“วิตามินบีรวม” มีประโยชน์ในการป้องกันโรคอะไรได้บ้าง

กลุ่มของวิตามินบีหรือที่รู้จักกันในชื่อว่า วิตามินบีรวม (vitamin B complex) ประกอบด้วยวิตามินบี 8 ชนิด บี1 หรือ ไทอามีน (thiamine) บี2 หรือ ไรโบฟลาวิน (riboflavin) บี3 หรือ ไนอะซิน (niacin) บี5 หรือ กรดแพนโทเธนิค (pantothenic acid) บี6 บี7 หรือ ไบไอติน (biotin) บี12 กรดโฟลิกวิตามินบีช่วยในการทำงานของการผลิตและควบคุมพลังงานในร่างกาย และสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง ประโยชน์ของวิตามินบีโดยทั่วไปแล้ว เชื่อกันว่าวิตามินบีรวมมีประสิทธิภาพในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัม ทำให้อารมณ์ดีขึ้น บรรเทาอาการวิตกกังวล ส่งเสริมสุขภาพ และบรรเทาอาการระคายเคืองของผิว วิตามินบีในแต่ละชนิดมีประโยชน์แตกต่างกันดังนี้คือ วิตามิน บี1 และบี2 เสริมสร้างกล้ามเนื้อ เส้นประสาท และหัวใจที่แข็งแรง บี1 นั้นช่วยส่งเสริมการสร้างเซลล์ใหม่ ขณะที่ บี2 ช่วยผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงและปกป้องเราจากอนุมูลอิสระ วิตามิน บี3 ทำหน้าที่สำคัญการควบคุมระบบประสาทและระบบขับถ่าย นอกจากนี้ยังช่วยเปลี่ยนแปลงอาหารให้เป็นพลังงาน วิตามิน บี5 ทำหน้าที่ในการย่อยสลายไขมันและคาร์โบไฮเดรต เปลี่ยนให้เป็นพลังงาน ทั้งยังจำเป็นต่อการผลิตฮอร์โมน คุณจำเป็นต้องใช้วิตามิน บี5 และ บี12 ในการเจริญเติบโตและมีพัฒนาการที่เหมาะสม วิตามิน บี6 ดีต่อระบบภูมิคุ้มกัน และจำเป็นต่อกระบวนการผลิตฮอร์โมนและย่อยสลายโปรตีน วิตามิน บี7 เป็นอีกปัจจัยสำคัญในการผลิตฮอร์โมน วิตามิน บี9 ช่วยให้เซลล์สร้างและบำรุงดีเอ็นเอ และยังช่วยเสริมสร้างการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง วิตามิน บี6 บี9 และ บี12 ช่วยส่งเสริมการควบคุมระดับของกรดอะมิโนโฮโมซีสเทอีน (amino acid homocysteine) ซึ่งหากระดับนี้สูงเกินไป คุณอาจเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจได้

การรักษามะเร็ง ไม่มีวิธีใดที่ได้ผลดีที่สุด

ในมะเร็งเต้านม มีวิธีการรักษาหลายอย่างที่ใช้ร่วมกัน ซึ่งยังไม่มีการรักษามะเร็งที่ระบุว่าวิธีไหนดีที่สุด แต่การรักษามะเร็งให้ได้ผลดีต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน ซึ่งวิธีที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ล้วนผ่านการพิสูจน์มาแล้วทั้งสิ้น โดยการศึกษาทดลองเปรียบเทียบกัน 2 กลุ่ม โดยมีกลุ่มควบคุม และกลุ่มทดลองว่าได้ประโยชน์จริงประกอบด้วย• การผ่าตัด• ยาเคมีบำบัด• ยากินต้านฮอร์โมน• ยาต้าน HER2/neu• การฉายรังสีรักษา

วิธีการรักษามะเร็งเต้านม

การรักษามะเร็งเต้านม จะอาศัยทีมแพทย์ในสาขาต่างๆ เช่น ศัลยแพทย์ รังสีแพทย์ และอายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง มาร่วมกันวางแผนการรักษาที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุด สำหรับผู้ป่วยแต่ละราย โดยปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกวิธีการรักษาของแพทย์ เช่น ขนาด ตำแหน่ง และลักษณะของเซลล์มะเร็ง ระยะโรคและการกระจายของมะเร็ง อายุและสุขภาพของผู้ป่วย กรรมพันธุ์และปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ตัวรับฮอร์โมนของมะเร็ง ภาวะก่อนหรือหลังหมดประจำเดือน ปัจจัยที่บ่งบอกความรุนแรงของเนื้องอก เช่น ยีน HER2

การรักษามะเร็งเต้านม ไม่มีวิธีใดที่ได้ผลดีที่สุด

ในมะเร็งเต้านม มีวิธีการรักษาหลายอย่างที่ใช้ร่วมกัน ซึ่งยังไม่มีการรักษามะเร็งที่ระบุว่าวิธีไหนดีที่สุด แต่การรักษามะเร็งให้ได้ผลดีต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน ซึ่งวิธีที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ล้วนผ่านการพิสูจน์มาแล้วทั้งสิ้น โดยการศึกษาทดลองเปรียบเทียบกัน 2 กลุ่ม โดยมีกลุ่มควบคุม และกลุ่มทดลองว่าได้ประโยชน์จริงประกอบด้วย• การผ่าตัด• ยาเคมีบำบัด• ยากินต้านฮอร์โมน• ยาต้าน HER2/neu• การฉายรังสีรักษา ควรรักษาแบบไหนก่อนถึงจะดี? ก่อนจะเริ่มทำการรักษา เราต้องประเมินระยะของโรคจากการตรวจร่างกาย และจากผลเอกซเรย์ว่าผู้ป่วย น่าจะเป็นมะเร็งเต้านมระยะใด (Clinical Staging) เสียก่อน สำหรับผู้ป่วยที่คาดว่าเป็นระยะหนึ่ง หรือสองจากการประเมินในข้างต้น ทางการแพทย์จะเรียกว่า “มะเร็งระยะแรก” หรือ “Early Breast Cancer” การรักษาต้องได้รับการผ่าตัดก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อดูผลชิ้นเนื้อทั้งหมดก่อนว่ามะเร็งมีขนาดที่แท้จริงเท่าไหร่ และกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองเท่าไหร่จึงจะทราบระยะที่แท้จริง (Pathologic Staging) ก่อนนำมาพิจารณาการรักษาในขั้นต่อไป ว่าควรได้รับการรักษาอื่นๆ อีกหรือไม่ ซึ่งการผ่าตัดรักษามี 2 แบบ คือ1.ตัดออกทั้งเต้านม2.การผ่าตัดแบบเก็บเต้านมไว้(กรณีไม่มีข้อห้าม) ซึ่งทั้งสองวิธีถือเป็นวิธีมาตรฐานที่ให้ผลการรักษาไม่แตกต่างกัน

Tamoxifen (ทาม็อกซิเฟน)

Tamoxifen (ทาม็อกซิเฟน) คือยาที่ใช้ในการรักษาโรคมะเร็งเต้านม ตัวยาออกฤทธิ์โดยเข้าไปขัดขวางการทำงานของฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งส่งผลให้มะเร็งเต้านมขยายใหญ่ขึ้น ยานี้ใช้ได้กับทั้งผู้ชายและผู้หญิง มักใช้ในผู้ป่วยที่มีการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งจากเต้านมไปยังอวัยวะอื่น ๆ หรือเพิ่งผ่านการผ่าตัดและรักษาด้วยวิธีรังสีบำบัด และใช้สำหรับป้องกันโรคมะเร็งเต้านมในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง นอกจากนี้ อาจใช้รักษาโรคอื่น ๆ ตามดุลยพินิจของแพทย์ คำเตือนการใช้ยา Tamoxifen หลีกเลี่ยงการใช้ยา หากผู้ป่วยแพ้ยานี้ หลีกเลี่ยงการใช้ยานี้ในการลดความเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านม หากผู้ป่วยกำลังใช้ยาละลายลิ่มเลือด เช่น ยาวาร์ฟาริน เป็นต้น การใช้ยานี้อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งมดลูก โรคหลอดเลือดสมอง และภาวะมีลิ่มเลือดในปอดได้ จึงควรปรึกษาแพทย์ถึงความเสี่ยงดังกล่าวก่อนใช้ยา แจ้งให้แพทย์ทราบทุกครั้งก่อนใช้ยานี้ หากผู้ป่วยมีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน ต้อกระจก หรือเคยเข้ารับการรักษาภาวะหลอดเลือดที่ขาและปอดอุดตัน รวมทั้งผู้ที่ปัจจุบันป่วยเป็นโรคตับ มีไขมันในเลือดสูง หรือกำลังอยู่ในระหว่างการเข้ารับเคมีบำบัดและรังสีบำบัด ในระหว่างที่ใช้ยานี้ ผู้ป่วยอาจต้องเข้ารับการตรวจร่างกาย การตรวจแมมโมแกรม และการตรวจเลือดเป็นประจำ รวมทั้งควรหมั่นคลำหาก้อนเนื้อผิดปกติบริเวณเต้านมอย่างสม่ำเสมอ หากต้องเข้ารับการผ่าตัด พักรักษาตัวบนเตียง หรือเข้ารับการทดสอบทางการแพทย์ ควรแจ้งให้แพทย์ผู้รักษาทราบว่ากำลังใช้ยานี้ เพราะอาจต้องหยุดใช้ยาชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย สตรีมีครรภ์ห้ามใช้ยานี้ ก่อนใช้ยาแพทย์อาจแนะนำให้ตรวจการตั้งครรภ์ด้วยเพื่อให้แน่ใจว่าสามารถใช้ยานี้ได้ และควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์หรือใช้วิธีคุมกำเนิดในระหว่างที่ใช้ยาและหลังจากการใช้ยาอย่างน้อย 2 เดือน เพราะยานี้อาจก่อทำให้เกิดอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้ หญิงที่อยู่ในช่วงให้นมบุตรควรหลีกเลี่ยงการใช้ยา เพราะปัจจุบันไม่อาจยืนยันได้ว่าตัวยานี้จะไม่ซึมผ่านน้ำนมและเป็นอันตรายต่อเด็ก อีกทั้งการใช้ยานี้อาจทำให้มารดาผลิตน้ำนมได้ช้าลง การใช้ยานี้อาจทำให้ประสิทธิภาพของยาคุมกำเนิดและวิธีคุมกำเนิดด้วยการใช้ฮอร์โมนลดลง จึงควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีการคุมกำเนิดอื่น ๆ ที่ไม่ต้องใช้ฮอร์โมน เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ระหว่างการรักษา

การรักษาของมะเร็งเต้านมระยะที่ 2

บางครั้งมะเร็งเต้านมไม่สามารถวินิจฉัยได้จนกว่าจะเข้าสู่ระยะที่ 2 แม้มะเร็งบางชนิดวินิจฉัยยาก ขณะที่มะเร็งเต้านมตรวจพบในระยะเริ่มต้น ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่จะสามารถรักษาให้หายขาดได้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ 2 จะได้รับการรักษาและฟื้นตัวโดยใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างระมัดระวัง แม้ว่าในบางครั้งมะเร็งระยะนี้จะอยู่ใกล้ต่อมน้ำเหลืองมาก แต่ก็ยังไม่แพร่กระจาย โดยในบทความนี้เราจะพาทุกท่านไปดูการแบ่งระยะของโรค การรักษา อัตราการรอดชีวิต ของมะเร็งเต้านมระยะที่สอง มะเร็งเต้านมระยะที่ 2 มะเร็งเต้านมระยะที่ 2 เป็นก้อนมะเร็งที่มีขนาดอย่างน้อย 2 ซม. ไปจนถึง 5 ซม. ในเต้านมหรือในต่อมน้ำเหลืองระยะที่ 2 จะมีการให้คะแนนโดย TNM System โดย TNM จะบ่งบอกถึงจำนวนของก้อนมะเร็ง ระยะของต่อมน้ำเหลือง และการแพร่กระจายของมะเร็ง บางครั้งไม่สามารถตรวจพบก้อนมะเร็ง แต่เซลล์อาจจับกลุ่มอยู่ในต่อมน้ำเหลืองใกล้ ๆ กับเต้านม ซึ่งมะเร็งเต้านมระยะที่ 2 จะแบ่งเป็น 5 ระยะ ดังนี้ Stage 2A: T0, N1, M0: ไม่พบก้อนมะเร็งในเนื้อเยื่อเต้านม แต่เซลล์มะเร็งจะอยู่ในต่อมน้ำเหลืองใกล้กับเต้านม Stage 2A: T1, N1, M0: จะพบก้อนมะเร็งขนาด 2 ซม. หรือเล็กกว่า จะไปยังต่อมน้ำเหลืองอย่างน้อย 1 ต่อม หรือก้อนมะเร็งแพร่ไปยังเนื้อเยื่อใกล้เคียงน้อยที่สุด 0.1 ซม. และแพร่ไปยังต่อมน้ำเหลืองอย่างน้อย 1 ต่อม Stage 2A: T2, N0, M0: จะมีก้อนมะเร็งขนาดใหญ่กว่า 2 ซม. หรือเล็กกว่า 5 ซม. แต่ไม่มีผลต่อต่อมน้ำเหลืองอื่น ๆ Stage 2B: T2, N1, M0: จะมีก้อนมะเร็งขนาดใหญ่กว่า 2 ซม. หรือเล็กกว่า 5 ซม. และมีการแพร่กระจายไปต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง Stage 2B: T3, N0, M0: ก้อนมะเร็งขนาดใหญ่กว่า 5 ซม. แต่ไม่พบบริเวณหน้าอกหรือผิวหนัง และไม่ไปยังต่อมน้ำเหลืองอื่น ๆ อัตราการรอดชีวิตของมะเร็งเต้านมระยะที่ 2 ฐานข้อมูลมะเร็งแห่งชาติพบว่า อัตราการรอดชีวิต 5 ปีของมะเร็งเต้านมระยะที่ 2 ของผู้ที่รับการรักษาสำเร็จเท่ากับ 93% การรักษาจะพัฒนาตลอดเวลา เราหวังว่าถ้ามีนวัตกรรมใหม่ ๆ จะช่วยให้มีชีวิตรอดยืนยาวขึ้น ควรไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งทุก 5 ปี เพื่อให้มั่นใจว่าร่างกายมีการฟื้นฟูกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิมและมีการรักษาเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ เมื่อโรคหายไปครบ 5 ปีจะมั่นใจได้ว่าจะไม่กลับมาเป็นซ้ำอีก แม้ว่าคุณจะกังวลเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพ แต่อัตราการตายของมะเร็งเต้านมระยะที่ 2 เกิดขึ้นน้อย ดังนั้นหลังจากให้การรักษาสำเร็จและมีการนัดตรวจติดตามจะทำให้การดำเนินโรคดีขึ้น การรักษาของมะเร็งเต้านมระยะที่ 2 ผู้เชี่ยวชาญจะอธิบายผลการทดสอบทั้งหมดของโรคมะเร็ง และจะให้การวินิจฉัย การรักษา ตัวเลือกในการรักษาจะเหมือนกับมะเร็งในระยะที่ 1 จะมีความหลากหลายของก้อนมะเร็งที่มีขนาดใหญ่ขึ้น หรือมีชนิดของมะเร็งในระดับที่สูงขึ้น การรักษาเฉพาะที่ การผ่าตัดจะมีตัวเลือกระหว่างผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองหรือผ่าตัดก้อนมะเร็งออกไป ซึ่งอาจจะมีการรักษาโดยฉายรังสีที่เต้านมหรือหน้าอกภายหลัง หากมีการฉายรังสีแพทย์จะให้คำแนะนำว่าจะมีผลกระทบต่อการฟื้นฟูเต้านม การรักษาแบบทั่วร่างกาย จะมีผลต่อเซลล์ทั่วร่างกายและจะช่วยป้องกันการกลับเป็นซ้ำ ขึ้นอยู่กับอายุ สุขภาพ ระดับฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับต่อมน้ำเหลือง และผลของ HER2/neu คุณอาจจะให้เคมีบำบัด ฮอร์โมนบำบัด, Herceptin หรือการรักษาที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงไปยังเป้าหมายที่เป็นเซลล์มะเร็ง การให้ยาเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัดหรือฉายรังสี คุณอาจจะมีการเสนอให้ทำก่อนการผ่าตัด ก้อนมะเร็งจะมีขนาดใหญ่แต่ให้ผลที่ดีหลังจากผ่าตัดต่อมน้ำเหลือง ในกรณีนี้ผู้เชี่ยวชาญอาจจะแนะนำให้รับการรักษาแบบทั่วร่างกายก่อนการผ่าตัด เพื่อหวังว่าขนาดของมะเร็งจะน้อยลง เมื่อวิธีนี้ประสบความสำเร็จ ก้อนมะเร็งจะเล็กลงจนสามารถเอาออกไปได้ และหากมีความจำเป็นก็อาจรักษาแบบเฉพาะที่ก้อนมะเร็งบางก้อน อาจจะไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบเคมีบำบัด การผ่าตัดก็เป็นสิ่งที่จำเป็น คุณอาจจะพิจารณาผ่าตัดเพื่อเสริมสร้างเต้านม การติดตามการรักษาภายหลังการรักษาครั้งแรก คุณอาจจะใช้เวลาในการรักษา 3-18 เดือนหรือนานกว่านี้ในการรักษามะเร็งระยะที่ 2 มันอาจจะง่ายเท่ากับการผ่าตัดและการฉายรังสี 6 เดือน หรืออาจเกี่ยวข้องกับการรักษาแบบเต็มรูปแบบของยาเคมีบำบัด รังสีรักษา และการรักษาทางเลือก แม้ว่าจะมีการติดตามผลทุก 5 ปีกับแพทย์เฉพาะทาง ในระหว่างนี้อาจต้องใช้การรักษาด้วยฮอร์โมนถ้าก้อนมะเร็งไวต่อฮอร์โมน การไปพบแพทย์ของคุณจะค่อย ๆ เว้นระยะออกไปและลดการกลับเป็นซ้ำ คุณจะประสบความสำเร็จจากยาที่มีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนต่ำ และมีการตรวจเช็กมะเร็งตามปกติ ต่อจากนั้นจะต้องคัดกรองเต้านมและห้ามลืมที่จะตรวจเต้านมด้วยตนเองเป็นประจำทุกเดือน โรคนี้ต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นตัว ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นถึงการดูแลสุขภาพที่ดีของคุณ มะเร็งเต้านมระยะที่ 3 มะเร็งเต้านมระยะที่ 3 เป็นระยะที่รุนแรงกว่าระยะที่ 2 แต่ก็ยังไม่มีการกระจายของโรคไปยังอวัยวะอื่น ในการวินิจฉัยของระยะนี้ มะเร็งยังไม่ได้แพร่กระจายจากเต้านมไปยังอวัยวะหรือตำแหน่งอื่น ๆ ที่ห่างออกไปในร่างกาย แต่เซลล์มะเร็งได้แพร่ไปยังต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้แล้ว หรืออยู่ที่ต่อมน้ำเหลืองใต้กระดูกหน้าอก หรือแม้แต่ต่อมน้ำเหลืองใต้กระดูกไหปลาร้า ก้อนเนื้อมะเร็งในระยะที่ 3 อาจมีขนาดตั้งแต่น้อยกว่า 2 เซนติเมตร จนถึงใหญ่กว่า 5 เซนติเมตร แต่ในบางครั้งก็ไม่เจอมะเร็งในเนื้อเต้านมเลย มะเร็งเต้านมในระยะนี้อาจลุกลามไปถึงกล้ามเนื้อหน้าอกใต้เต้านมหรืออาจเป็นผิวหนังเต้านม หากผิวหนังของเต้านมบวมหรือเป็นแผลจากมะเร็ง นั่นอาจเป็นมะเร็งเต้านมชนิด inflammatory breast cancer (IBC) มะเร็งเต้านมระยะที่ 3 เป็นมะเร็งเต้านมลุกลามที่อาจอธิบายได้ใน 3 กรณี คือ 3A, B และ C ซึ่งจะแบ่งย่อยต่อไปด้วยขนาดของก้อนมะเร็งและต่อมน้ำเหลือง ในกรณีที่ใช้การแบ่งแบบระบบ TNM system แม้ว่าอาจมีการลุกลามไปต่อมน้ำเหลืองได้ แต่มะเร็งเต้านมในระยะที่สามยังไม่ถือเป็นระยะที่มีการแพร่กระจาย มะเร็งเต้านมระยะ 3A ระยะ 3A: T0, N2, M0 ไม่มีก้อนมะเร็งในเนื้อเต้านม แต่พบเซลล์มะเร็งในต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้หรือต่อมน้ำเหลืองในเต้านม ระยะ 3A: T1, N2, M0 ก้อนมะเร็งมีขนาด 2 เซนติเมตรหรือเล็กกว่านั้น หรือลุกลามเลยออกไปจากเนื้อเต้านมเล็กน้อย และนอกเหนือจากนั้นคือมะเร็งมีการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้หรือต่อมน้ำเหลืองในเต้านม ระยะ 3A: T2, N2, M0 ก้อนมะเร็งมีขนาดมากกว่า 2 เซนติเมตร แต่ไม่เกิน 5 เซนติเมตร มะเร็งมีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้หรือในเต้านม ระยะ 3A: T3, N1, M0 ก้อนมะเร็งมีขนาดมากกว่า 5 เซนติเมตร และยังไม่ลุกลามไปยังผิวหนังเต้านมหรือกล้ามเนื้อหน้าอก พบมะเร็งในต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ ระยะ 3A: T3, N2, M0 ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่กว่า 5 เซนติเมตร และยังไม่ลุกลามไปยังผิวหนังเต้านมหรือกล้ามเนื้อหน้าอก พบมะเร็งในต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้หรือในต่อมน้ำเหลืองในเนื้อเต้านม มะเร็งเต้านมระยะ 3B ระยะ 3B: T4, N0, M0 ก้อนมะเร็งอาจมีขนาดเท่าใดก็ได้และลุกลามไปยังผิวหนังเต้านม หรือโตเข้าไปในผนังหน้าอกโดยไม่ลุกลามไปยังกล้ามเนื้อ pectoralis บางครั้งมะเร็งอาจจะไปถึงทั้งผิวหนังเต้านมและผนังหน้าอก ซึ่งอาจเป็น inflammatory breast cancer ได้เช่นกัน ระยะ 3B: T4, N1, M0 ก้อนมะเร็งอาจมีขนาดเท่าใดก็ได้และอาจอยู่ชิดผิวหนังหรือผนังหน้าอก หรืออาจเป็น inflammatory breast cancer โดยพบมะเร็งในต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้ใกล้เต้านมข้างที่เป็นโรค ระยะ 3B: T4, N2, M0 ก้อนมะเร็งอาจมีขนาดเท่าใดก็ได้และอาจลุกลามไปที่ผิวหนังเต้านมหรือผนังหน้าอก หรืออาจเป็น inflammatory breast cancer และยังพบมะเร็งในต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้หรือต่อมน้ำเหลืองในเต้านม มะเร็งเต้านมระยะ 3C ระยะ 3C: Tใดๆ, N3, M0 ก้อนมะเร็งจะมีขนาดใดก็ได้ แต่ยังอยู่ในเนื้อเต้านมเท่านั้น โดยไม่ลุกลามไปยังผนังหน้าอกและผิวหนังเต้านม ต่อมน้ำเหลืองนั้นอาจมีมะเร็งกระจายไปที่รักแร้ ภายในเต้านมเหนือหรือใต้กระดูกไหปลาร้าก็ได้ นอกจากนั้น ยังอาจพบมะเร็งในหลาย ๆ ตำแน่งของต่อมน้ำเหลืองเหล่านี้ได้ด้วย อัตราการรอดชีวิตของมะเร็งเต้านมระยะที่ 3 อัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปีของมะเร็งเต้านมระยะที่ 3 เป็น 72% อายุรแพทย์มะเร็งวิทยาจะอธิบายเกี่ยวกับอัตราการรอดชีวิตของมะเร็งเต้านมโดยใช้คำว่าอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี ซึ่งนั่นไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยจะมีชีวิตอยู่ต่อได้มากที่สุด 5 ปีหลังการวินิจฉัย แต่หมายความว่าผู้ป่วยจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกอย่างน้อย 5 ปีหลังจากการวินิจฉัยและส่วนใหญ่จะนานกว่านั้น ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนที่จะเสียชีวิตจากโรคมะเร็งเต้านม แต่อาจเป็นจากสาเหตุอื่น ๆ แพทย์จะพูดคุยกับคุณเรื่องความคาดหวังต่อการรอดชีวิตของคุณ โดยขึ้นอยู่กับสุขภาพโดยทั่วไปของคุณ อายุ ภาวะอื่น ๆ ที่มี และสถานะฮอร์โมนของมะเร็ง ตัวเลขต่าง ๆ ที่แพทย์ใช้อ้างอิงมาจากสถิติที่เก็บจากคนจำนวนมาก แต่นั่นอาจจะใช้ไม่ได้กับกรณีของคุณ นอกจากนี้ ตัวเลขเหล่านี้บ่งบอกถึงผลการรักษาที่ผ่านมาในอดีต ซึ่งเพิ่มขึ้นในหลายปีหลังนี้ การรักษาสำหรับระยะที่สาม แผนการรักษาของคุณจะมีทั้งการผ่าตัด การให้ยาเคมีบำบัด และในกรณีส่วนใหญ่คือการฉายแสงด้วย หากมะเร็งของคุณมีผล HER2 เป็นบวก คุณอาจได้รับยา Herceptin และหากมะเร็งของคุณมีความไวต่อฮอร์โมน คุณอาจได้รับการรักษาทางฮอร์โมนต่อไปอีกอย่างน้อย 5 ปีหลังการรักษาหลักเสร็จสิ้น ก้อนมะเร็งขนาดเล็กที่ยังไม่ลุกลามไปยังผิวหนังหรือกล้ามเนื้ออาจถูกนำออกไปโดยการผ่าตัดเอาแค่ก้อนเนื้อและเนื้อเยื่อดีรอบ ๆ บางส่วนออกไป (lumpectomy) และผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองเซ็นติเนล (sentinel node biopsy) เพื่อดูการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งออกจากเต้านม ก้อนมะเร็งที่มีขนาดใหญ่กว่านั้น รวมถึงกลุ่มที่ลุกลามไปยังผนังหน้าอก จะต้องผ่าตัดเต้านมออก (mastectomy) รวมถึงการผ่าตัดเอาต่อมน้ำเหลืองออกด้วย คุณอาจได้รับการผ่าตัดเสริมสร้างเต้านม ซึ่งบางครั้งอาจต้องทำในภายหลังเนื่องจากต้องฉายแสงก่อน การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดทำเพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งที่ยังหลงเหลืออยู่ในร่างกายของคุณเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ ซึ่งอาจให้ยาเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัดเพื่อลดขนาดของก้อนด้วย ในบางครั้งเมื่อมะเร็งลามไปถึงผิวหนังเต้านมด้วยจะเรียกว่า inflammatory breast cancer ซึ่งการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดจะเป็นการรักษาแรก โดยจะลดขนาดของก้อน ทำให้ศัลยแพทย์ผ่าตัดก้อนออกได้ง่ายขึ้นและยังทำลายเซลล์มะเร็งที่อยู่รอบ ๆ ก้อน และที่อยู่ในตำแหน่งที่ไม่ชัดเจนว่ามีการลุกลามหรือไม่ หากไม่กำจัดเซลล์มะเร็งที่ขอบของก้อนเนื้อ จะยังมีเซลล์มะเร็งหลงเหลืออยู่หลังการผ่าตัด มักจะทำให้ต้องผ่าตัดซ้ำและทำให้แผลผ่าตัดดูไม่สวย โดยมะเร็งเต้านมชนิดนี้จะต้องใช้การผ่าตัดเอาเต้านมออกร่วมกับการเลาะต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ การตรวจติดตามหลังการรักษาหลัก การรักษาต่อจากนั้นจะขึ้นอยู่กับสถานะของฮอร์โมนและ HER2 ซึ่งเมื่อการรักษาระยะแรกเสร็จสิ้น คุณจะต้องมาตรวจติดตามต่ออีก 5 ปี ซึ่งระหว่างนั้นคุณอาจได้รับการรักษาทางฮอร์โมนหากมะเร็งของคุณมีความไวต่อฮอร์โมน คุณยังคงต้องรับการตรวจแมมโมแกรม (mammogram) ทุกปี และควรตรวจเต้านมด้วยตัวเอง เนื่องจากคุณยังคงมีเนื้อเต้านมอยู่หลังการผ่าตัด รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการออกกำลังกายที่จะช่วยสร้างเสริมความแข็งแรงของคุณ สรุปการรักษา การรักษาโรคมะเร็งเต้านม การรักษาโรคมะเร็งเต้านมนั้นมีหลายวิธี แพทย์จะพิจารณาเลือกใช้ขึ้นอยู่กับระดับอาการและความรุนแรงของผู้ป่วยแต่ละรายได้แก่ การผ่าตัด เป็นการผ่าตัดเอาก้อนเนื้อมะเร็งออกไป และรวมถึงเนื้อเยื่อที่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งให้หมดไป ไม่ให้เหลืออยู่เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ เช่น ถ้าตรวจพบเซลล์มะเร็งเต้านม แพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดเต้านมทิ้งออกทั้งเต้า การรักษาวิธีนี้จะเลือกใช้ในผู้ป่วยที่ตรวจเจอมะเร็งเต้านมในระยะแรก เป็นผู้ป่วยที่มีการตรวจร่างกายสม่ำเสมอ และเพิ่งตรวจเจอเซลล์มะเร็ง โดยมีปัจจัยที่จะต้องพิจารณาร่วมกับการผ่าตัด คือ ลักษณะของมะเร็ง (Tumor Features) ตำแหน่ง ขนาดของก้อน และการกระจายตัวของมะเร็ง นอกจากนี้ต้องพิจารณาปัจจัยด้านตัวผู้ป่วยเอง เช่น ผู้ป่วยอายุน้อยอาจเลือกใช้วิธีอื่น เนื่องจากมีผลกับภาพลักษณ์ พันธุกรรม หรือปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ โรคประจำตัวที่ไม่สามารถรักษาวิธีอื่น ๆ ได้ รังสีรักษา รังสีรักษาหรือที่เรารู้จักกันว่าการฉายรังสี เป็นวิธีการรักษาที่มีความสำคัญอีกแบบหนึ่งสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งทั้งในระยะเริ่มต้นและระยะแพร่กระจาย เป็นการรักษาเฉพาะตำแหน่งเช่นเดียวกับการผ่าตัด เพราะแพทย์จะฉายรังสีเฉพาะบริเวณที่มีก้อนมะเร็ง โดยให้เนื้อเยื่อข้างเคียงได้รับความเสียหายน้อยที่สุด การให้รังสีนอกจากเพื่อทำให้หายขาดจากโรคแล้ว ยังใช้เพื่อบรรเทาอาการจากโรคในกรณีที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ วิธีนี้มีข้อดีคือ ผู้ป่วยไม่ต้องอยู่โรงพยาบาลและอาการแทรกซ้อนน้อยมาก เพราะว่าใช้รังสีจำนวนค่อนข้างน้อย แต่ก็มีข้อเสียเล็กน้อยคือ จะได้ผลช้ากว่าวิธีการผ่าตัดเล็กน้อย เคมีบำบัด การให้เคมีบำบัดในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านมหรือที่เราเรียกกันว่าคีโมนั้น จะมีสูตรยาเคมีหลายสูตร มีทั้งแบบใช้ยาตัวเดียวหรือยาหลายตัวผสมกัน ทั้งแบบยาฉีดหรือยากิน ทั้งแบบให้ยาทุกสัปดาห์และทุก 3-4 สัปดาห์ ใช้เวลาในการให้ยาเคมีครบประมาณ 3-6 เดือน และนอกจากยาเคมีจะไปทำลายเซลล์มะเร็งที่มีการเจริญเติบโตและแบ่งตัวอย่างรวดเร็วในร่างกายแล้ว ยังไปทำลายเซลล์ปกติของร่างกายที่มีการเจริญแบ่งตัวด้วย เช่น เซลล์เม็ดเลือด เกล็ดเลือด เนื้อเยื่อในช่องปาก ลำไส้ และเส้นผม เป็นต้น ทำให้มีผลข้างเคียง เช่นREAD MORE

ความหมายของโรคมะเร็งเต้านมก็คือเนื้องอกชนิดร้าย

มะเร็งคือเซลล์ที่มีการเจริญเติบโตผิดปกติซึ่งไม่สามารถควบคุมได้ ดังนั้นโรคมะเร็งเต้านมก็คือเนื้องอกชนิดร้ายที่มีจุดเริ่มต้นมาจากเนื้อเยื่อภายในเต้านม โดยโรคมะเร็งเต้านมเป็นโรคมะเร็งที่พบได้มากที่สุดในผู้หญิง แต่ก็สามารถพบโรคมะเร็งเต้านมในผู้ชายได้เช่นกัน ซึ่งในสหรัฐอเมริกาพบว่าผู้หญิงเป็นโรคมะเร็งเต้านมมากถึง 1/8 ของประชากรผู้หญิงทั้งหมดในประเทศ มะเร็งเต้านมแบ่งได้หลายแบบ มะเร็งเต้านมระยะแรก มักเป็นมะเร็งของเซลล์บุท่อน้ำนมที่เชื่อมระหว่างต่อมน้ำนมไปยังหัวนม หากตรวจพบขณะที่ยังอยู่ที่ท่อหรือที่กลุ่มท่อน้ำนมแล้วผ่าตัดออกได้จะมีโอกาสหายถึงร้อยละ 90 มะเร็งเต้านมระยะรุกราน เป็นช่วงที่เซลล์มะเร็งลุกลามจากท่อน้ำนมไปยังเนื้อเยื่อเต้านมและต่อมน้ำเหลืองข้างเดียว ซึ่งเป็นระยะที่เราสามารถคลำก้อนมะเร็งที่เต้านมได้ มะเร็งเต้านมระยะรุกลาม เป็นระยะที่มะเร็งลุกลามไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกายนอกเต้านมแล้ว เช่น กระดูก ตับ ปอด สมอง เป็นต้น แบบที่ 2 แบ่งตามชนิดของเซลล์ ได้แก่ มะเร็งชนิด Infilltrating (invasive) ductal carcinoma พบร้อยละ 70 ของมะเร็งเต้านม มะเร็งจะเริ่มที่ท่อนำน้ำนมแล้วรุกรานผ่านผนังท่อไปยังเนื้อเยื่อไขมันข้างเคียงหรือแพร่กระจายไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น เส้นเลือดหรือท่อน้ำเหลือง มะเร็งชนิด Infilltrating lobular carcinoma พบร้อยละ 10-15 ของมะเร็งเต้านม มะเร็งจะเริ่มที่ต่อมสร้างน้ำนม แล้วกระจายไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย มะเร็งชนิด ductal carcinoma in situ มะเร็งจะเป็นที่ต่อมผลิตน้ำนม หากทิ้งไว้จะกลายเป็นประเภทที่ 2 มะเร็งชนิด Inflammatory breast cancer เป็นมะเร็งชนิดที่เกิดขึ้นน้อย มีลักษณะแดง ร้อน ผิวหนังไม่เรียบ แพร่กระจายเร็ว มะเร็งชนิด Recurrent เป็นมะเร็งชนิดที่หลังจากรักษาแล้วกลับเป็นอีกที่เต้านมข้างเดียวกัน หรือที่ผนังทรวงอกที่เต้านมเคยอยู่ ประเภทของมะเร็งเต้านมที่พบได้บ่อยคือ Ductal carcinoma (พบได้ 85-90% ของผู้ป่วย) Lobular carcinoma (พบได้ 8% ของผู้ป่วย) Invasive (Infiltrating) Breast Cancer โรคมะเร็งเต้านมชนิดนี้มีโอกาสที่จะเกิดการแพร่กระจายของมะเร็งจากจุดเริ่มต้น ลุกลามไปทั่วเต้านมและยังสามารถลุกลามไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้อีก ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นส่วนย่อยได้หลายประเภท ชนิดที่พบไม่บ่อย เช่น Inflammatory breast cancer (เกิดในผิวหนัง) Paget’s disease of the nipple ชนิดของมะเร็งเต้านม มะเร็งเต้านมบางชนิดอาจเห็นเป็นก้อนนูนชัด ในขณะที่ชนิดอื่น ๆ อาจเห็นเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ผิวหนัง หรืออาจไม่แสดงอาการให้เห็นเลย มะเร็งเต้านมไม่ได้หน้าตาเหมือนกันหมด แต่จะแบ่งประเภทตามชนิดของเนื้อเยื่อต้นกำเนิดมะเร็ง บริเวณที่เริ่มก่อมะเร็งจะบอกว่าโรคนั้นมีลักษณะเป็นอย่างไร ข้อมูลนี้จะช่วยให้แพทย์ตัดสินใจเลือกวิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพที่สุด Ductal carcinoma in situ (DCIS) Ductal carcinoma in situ หรือ DCIS มีชื่ออีกอย่างว่า intraductal carcinoma DCIS กำเนิดจากเซลล์ของท่อน้ำนม แต่สามารถเปลี่ยนตัวเองมาเป็นมะเร็งที่ลุกลามได้ American Cancer Society กล่าวว่าเคสมะเร็งเต้านมใหม่ประมาณ 1 ใน 5 เป็น DCIS ซึ่งสามารถรักษาได้ดี ยกเว้นจะถูกทิ้งไว้โดยไม่ได้รักษา หรือไม่ได้รับการวินิจฉัยและแพร่กระจายไปตามบริเวณอื่น ๆ ของร่างกาย Invasive ductal carcinoma (IDC) Invasive ductal carcinoma (IDC หรือ infiltrative breast cancer) เป็นมะเร็งชนิดที่พบได้มากที่สุดโดยเฉพาะในผู้ชาย National Breast Cancer Foundation กล่าวว่าประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยมะเร็งเต้านม ทั้ง DCIS และ IDC ต่างมีที่มาจากท่อน้ำนม แต่อย่างหลังจะต่างกับ DCIS ที่จะแพร่ไปทะลุผนังของหลอดเลือดและเนื้อเยื่อไขมันภายในเต้านม หลังจากนี้มะเร็งอาจแพร่กระจาย (metastasize) ไปยังส่วนอื่นของร่างกายผ่านระบบน้ำเหลืองและการไหลเวียนของเลือด Invasive lobular carcinoma (ILC) เกิดจากต่อมผลิตน้ำนม เรียกว่า lobules และสามารถแพร่ไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกายได้เหมือน IDC โดย American Cancer Society พบว่าประมาณ 1 ใน 10 ของผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมลุกลามจะเป็นชนิด ILC มะเร็งเต้านมชนิดนี้ตรวจพบใน mammogram ได้ยากกว่าชนิด IDC Inflammatory breast cancer (IBC) American Cancer Society พบว่ามะเร็งเต้านมชนิดนี้มีเพียง 1 ใน 3 ของมะเร็งเต้านมทั้งหมด อย่างไรก็ตามมันถือเป็นมะเร็งชนิดที่รุนแรงมาก โดยมีโอกาสแพร่ไปยังตำแหน่งอื่น ๆ มากและหน้าตาก็ดูย่ำแย่กว่ามะเร็งเต้านมแบบอื่นๆอีกด้วย บางครั้ง IBC ระยะแรก ๆ จะทำให้สับสนกับการติดเชื้อของเต้านม (mastitis) และถูกรักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่ไม่มีประโยชน์ในการรักษามะเร็งชนิดนี้ IBC มักไม่เห็นก้อนนูนหรือก้อนมะเร็ง ผิดกับมะเร็งเต้านมชนิดอื่น ทำให้การตรวจใน mammogram สามารถเห็นได้ยาก แต่เนื่องจากมีเซลล์มะเร็งไปอุดท่อน้ำเหลืองที่ผิวหนัง ดังนั้น IBC สามารถพบลักษณะต่าง ๆ ต่อไปนี้ ผิวหนังบริเวณเต้านมแดงและอุ่น ผิวหนังบริเวณเต้านมหนาและเป็นตะปุ่มตะป่ำคล้ายเปลือกส้ม เต้านมโตขึ้น แข็งขึ้น สัมผัสแล้วปวด หรือคัน โรค Paget disease of the breast หรือรู้จักกันในชื่อ Paget’s disease of the nipple หรือ mammary Paget’s disease ซึ่งเป็นมะเร็งชนิดที่ก่อขึ้นที่ท่อน้ำนม และแพร่กระจายไปยังผิวหนังบริเวณหัวนม (nipple) และรอบวงเข้ม ๆ ของหัวนม (areola) Paget disease มักถูกวินิจฉัยผิดตอนต้น เนื่องจากอาการแสดงแรกที่เห็นได้ชัดจะสับสนกับโรคทางผิวหนังที่ส่งผลกระทบกับหัวนมที่พบได้บ่อยครั้งกว่า อาการแสดงของโรค Paget disease ได้แก่ ผิวหนังแห้งแตก เป็นเกล็ด หรือมีสีแดงบริเวณหัวนมและวงเข้มรอบ ๆ มีเลือดหรือน้ำนมออกจากเต้านม รู้สึกแสบหรือคันบริเวณนั้น American Cancer Society กล่าวว่า Paget disease มีอยู่จริงเพียงประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ของมะเร็งเต้านมทุกกรณี แต่แทบจะเกี่ยวข้องกับทั้ง DCIS และ IDC เสมอ เมื่อเกิดรอยโรค Paget disease ขึ้นที่หัวนม ก็มักจะพบก้อนเนื้องอกหนึ่งก้อนหรือมากกว่า และมักต้องผ่าตัดเต้านมออก หากไม่สามารถสัมผัสก้อนนูนได้ที่เนื้อเยื่อไขมัน และผลการตรวจชิ้นเนื้อพบ DCIS แต่ไม่มีมะเร็งชนิดลุกลามจะมีแนวโน้มการดำเนินของโรคดี แต่ถ้าหากมีมะเร็งชนิดลุกลาม แนวโน้มการดำเนินของโรคก็จะไม่ดีเท่า ต้องให้รักษาที่รุนแรงมากขึ้น มะเร็งเต้านมแบบ Triple Negative การวินิจฉัยมะเร็งเต้านมแบบ Triple negative หมายความว่าเซลล์มะเร็งที่มีอยู่ตรวจได้ผลลบกันทั้ง 3 ตัว ตัวรับที่พบได้มากที่สุดซึ่งมีการเจริญเติบโตของมะเร็งมากสุด ได้แก่ hormonal epidermal growth factor receptor 2 (HER-2), estrogen receptors (ER) และ progesterone receptors (PR) การรักษาทั่วไปของมะเร็ง เช่น การทดแทนด้วยฮอร์โมนหรือยาที่เจาะจงกับ estrogen, progesterone และ HER-s ก็จะไร้ประโยชน์กับมะเร็งเต้านมแบบ triple negative อย่างไรก็ตามการรักษาก็ทำด้วยการให้เคมีบำบัด และยิ่งตอบสนองได้ดีในระยะแรก ๆ Medullary carcinoma มีประมาณ 3-5 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนผู้ที่เป็นมะเร็งทั้งหมด (จากมูลนิธิ National Breast cancer foundation) ส่วนใหญ่มักคลำก้อนไม่พบ แต่จะสามารถสังเกตได้ด้วย mammogram Tubular carcinoma มีการสะสมของเซลล์ที่ทำให้รู้สึกว่าผิวสัมผัสมีลักษณะคล้ายฟองน้ำมากกว่าจะเป็นก้อนนูน โดยปกติผู้หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป และมีอยู่ 2 เปอร์เซ็นต์ของมะเร็งเต้านมที่ได้รับการวินิจฉัยทั้งหมด (จากมูลนิธิ National Breast Cancer Foundation) มักใช้เครื่อง mammogram ตรวจหามะเร็งชนิดนี้ และรักษาโดยการบำบัดด้วยฮอร์โมน Mucinous carcinoma (หรือ mucionous colloid) มีลักษณะเด่นคือการผลิตเยื่อเมือกและไม่มีขอบเขตเซลล์ที่ชัดเจน มะเร็งเต้านมชนิดนี้พบได้เพียง 1-2 เปอร์เซ็นต์ของมะเร็งเต้านมทั้งหมด และยังเป็นชนิดที่มีแนวโน้มการดำเนินของโรคที่ดีที่สุดอีกด้วย สาเหตุ ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่มีปัจจัยเสี่ยงหลายประการ เช่น ฮอร์โมน (ผู้หญิงที่มีประจำเดือนเร็วก่อนอายุ 12 ปี หมดประจำเดือนช้า เมื่ออายุมากกว่า 50 ปี การคลอดบุตรคนแรกเมื่ออายุมากกว่า 35 ปี หญิงที่ไม่มีบุตร) มีประวัติมารดาเป็นโรคมะเร็งเต้านม การได้รับรังสี สนามแม่เหล็ก มีประวัติเป็นมะเร็งที่อื่นมาก่อน เป็นต้น ปัจจัยเสี่ยงของการเป็นมะเร็งเต้านม แม้ว่ารูปแบบวิธีการใช้ชีวิต สิ่งแวดล้อม และปัจจัยทางด้านฮอร์โมนอาจเพิ่มความเสี่ยงของคุณในการเกิดมะเร็งเต้านม แต่การมีปัจจัยเหล่านี้ก็ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่าคุณจะต้องเป็นโรคนี้ ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ผู้หญิงส่วนมากที่เป็นโรคไม่ได้มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคนี้มาก่อน อย่างไรก็ตามมีบางปัจจัยที่ทราบแน่ชัดว่าเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม เช่น อ้วน มีประวัติครอบครัวหรือประวัติส่วนตัวที่เป็นมะเร็งเต้านมและมีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม และแม้ว่าหลายคนที่เป็นมะเร็งเต้านมจะไม่ได้มีปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว แต่การมีลักษณะดังต่อไปนี้จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านม เป็นผู้หญิง อ้วน อายุมาก มีประวัติส่วนตัวเคยเป็นมะเร็งเต้านมที่เต้านมข้างหนึ่ง (เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านมอีกข้างหนึ่ง) มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านมในญาติที่ใกล้ชิด เช่น แม่ พี่สาว น้องสาว หรือลูกสาว โดยเฉพาะหากเป็นตั้งแต่อายุยังน้อย มีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม เช่น BRCA1 และ BRCA2 เคยได้รับรังสีบริเวณหน้าอกขณะยังเด็กหรือเป็นผู้ใหญ่ตอนต้น เริ่มมีประจำเดือนก่อนอายุ 12 ปี หมดประจำเดือนช้า คลอดลูกครั้งแรกเมื่ออายุมากกว่า 35 ปี ไม่เคยตั้งครรภ์ ได้รับยาฮอร์โมนที่ผสมระหว่าง estrogen และ progesterone ดื่มแอลกอฮอล์ มะเร็งเต้านมที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม มะเร็งเต้านมส่วนใหญ่ไม่ได้มีการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ในความเป็นจริงแล้วมีเพียง 5-10% เท่านั้นที่มีความเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมซึ่งสามารถถ่ายทอดไปยังรุ่นถัดไปได้ การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่พบได้บ่อยที่สุดและมีความเกี่ยวข้องกับมะเร็งเต้านมคือ BRCA1 และ BRCA2 การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมทั้ง 2 แบบนั้นยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งอื่น ๆ ตลอดชีวิตของผู้หญิงคนนั้น โดยเฉพาะมะเร็งรังไข่ ในเซลล์ปกติ BRCA1 และ BRCA2 จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดมะเร็งโดยการสร้างโปรตีนที่ทำให้เซลล์ไม่มีการเจริญเติบโตที่ผิดปกติ แต่หากยีนเหล่านี้เกิดการเปลี่ยนแปลง จะทำให้กระบวนการป้องกันการเกิดมะเร็งทำงานได้ไม่สมบูรณ์ ในผู้หญิงบางคนที่มีการเปลี่ยนแปลงที่ BRCA1 จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมให้กลายเป็นสูงได้ถึง 80% แต่โดยเฉลี่ยแล้วนั้น ความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมจะอยู่ที่ 55-65% ในผู้หญิงที่มีการเปลี่ยนแปลงที่ BRCA2 ความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านมตลอดชีวิตนั้นอยู่ที่ประมาณ 45% มะเร็งเต้านมที่มีความเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมนี้เกิดได้บ่อยในผู้หญิงอายุน้อย และมะเร็งเต้านมที่เกิดกับเต้านมทั้ง 2 ข้างนั้นมักจะพบได้ในผู้ป่วยที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมมากกว่า แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงของยีน BRCA1 และ BRCA2 จะสามารถเกิดได้กับทุกคน แต่ก็มักจะพบการเปลี่ยนแปลงนี้ในคนที่มีเชื้อสายยิวที่มีถิ่นกำเนิดมาจากยุโรปตะวันออกมากกว่าเชื้อชาติอื่นภายในสหรัฐอเมริกา ผู้ชายสามารถมีการเปลี่ยนแปลงของยีนนี้ได้เช่นกัน และหากมีก็จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมและมะเร็งอื่น ๆ เช่น มะเร็งต่อมลูกหมาก การตรวจทางพันธุกรรมREAD MORE

การเปลี่ยนแปลงของเซลล์เนื้อเยื่อเต้านมผิดปกติ

ความรู้โรคมะเร็ง           สัญลักษณ์โบชมพู (Pink Ribbon) สัญลักษณ์ของการรณรงค์ป้องกันมะเร็งเต้านมในผู้หญิง เมืองไทยก็มีการรณรงค์เรื่องมะเร็งเต้านมกันอย่างแพร่หลาย เพื่อกระตุ้นเตือนให้ผู้หญิงได้ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมอย่างสม่ำเสมอ ด้วยเพราะมะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งที่พบบ่อยในเพศหญิง หากตรวจพบความผิดปกติได้ในระยะแรก โอกาสในการรักษาก็จะประสบความสำเร็จสูง ประกอบกับความก้าวหน้าทางการแพทย์ การรักษาโรคมะเร็งเต้านมในผู้หญิงด้วยการผ่าตัดโดยใช้ PlasmaBlade ที่ช่วยให้แผลหลังผ่าตัดหายเร็วขึ้น ลดอาการแทรกซ้อนระหว่างและหลังการผ่าตัดได้    ผู้หญิงกับมะเร็งเต้านม           มะเร็งเต้านมเป็นโรคที่ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่าเกิดจากอะไร แต่มีปัจจัยหนุนคือฮอร์โมนเอสโตรเจนที่กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เนื้อเยื่อเต้านมจนเจริญเติบโตผิดปกติ และร่างกายไม่สามารถควบคุมการเจริญเติบโตที่ผิดปกตินั้นได้ ทำให้เซลล์เหล่านั้นกลายเป็นเซลล์มะเร็งและโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ แนวทางในการรักษามะเร็งเต้านมในปัจจุบัน นับได้ว่ามีความก้าวหน้าและมีประสิทธิภาพมากขึ้นตามลำดับ           ทั้งนี้จากสถิติพบว่า อายุเฉลี่ยของผู้หญิงที่พบมะเร็งเต้านมมากที่สุดคือ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเซลล์มะเร็งอาจจะก่อตัวก่อนหน้านั้น แต่ผู้ป่วยเพิ่งมาตรวจพบในช่วงวัยดังกล่าว เพราะมะเร็งเต้านมค่อนข้างโตช้า กว่าจะเปลี่ยนแปลงจากเซลล์เดียวจนมีขนาด 1 ซม. ต้องใช้เวลาเป็นปี  ความผิดปกติของเต้านม อาการผิดปกติของเต้านมที่ควรต้องมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยต่อไป (Diagnostic Mammogram) ได้แก่ รู้สึกปวดหรืออึดอัดที่บริเวณเต้านม คลำพบก้อนที่เต้านม ไหปลาร้า หรือใต้รักแร้ มีการเปลี่ยนแปลงของหัวนม เช่น เป็นแผล มีเลือดออกหัวนม, หัวนมยุบลงไปหรือถูกดึงรั้งไปทางอื่น ผู้ที่ควรเข้ารับการตรวจมะเร็งเต้านม ผู้ป่วยที่ไม่มีอาการควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม (Screening Mammogram) ได้แก่ ผู้หญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ตรวจเป็นประจำปีละครั้ง ผู้ป่วยกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง (High Risk Group) ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ ตรวจพบความผิดปกติทางพันธุกรรมของยีน BRCA1, 2 มีญาติสายตรงที่มียีนนี้ผิดปกติ ผู้ป่วยที่ประจำเดือนมาเร็วผิดปกติหรือหมดประจำเดือนช้าผิดปกติ ผู้ป่วยที่ได้รับฮอร์โมนทดแทนติดต่อกันมาเป็นระยะเวลานาน             นอกจากนี้ผู้ป่วยที่เคยได้รับการรักษาโดยการฉายแสงบริเวณทรวงอกในช่วงอายุ10-30 ปี แนะนำให้ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมเร็วกว่าผู้ป่วยทั่วไป คือ ตั้งแต่อายุ 30-35 ปี โดยขึ้นอยู่กับคำแนะนำของแพทย์ ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม           การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมจะใช้เครื่องดิจิทัลแมมโมแกรมและการอัลตราซาวนด์เต้านมเพื่อให้ตรวจพบความผิดปกติหรือมะเร็งระยะเริ่มต้นได้ไวร่วมกับการรักษาที่มีคุณภาพ ช่วยให้โอกาสรักษาได้ผลดี ลดอัตราการเสียชีวิตอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติ           การตรวจด้วยเครื่องดิจิทัลแมมโมแกรม (2D Digital Mammography) คือการใช้รังสีเอ็กซเรย์ตรวจดูการเปลี่ยนแปลงภายในโครงสร้างของเต้านม มีประสิทธิภาพในการตรวจหามะเร็งเต้านมได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มแรก โดยมีปริมาณรังสีที่ได้รับเพียงเล็กน้อย ซึ่งปัจจุบันการตรวจด้วยเครื่องดิจิทัลแมมโมแกรมยังถือเป็นมาตรฐานในการวินิจฉัยโรคเต้านม และมีการนำดิจิทัลแมมโมแกรมแบบสามมิติมาใช้ (3D Digital Mammography, Digital Breast Tomosynthesis)ทำให้สามารถวินิจฉัยรอยโรค ระบุตำแหน่งได้แม่นยำมากขึ้นโดยเฉพาะในกรณีผู้ป่วยที่มีเนื้อเต้านมหนาแน่น ช่วยทำให้สามารถมองเห็นจุดหินปูนหรือเนื้อเยื่อโครงสร้างที่ผิดปกติขนาดเล็กได้           ขณะที่การตรวจอัลตราซาวด์เต้านมเป็นการตรวจโดยการส่งคลื่นเสียงความถี่สูงเข้าไปในเนื้อเต้านม ซึ่งสามารถบอกความแตกต่างขององค์ประกอบเนื้อเยื่อได้ว่าเป็นเนื้อเยื่อเต้านมปกติ เป็นถุงน้ำหรือเป็นก้อนเนื้อได้ แต่ไม่สามารถตรวจพบกลุ่มหินปูนที่ผิดปกติได้ดังเช่นการตรวจแมมโมแกรม           ดังนั้นปัจจุบันทั้งการตรวจคัดกรองและการตรวจวินิฉัยมะเร็งเต้านมจึงเป็นการตรวจแบบควบคู่กันทั้งดิจิทัลแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์เพื่อช่วยเพิ่มความแม่นยำและความถูกต้องในการค้นหามะเร็งเต้านมในระยะเริ่มแรก นำไปสู่การวางแผนการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ปัจจุบันยังมีการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม เพื่อดูความผิดปกติของเส้นเลือดที่สร้างใหม่ของรอยโรคโดยการฉีดสารไอโอดีนทึบรังสีร่วมกับทำแมมโมแกรม เรียกว่า Contrast Enhanced Spectral Mammography (CESM) และการตรวจเต้านมด้วยเครื่องคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Breast MRI) เพื่อให้ได้ข้อมูลมากขึ้นในการวินิจฉัย และเตรียมวางแผนการรักษาผู้ป่วยต่อไป เมื่อมีความผิดปกติที่พบในแมมโมแกรมหรืออัลตราซาวนด์ ก็ยังสามารถเจาะชิ้นเนื้อ (Breast Biopy) เพื่อนำไปวินิจฉัยและวางแผนการรักษาต่อไปได้อีกด้วย แนวทางรักษามะเร็งเต้านม           สำหรับผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมระยะ 0 ซึ่งเป็นระยะเริ่มต้นของเซลล์มะเร็งที่ยังไม่ลุกลามไปยังเนื้อเยื่อของเต้านม การรักษาด้วยการผ่าตัดมีโอกาสหายได้เกือบ 100% ส่วนในผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ 1 ซึ่งก้อนมีขนาดน้อยกว่า 1 ซม. การผ่าตัดเพียงอย่างเดียวนั้นสามารถที่จะรักษาให้หายได้ประมาณ 90%           การตรวจพบว่าเป็นมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มแรกยังสามารถเลือกได้ว่าจะผ่าตัดเฉพาะจุดที่เป็นมะเร็ง (ผ่าตัดแบบสงวนเต้าหรือตัดเฉพาะบางส่วน) หรือจะเลือกการผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมด ซึ่งหากเลือกการผ่าตัดแบบสงวนเต้าต้องทำควบคู่กับการฉายรังสีรักษาเต้านมที่เหลือ แต่หากเลือกการผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมด ก็ไม่จำเป็นต้องรับการฉายรังสีรักษาหลังรับการผ่าตัด           ซึ่งทั้งสองวิธีให้ผลการรักษาที่เหมือนกันคือ ผู้ป่วยมีโอกาสจะหายจากมะเร็งได้เกือบ 100% โดยไม่ต้องให้เคมีบำบัด แต่หากพบมะเร็งเต้านมในระยะที่ใหญ่ขึ้น คือตั้งแต่ระยะที่ 1 ตอนปลายเป็นต้นไป จะต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมด ทั้งยังต้องรักษาเสริมด้วยยาเคมีบำบัดและฮอร์โมน เพื่อลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ PLASMABLADE เพิ่มความมั่นใจทุกการผ่าตัดรักษามะเร็งเต้านม           นวัตกรรมใหม่แห่งการผ่าตัดรักษาโดยใช้วิธี PlasmaBlade ซึ่งเป็นเครื่องจี้ที่ใช้พลังงาน radiofrequency หรือ คลื่นความถี่วิทยุที่มีการเปลี่ยนรูปแบบพลังงานให้เป็น Plasma ในการผ่าตัดรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ช่วยลดการทำลายเนื้อเยื่อปกติข้างเคียง สามารถผ่ารักษาเก็บหัวนมและเต้านมไว้ได้ ช่วยให้แผลหลังผ่าตัดหายเร็วขึ้น  เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้เครื่องจี้แบบเดิมใช้พลังงานไฟฟ้าที่อาจทำให้เกิดอุณหภูมิเกิน 100 องศา เพื่อตัดหรือเลาะเนื้อเยื่อ ไขมันระหว่างผ่าตัด ส่งผลข้างเคียงคือทำให้เกิดความร้อนสูง ทำลายเนื้อเยื่อ เส้นประสาท หรือกล้ามเนื้อใกล้เคียงที่อยู่บริเวณเต้านมและรักแร้           อีกทั้งอาจทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนต่างๆ ระหว่างและหลังผ่าตัด เช่น อาการอักเสบของแผล การคั่งของน้ำเหลือง หรือการที่เส้นประสาทหรือกล้ามเนื้อถูกทำลายบางส่วน ส่งผลให้แผลหายช้า คนไข้ต้องนอนโรงพยาบาลนานขึ้น ดังนั้นการผ่าตัดโดยใช้ PlasmaBlade ร่วมด้วยจึงทำให้ลดอาการแทรกซ้อนระหว่างและหลังผ่าตัด คนไข้พักพื้นและกลับไปใช้ชีวิตปกติได้เร็วขึ้น ที่สำคัญคือยังรักษาทั้งหัวนมและเต้านมไว้ได้ ทำให้ผู้หญิงไม่รู้สึกสูญเสียความมั่นใจ             ศูนย์เต้านม โรงพยาบาลวัฒโนสถที่ได้การรับรองคุณภาพ โรคมะเร็งเต้านม (Clinical Care Programme Certificate) จากสถาบัน JCI ประเทศสหรัฐอเมริกา นับเป็นศูนย์เต้านมที่มุ่งเน้นการให้บริการแบบครบทุกด้าน และยังมีทีมแพทย์สหสาขาที่พร้อมให้บริการรักษา  ไม่ว่าจะเป็นแพทย์อายุรกรรมมะเร็ง ศัลยแพทย์ รังสีแพทย์ วิสัญญีแพทย์  แพทย์ทางด้านรังสีวินิจฉัย และบุคลากรทางการแพทย์ทุกสาขาวิชา  ที่พร้อมให้คำแนะนำในการตรวจวินิจฉัยและรักษามะเร็งเต้านม ด้วยเครื่องมือและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าในการค้นหามะเร็งเต้านม รวมถึงการติดตามผลการรักษาทั้งด้านร่างกายและจิตใจอย่างใกล้ชิดในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การตรวจคัดกรองและการวินิจฉัยที่ถูกต้อง แม่นยำ รวดเร็ว นำไปสู่การรักษาครบทุกขั้นตอน โดยผู้ป่วยจะได้รับการรักษาครอบคลุมทุกระยะของมะเร็งเต้านมด้วยมาตรฐานเดียวกัน ขอบคุณที่มา > bangkokhospital

มะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้หญิงคือมะเร็งเต้านม

ความรู้โรคมะเร็ง หนึ่งในโรคร้ายที่ผู้หญิงทั่วโลกต่างหวาดกลัวคือ มะเร็งเต้านม ซึ่งเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้หญิง และมีอัตราการเสียชีวิตเป็นอันดับสองรองจากมะเร็งปอด แต่ความน่ากลัวของมะเร็งเต้านมจะลดลงตามความเร็วในการค้นพบ ดังนั้น ศ.นพ.ศุภกร โรจนนินท์ ผู้อำนวยการศูนย์เต้านม โรงพยาบาลวัฒโนสถ (โรงพยาบาลรักษาเฉพาะทางด้านโรคมะเร็งที่โรงพยาบาลกรุงเทพ) จึงแนะนำให้ผู้หญิงไทยใส่ใจกับการตรวจหามะเร็งเต้านมอย่างจริงจัง เพราะยิ่งพบเร็วเท่าไร ยิ่งลดความรุนแรงของโรคและอัตราเสี่ยงต่อการเสียชีวิตลงได้มากเท่านั้น โรคร้ายที่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด “มะเร็งเต้านมเป็นโรคร้ายที่ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่าเกิดจากอะไร แต่มีปัจจัยหนุนคือฮอร์โมนเอสโตรเจนที่กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เนื้อเยื่อเต้านมจนเจริญเติบโตผิดปกติ และร่างกายไม่สามารถควบคุมการเจริญเติบโตที่ผิดปกตินั้นได้ ทำให้เซลล์เหล่านั้นกลายเป็นเซลล์มะเร็งและโตอย่างรวดเร็วซึ่งอาจแพร่กระจายออกไปยังอวัยวะอื่นๆ” “ความจริงแล้วมะเร็งเต้านมมีหลายชนิด แต่ที่พบบ่อยที่สุดคือชนิดที่เกิดจากท่อน้ำนม เมื่อเซลล์มะเร็งแบ่งตัวจนทะลุเนื้อเยื่อของท่อน้ำนมเข้าไปถึงท่อนำเหลืองหรือเส้นเลือด ก็จะแพร่กระจายไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น กระดูก ตับ ปอด หรือสมอง ซึ่งจดเด่นของมะเร็งเต้านมคือไม่มีอาการให้ทรมาน ไม่เจ็บ ไม่ปวด มีเพียงก้อนเนื้อให้สัมผัสได้ แต่ไม่รู้สึก หลายคนละเลยจนเข้าสู่ระยะลุกลามปล่อยทิ้งไว้จนเกิดอาการที่ตามมา เช่น เต้านมบวมผิดปกติ แตก เน่า เป็นแผลแล้วค่อยไปพบแพทย์ ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นก็ไม่สามารถรักษาให้หายได้แล้ว” ความเสี่ยงสูงในวัย 40 “จากสถิติพบว่าอายุเฉลี่ยของคนไข้ที่พบมะเร็งเต้านมมากที่สุดคือ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งจริงๆ แล้ว เซลล์มะเร็งอาจจะก่อตัวก่อนหน้านั้น แต่เพิ่งมาตรวจพบในช่วงวัยดังกล่าว เพราะมะเร็งเต้านมค่อนข้างโตช้า กว่าจะโตจากขนาด 1 เซนติเมตรไปสู่ 2 เซนติเมตรต้องใช้เวลาประมาณ 90-180 วัน ดังนั้นกว่าจะเปลี่ยนแปลงจากเซลล์เดียวจนมีขนาด 1 เซนติเมตรได้จึงต้องใช้เวลาเป็นปี แสดงว่าก่อนจะตรวจพบด้วยตัวเอง เซลล์มะเร็งอาจจะเริ่มก่อตัวแล้วก็เป็นได้ “ส่วนกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมคือ บุคคลที่มีญาติใกล้ชิดเป็นมะเร็งเต้านมเกินสองคนขึ้นไป เช่น แม่ พี่สาว หรือน้องสาว คนกลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงกว่าคนอื่นถึงสิบเท่า และมีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งเร็วขึ้น ดังนั้นจึงต้องตรวจหาความผิดปกติด้วยตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ รวมถึงตรวจด้วยเครื่องดิจิตอลแมมโมแกรม (Digital Mammogram) และอัลตราซาวน์ (Ultrasound)” ยิ่งพบเร็ว โอกาสหายยิ่งมาก ปัจจัยที่จะช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมีโอกาสรักษาให้หายได้ มีอยู่สองปัจจัยคือ ค้นพบให้เร็วและรักษาให้มีคุณภาพ ด้วยความที่มะเร็งเต้านมเป็นเซลล์มะเร็งที่เกิดกับอวัยวะภายนอก สามารถคลำหาได้ด้วยมือ ผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมเกินกว่าร้อยละ 85 จึงมักจะมาพบแพทย์หลังจากคลำพบก้อนที่เต้านม แต่นั่นไม่ใช่อาการเริ่มต้น เพราะกว่าจะคลำเจอต้องเป็นก้อนมะเร็งที่ใหญ่ไม่น้อยกว่า 1 เซนติเมตรไปแล้ว ถ้าหากอยากพบเร็วกว่านั้น วิธีที่จะช่วยได้คือการตรวจด้วยเครื่องดิจิตอลแมมโมแกรม ซึ่งสามารถหาเซลล์ที่ผิดปกติได้ตั้งแต่ขนาดเล็กระดับมิลลิเมตร เมื่อพบบริเวณก้อนเนื้อต้องสงสัยแล้วตรวจเพิ่มเติมด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ร่วมกับการตรวจชิ้นเนื้อ ก็จะวินิจฉัยได้ว่าก้อนเนื้อนั้นเป็นเซลล์มะเร็งหรือไม่” “ถึงแม้ว่ามะเร็งเต้านมจะยังป้องกันไม่ได้ แต่สามารถตรวจคัดกรองได้ตั้งแต่ยังไม่มีอาการ ดังนั้นนอกจากตรวจด้วยวิธีคลำด้วยตนเองแล้วควรให้แพทย์ตรวจทุก 3-5 ปี สำหรับผู้หญิงที่อายุ 40 ปีขึ้นไปควรตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยแมมโมแกรมและอัลตราซาวด์ทุกปี หากคนในครอบครัวเป็นมะเร็งอาจต้องตรวจเร็วขึ้นตั้งแต่อายุ 35 ปี เพราะหากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ทำให้ได้รับการรักษาได้อย่างทันท่วงที และอาจจะไม่ต้องสูญเสียเต้านมไป” เซลล์มะเร็งระยะ 0 รักษาหายได้ “ระยะของมะเร็งเต้านมแบ่งออกเป็นระยะ 0 ซึ่งเป็นระยะเริ่มต้นของเซลล์มะเร็ง ยังไม่ลุกลามไปยังเนื้อเยื่อของเต้านม ระยะที่ 1 ก้อนมะเร็งมีขนาดไม่เกิน 2 เซนติเมตรและยังไม่ลุกลามถึงต่อมน้ำเหลือง ระยะที่ 2 ก้อนมะเร็งมีขนาดระหว่าง 2-5 เซนติเมตรและเริ่มลุกลามไปสู่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้แต่ยังไม่แพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่น ระยะที่ 3 ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่กว่า 5 เซนติเมตร ลุกลามเข้าไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้แล้วแต่ก็ยังไม่แพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่น และระยะที่ 4 มะเร็งได้แพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่นเรียบร้อยแล้ว” “หากตรวจพบตั้งแต่ระยะที่ 0 ซึ่งยังไม่มีก้อนมะเร็งจะสามารถรักษาให้หายได้ 100 เปอร์เซนต์ แต่หากพบก้อนมะเร็งที่ขนาดไม่ถึง 1 เซนติเมตร เปอร์เซนต์การรักษาหายจะลดลงเหลือร้อยละ 98 และถ้าเข้าสู่ระยะที่ 1 ที่ก้อนมะเร็งมีขนาด 1-2 เซนติเมตรแล้วโอกาสหายจะเหลือเพียง 80 เปอร์เซนต์เท่านั้น เพราะยิ่งก้อนมะเร็งใหญ่ขึ้น โอกาสที่เซลล์มะเร็งจะหลุดไปยังอวัยวะอื่นยิ่งมากขึ้น ดังนั้นยิ่งตรวจพบเร็ว ยิ่งมีโอกาสหายได้มากกว่า” ตัดเต้าทิ้งหรือผ่าตัดแบบสงวนเต้า รักษาแบบไหนเลือกได้เอง “ปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวหน้าไปมาก เราสามารถตรวจหาได้ว่าใครเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมด้วยวิธีการตรวจทางพันธุกรรม (genetic testing) ซึ่งมักทำในกรณีที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีความผิดปกติในครอบครัว ถ้าพบยีนผิดปกติ วินิจฉัยได้เลยว่าโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมมีสูงถึง 80 เปอร์เซนต์ และการผ่าตัดเพื่อป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านมในกรณีนี้สามารถที่จะลดไม่ให้เกิดมะเร็งเต้านมได้ประมาณ 90 เปอร์เซนต์” “สำหรับผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมระยะ 0 การรักษาด้วยการผ่าตัดมีโอกาสหายได้เกือบ 100 เปอร์เซนต์ ในผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ 1 และก้อนมีขนาดน้อยกว่า 1 เซนติเมตร การผ่าตัดเพียงอย่างเดียวนั้นสามารถที่จะรักษาให้หายได้ประมาณ 90 เปอร์เซนต์” การตรวจพบว่าเป็นมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มแรก สามารถเลือกได้ว่าจะผ่าตัดเฉพาะจุดที่เป็นมะเร็ง (ผ่าตัดแบบสงวนเต้าหรือตัดเฉพาะบางส่วน) หรือจะเลือกการผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมด ถ้าเลือกการผ่าตัดแบบสงวนเต้าต้องทำควบคู่กับการฉายรังสีรักษาเต้านมที่เหลือ แต่ถ้าเลือกการผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมดไม่จำเป็นต้องรับการฉายรังสีรักษาหลังรับการผ่าตัด ซึ่งทั้งสองวิธีให้ผลการรักษาที่เหมือนกันคือ ผู้ป่วยมีโอกาสจะหายจากมะเร็งได้เกือบ 100 เปอร์เซนต์โดยไม่ต้องให้เคมีบำบัด แต่หากพบมะเร็งเต้านมในระยะที่ใหญ่ขึ้น คือตั้งแต่ระยะที่ 1 ตอนปลายเป็นต้น ต้องผ่าตัดด้วยการรักษาเต้านมออกทั้งหมด ทั้งยังต้องรักษาเสริมด้วยยาเคมีบำบัดและฮอร์โมน เพื่อลดโอกาสในการกลับมาเป็นซ้ำ แต่ทั้งนี้เราจะทำให้เต้านมกลับสู่รูปร่างเดิมหรือใกล้เคียงด้วยการเสริมซิลิโคนหรือใช้กล้ามเนื้อส่วนอื่นมาสร้างเป็นเต้านมใหม่ ให้คนไข้สามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นใจ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และปราศจากปมด้อยเกี่ยวกับหน้าอกอย่างแน่นอน Digital Mammogram คืออะไร? ดิจิตอลแมมโมแกรม คือ เทคโนโลยีการตรวจทางรังสีชนิดพิเศษ คล้ายกับเครื่องเอกซเรย์เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงในการหาความผิดปกติของเต้านมตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ใช้เวลาตรวจประมาณ 5-10 นาที โดยเครื่องจะกดเต้านมไว้ประมาณ 5 วินาที ให้เนื้อภายในเต้านมกระจายออก เนื่องจากภาพที่ได้จากการตรวจมีความละเอียดสูงทำให้การวินิจฉัยถูกต้องแม่นยำ อาจจะทำให้เจ็บบ้าง ขึ้นอยู่กับขนาดของเต้านมแต่ละคนและเนื่องจากปริมาณรังสีที่ใช้น้อยมาก ประกอบกับการตรวจเพียง 1-2 ปีต่อครั้ง จึงไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ ต่อร่างกาย ขอบคุณที่มา > bangkokhospital

วิธีการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง

กระทรวงสาธารณสุข รณรงค์ต้านภัยมะเร็งเต้านม ปัจจุบันมะเร็งเต้านม-มะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในหญิงไทย แนะกลุ่มเสี่ยงควรเอาใจใส่ ตรวจเช็คสุขภาพ องค์การอนามัยโลกจึงได้กำหนดให้เดือนตุลาคมของทุกปี เป็นเดือนแห่งการรณรงค์ต้านภัยมะเร็งเต้านมทั่วโลกโดยใช้สัญลักษณ์ในการรณรงค์เป็นรูปโบว์ชมพู (Pink Ribbon) เพื่อให้ทุกประเทศตระหนักและร่วมรณรงค์โดยจัดกิจกรรมให้ความรู้เรื่องโรคมะเร็งเต้านม สอนการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง สร้างความตื่นตัวให้ตระหนักถึงความสำคัญต่อสุขภาพเต้านมของตนเอง พร้อมเข้ารับการคัดกรองมะเร็งเต้านม และเข้ารับการักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะสามารถรักษาให้หายขาดได้ ทั้งนี้การตรวจเต้านมอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ เป็นการป้องกันมะเร็งเต้านมที่ดีที่สุด หญิงที่มีอายุมากขึ้น โดยเฉพาะอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ หรือมีประวัติเคยเป็นมะเร็งเต้านมมาก่อน หรือเคยมีก้อนบริเวณเต้านมที่ผลการตรวจพบว่าผิดปกติ มีประจำเดือนครั้งแรกก่อนอายุ 12 ปี หมดประจำเดือนหลังอายุ 55 ปี และเคยรับการฉายรังสีบริเวณทรวงอก ก่อนอายุ 30 ปี ผู้ชายก็มีสิทธิ์เป็นมะเร็งเต้านมได้ 1 ใน 100 ของผู้ป่วยเป็นมะเร็งเต้านม ดังนั้นควรเอาใจใส่ตรวจเช็คสุขภาพ หมั่นศึกษาหาความรู้เรื่องโรคภัยไข้เจ็บ ร่วมกับการดูแลสุขภาพด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ7สัญญาณ มะเร็งเต้านม 1.มีก้อนที่เต้านมหรือรักแร้ 2.รูปร่างหรือขนาดของเต้านมที่เปลี่ยนแปลงไป 3.มีน้ำ เลือด หรือน้ำเหลืองไหลออกมาจากหัวนม 4.รูปร่างหรือขนาดของหัวนมที่เปลี่ยนแปลงไป 5.สีหรือผิวหนังบริเวณลานหัวนมที่เปลี่ยนไป 6.มีรอยบุ๋ม รอยย่น ผื่นคันบริเวณลานหัวนม 7.อาการเจ็บผิดปกติที่เต้านมหรือรักแร้โดยเฉพาะเจ็บข้างเดียว ผิวหนังของเต้านมที่เปลี่ยนไป วิธีการรักษามะเร็งเต้านม การผ่าตัด การให้ยาเคมีบำบัด การใช้รังสีรักษา การใช้ยาต้านฮอร์โมน และการรักษาด้วยยากลุ่มใหม่ๆ ซึ่งการรักษาจะไม่ใช้วิธีใดวิธีหนึ่ง แต่มักจะใช้หลายๆวิธี ร่วมกันเพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีที่สุด -การตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มโอกาสที่จะรักษาให้หายขาดได้มีสูงขึ้น หากตรวจพบมะเร็งเต้านมตั้งแต่ระยะที่ 1 – 2 อัตราการอยู่รอดที่ 5 ปี สูงถึงร้อยละ 85 -99 หากตรวจพบในระยะที่ 3 อัตราการอยู่รอดเพียงร้อยละ 40-60 ตรวจพบในระยะที่ 4 อัตรารอดเหลือร้อยละ 18-20 การรักษามะเร็งเต้านม ระยะแรก สามารถรักษาให้หายขาดได้สูงถึง 95 %การป้องกันและลดความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งเต้านม ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ -หลีกเหลี่ยงอาหารไขมันสูง อาหารที่มีสารปนเปื้อน อาหารปิ้ง ย่าง รมควัน ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮลล์ หากจำเป็นต้องใช้ฮอร์โมนทดแทน ควรอยู่ในความควบคุมของแพทย์ ผู้หญิงอายุ 20 ปีขึ้นไป ควรตรวจเต้านมด้วยตนเองทุกเดือน และเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไปควรเพิ่มเติมด้วยการเอกซเรย์เต้านมทุกปีและมาพบแพทย์ หากพบความผิดปกติของเต้านม

Support by |Nolvadex