วมแบ่งปันประสบการณ์  ประเภทของโรคมะเร็งเต้านม   มะเร็งเต้านมโดยทั่วไปจะหมายถึงมะเร็งที่เกิดจากต่อมประเภทหนึ่ง โดยเซลล์มะเร็งจะมาจากระบบต่อมน้ำเหลือง นอกจากนี้ ยังมีประเภทอื่น ตัวอย่างเช่น เกิดจากกล้ามเนื้อ ต่อมไขมันหรือก้อนเนื้อของระบบเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน   จะสามารถแบ่งประเภทมะเร็งเต้านมตามทฤษฎีทางการแพทย์ได้ดังนี้ มะเร็งเต้านมแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ มะเร็งเต้านมไม่ลุกลามไปที่ท่อน้ำนมกับมะเร็งเต้านมที่ลุกลามไปยังท่อน้ำนม   ทำความเข้าใจ ผลพยาธิวิทยาของโรคมะเร็งเต้านม   • อะไรคือ มะเร็งเต้านมไม่ลุกลามไปที่ท่อน้ำนม?   • อะไรคือ มะเร็งเต้านมที่ลุกลามไปยังท่อน้ำนม   • ระยะ TNM ของโรคมะเร็งเต้านม บ่งชี้ได้ถึงอะไร?   หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับผลพยาธิวิทยาของโรคมะเร็งเต้านม สอบถามออนไลน์หรือโทรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ทันที:02-645-2799 พวกเรายินดีตอบข้อสงสัยของท่านทุกประการ!   ระยะของมะเร็งเต้านมตลอดจนอัตราการรอดชีวิต 5 ปี   มะเร็งเต้านมระยะ 0:100%   มะเร็งเต้านมระยะที่ 1 :100%;   มะเร็งเต้านมระยะที่ 2:93%;   มะเร็งเต้านมระยะที่ 3:72%;   มะเร็งเต้านมระยะที่ 4 :22%。   วิธีการรักษามะเร็งเต้านม   • ความเจ็บปวดของเทคนิคการรักษาแบบดั้งเดิม   การผ่าตัดเต้านมออก :บาดแผลใหญ่ ความเสี่ยงสูง ไม่เหมาะกับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะสุดท้าย มีข้อจำกัดค่อนข้างสูง สำหรับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมส่วนใหญ่แล้ว การตัดเต้านมออกเท่ากับสูญเสียความเป็นผู้หญิงไป   การให้คีโม :ผลข้างเคียงสูง เช่น ผมร่วง คลื่นไส้ เป็นต้น   • เทคนิคการรักษามะเร็งเต้านมแบบใหม่ มีผลทำให้อัตรารอดชีวิตเพิ่มสูงขึ้น   เทคนิคบาดแผลเล็ก ปากแผลเพียง 2-3 มม. ผลข้างเคียงน้อย เจ็บน้อย

Support by |Nolvadex