ความหมายของโรคมะเร็งเต้านมก็คือเนื้องอกชนิดร้าย

มะเร็งคือเซลล์ที่มีการเจริญเติบโตผิดปกติซึ่งไม่สามารถควบคุมได้ ดังนั้นโรคมะเร็งเต้านมก็คือเนื้องอกชนิดร้ายที่มีจุดเริ่มต้นมาจากเนื้อเยื่อภายในเต้านม โดยโรคมะเร็งเต้านมเป็นโรคมะเร็งที่พบได้มากที่สุดในผู้หญิง แต่ก็สามารถพบโรคมะเร็งเต้านมในผู้ชายได้เช่นกัน ซึ่งในสหรัฐอเมริกาพบว่าผู้หญิงเป็นโรคมะเร็งเต้านมมากถึง 1/8 ของประชากรผู้หญิงทั้งหมดในประเทศ มะเร็งเต้านมแบ่งได้หลายแบบ


มะเร็งเต้านมระยะแรก มักเป็นมะเร็งของเซลล์บุท่อน้ำนมที่เชื่อมระหว่างต่อมน้ำนมไปยังหัวนม หากตรวจพบขณะที่ยังอยู่ที่ท่อหรือที่กลุ่มท่อน้ำนมแล้วผ่าตัดออกได้จะมีโอกาสหายถึงร้อยละ 90

มะเร็งเต้านมระยะรุกราน เป็นช่วงที่เซลล์มะเร็งลุกลามจากท่อน้ำนมไปยังเนื้อเยื่อเต้านมและต่อมน้ำเหลืองข้างเดียว ซึ่งเป็นระยะที่เราสามารถคลำก้อนมะเร็งที่เต้านมได้
มะเร็งเต้านมระยะรุกลาม เป็นระยะที่มะเร็งลุกลามไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกายนอกเต้านมแล้ว เช่น กระดูก ตับ ปอด สมอง เป็นต้น
แบบที่ 2 แบ่งตามชนิดของเซลล์ ได้แก่


มะเร็งชนิด Infilltrating (invasive) ductal carcinoma พบร้อยละ 70 ของมะเร็งเต้านม มะเร็งจะเริ่มที่ท่อนำน้ำนมแล้วรุกรานผ่านผนังท่อไปยังเนื้อเยื่อไขมันข้างเคียงหรือแพร่กระจายไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น เส้นเลือดหรือท่อน้ำเหลือง
มะเร็งชนิด Infilltrating lobular carcinoma พบร้อยละ 10-15 ของมะเร็งเต้านม มะเร็งจะเริ่มที่ต่อมสร้างน้ำนม แล้วกระจายไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
มะเร็งชนิด ductal carcinoma in situ มะเร็งจะเป็นที่ต่อมผลิตน้ำนม หากทิ้งไว้จะกลายเป็นประเภทที่ 2



มะเร็งชนิด Inflammatory breast cancer เป็นมะเร็งชนิดที่เกิดขึ้นน้อย มีลักษณะแดง ร้อน ผิวหนังไม่เรียบ แพร่กระจายเร็ว มะเร็งชนิด Recurrent เป็นมะเร็งชนิดที่หลังจากรักษาแล้วกลับเป็นอีกที่เต้านมข้างเดียวกัน หรือที่ผนังทรวงอกที่เต้านมเคยอยู่
ประเภทของมะเร็งเต้านมที่พบได้บ่อยคือ
Ductal carcinoma (พบได้ 85-90% ของผู้ป่วย)
Lobular carcinoma (พบได้ 8% ของผู้ป่วย)
Invasive (Infiltrating) Breast Cancer

โรคมะเร็งเต้านมชนิดนี้มีโอกาสที่จะเกิดการแพร่กระจายของมะเร็งจากจุดเริ่มต้น ลุกลามไปทั่วเต้านมและยังสามารถลุกลามไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้อีก ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นส่วนย่อยได้หลายประเภท

ชนิดที่พบไม่บ่อย เช่น


Inflammatory breast cancer (เกิดในผิวหนัง)
Paget’s disease of the nipple
ชนิดของมะเร็งเต้านม
มะเร็งเต้านมบางชนิดอาจเห็นเป็นก้อนนูนชัด ในขณะที่ชนิดอื่น ๆ อาจเห็นเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ผิวหนัง หรืออาจไม่แสดงอาการให้เห็นเลย


มะเร็งเต้านมไม่ได้หน้าตาเหมือนกันหมด แต่จะแบ่งประเภทตามชนิดของเนื้อเยื่อต้นกำเนิดมะเร็ง บริเวณที่เริ่มก่อมะเร็งจะบอกว่าโรคนั้นมีลักษณะเป็นอย่างไร ข้อมูลนี้จะช่วยให้แพทย์ตัดสินใจเลือกวิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพที่สุด

Ductal carcinoma in situ (DCIS)


Ductal carcinoma in situ หรือ DCIS มีชื่ออีกอย่างว่า intraductal carcinoma DCIS กำเนิดจากเซลล์ของท่อน้ำนม แต่สามารถเปลี่ยนตัวเองมาเป็นมะเร็งที่ลุกลามได้ American Cancer Society กล่าวว่าเคสมะเร็งเต้านมใหม่ประมาณ 1 ใน 5 เป็น DCIS ซึ่งสามารถรักษาได้ดี ยกเว้นจะถูกทิ้งไว้โดยไม่ได้รักษา หรือไม่ได้รับการวินิจฉัยและแพร่กระจายไปตามบริเวณอื่น ๆ ของร่างกาย

Invasive ductal carcinoma (IDC)
Invasive ductal carcinoma (IDC หรือ infiltrative breast cancer) เป็นมะเร็งชนิดที่พบได้มากที่สุดโดยเฉพาะในผู้ชาย National Breast Cancer Foundation กล่าวว่าประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยมะเร็งเต้านม ทั้ง DCIS และ IDC ต่างมีที่มาจากท่อน้ำนม แต่อย่างหลังจะต่างกับ DCIS ที่จะแพร่ไปทะลุผนังของหลอดเลือดและเนื้อเยื่อไขมันภายในเต้านม หลังจากนี้มะเร็งอาจแพร่กระจาย (metastasize) ไปยังส่วนอื่นของร่างกายผ่านระบบน้ำเหลืองและการไหลเวียนของเลือด

Invasive lobular carcinoma (ILC)

เกิดจากต่อมผลิตน้ำนม เรียกว่า lobules และสามารถแพร่ไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกายได้เหมือน IDC โดย American Cancer Society พบว่าประมาณ 1 ใน 10 ของผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมลุกลามจะเป็นชนิด ILC มะเร็งเต้านมชนิดนี้ตรวจพบใน mammogram ได้ยากกว่าชนิด IDC

Inflammatory breast cancer (IBC)

American Cancer Society พบว่ามะเร็งเต้านมชนิดนี้มีเพียง 1 ใน 3 ของมะเร็งเต้านมทั้งหมด อย่างไรก็ตามมันถือเป็นมะเร็งชนิดที่รุนแรงมาก โดยมีโอกาสแพร่ไปยังตำแหน่งอื่น ๆ มากและหน้าตาก็ดูย่ำแย่กว่ามะเร็งเต้านมแบบอื่นๆอีกด้วย บางครั้ง IBC ระยะแรก ๆ จะทำให้สับสนกับการติดเชื้อของเต้านม (mastitis) และถูกรักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่ไม่มีประโยชน์ในการรักษามะเร็งชนิดนี้ IBC มักไม่เห็นก้อนนูนหรือก้อนมะเร็ง ผิดกับมะเร็งเต้านมชนิดอื่น ทำให้การตรวจใน mammogram สามารถเห็นได้ยาก


แต่เนื่องจากมีเซลล์มะเร็งไปอุดท่อน้ำเหลืองที่ผิวหนัง ดังนั้น IBC สามารถพบลักษณะต่าง ๆ ต่อไปนี้

ผิวหนังบริเวณเต้านมแดงและอุ่น
ผิวหนังบริเวณเต้านมหนาและเป็นตะปุ่มตะป่ำคล้ายเปลือกส้ม
เต้านมโตขึ้น แข็งขึ้น สัมผัสแล้วปวด หรือคัน
โรค Paget disease of the breast


หรือรู้จักกันในชื่อ Paget’s disease of the nipple หรือ mammary Paget’s disease ซึ่งเป็นมะเร็งชนิดที่ก่อขึ้นที่ท่อน้ำนม และแพร่กระจายไปยังผิวหนังบริเวณหัวนม (nipple) และรอบวงเข้ม ๆ ของหัวนม (areola) Paget disease มักถูกวินิจฉัยผิดตอนต้น เนื่องจากอาการแสดงแรกที่เห็นได้ชัดจะสับสนกับโรคทางผิวหนังที่ส่งผลกระทบกับหัวนมที่พบได้บ่อยครั้งกว่า

อาการแสดงของโรค Paget disease ได้แก่


ผิวหนังแห้งแตก เป็นเกล็ด หรือมีสีแดงบริเวณหัวนมและวงเข้มรอบ ๆ
มีเลือดหรือน้ำนมออกจากเต้านม
รู้สึกแสบหรือคันบริเวณนั้น

American Cancer Society กล่าวว่า Paget disease มีอยู่จริงเพียงประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ของมะเร็งเต้านมทุกกรณี แต่แทบจะเกี่ยวข้องกับทั้ง DCIS และ IDC เสมอ เมื่อเกิดรอยโรค Paget disease ขึ้นที่หัวนม ก็มักจะพบก้อนเนื้องอกหนึ่งก้อนหรือมากกว่า และมักต้องผ่าตัดเต้านมออก หากไม่สามารถสัมผัสก้อนนูนได้ที่เนื้อเยื่อไขมัน และผลการตรวจชิ้นเนื้อพบ DCIS แต่ไม่มีมะเร็งชนิดลุกลามจะมีแนวโน้มการดำเนินของโรคดี แต่ถ้าหากมีมะเร็งชนิดลุกลาม แนวโน้มการดำเนินของโรคก็จะไม่ดีเท่า ต้องให้รักษาที่รุนแรงมากขึ้น

มะเร็งเต้านมแบบ Triple Negative

การวินิจฉัยมะเร็งเต้านมแบบ Triple negative หมายความว่าเซลล์มะเร็งที่มีอยู่ตรวจได้ผลลบกันทั้ง 3 ตัว ตัวรับที่พบได้มากที่สุดซึ่งมีการเจริญเติบโตของมะเร็งมากสุด ได้แก่ hormonal epidermal growth factor receptor 2 (HER-2), estrogen receptors (ER) และ progesterone receptors (PR) การรักษาทั่วไปของมะเร็ง เช่น การทดแทนด้วยฮอร์โมนหรือยาที่เจาะจงกับ estrogen, progesterone และ HER-s ก็จะไร้ประโยชน์กับมะเร็งเต้านมแบบ triple negative อย่างไรก็ตามการรักษาก็ทำด้วยการให้เคมีบำบัด และยิ่งตอบสนองได้ดีในระยะแรก ๆ


Medullary carcinoma มีประมาณ 3-5 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนผู้ที่เป็นมะเร็งทั้งหมด (จากมูลนิธิ National Breast cancer foundation) ส่วนใหญ่มักคลำก้อนไม่พบ แต่จะสามารถสังเกตได้ด้วย mammogram


Tubular carcinoma มีการสะสมของเซลล์ที่ทำให้รู้สึกว่าผิวสัมผัสมีลักษณะคล้ายฟองน้ำมากกว่าจะเป็นก้อนนูน โดยปกติผู้หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป และมีอยู่ 2 เปอร์เซ็นต์ของมะเร็งเต้านมที่ได้รับการวินิจฉัยทั้งหมด (จากมูลนิธิ National Breast Cancer Foundation) มักใช้เครื่อง mammogram ตรวจหามะเร็งชนิดนี้ และรักษาโดยการบำบัดด้วยฮอร์โมน


Mucinous carcinoma (หรือ mucionous colloid) มีลักษณะเด่นคือการผลิตเยื่อเมือกและไม่มีขอบเขตเซลล์ที่ชัดเจน มะเร็งเต้านมชนิดนี้พบได้เพียง 1-2 เปอร์เซ็นต์ของมะเร็งเต้านมทั้งหมด และยังเป็นชนิดที่มีแนวโน้มการดำเนินของโรคที่ดีที่สุดอีกด้วย

สาเหตุ

ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่มีปัจจัยเสี่ยงหลายประการ เช่น ฮอร์โมน (ผู้หญิงที่มีประจำเดือนเร็วก่อนอายุ 12 ปี หมดประจำเดือนช้า เมื่ออายุมากกว่า 50 ปี การคลอดบุตรคนแรกเมื่ออายุมากกว่า 35 ปี หญิงที่ไม่มีบุตร) มีประวัติมารดาเป็นโรคมะเร็งเต้านม การได้รับรังสี สนามแม่เหล็ก มีประวัติเป็นมะเร็งที่อื่นมาก่อน เป็นต้น

ปัจจัยเสี่ยงของการเป็นมะเร็งเต้านม

แม้ว่ารูปแบบวิธีการใช้ชีวิต สิ่งแวดล้อม และปัจจัยทางด้านฮอร์โมนอาจเพิ่มความเสี่ยงของคุณในการเกิดมะเร็งเต้านม แต่การมีปัจจัยเหล่านี้ก็ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่าคุณจะต้องเป็นโรคนี้ ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ผู้หญิงส่วนมากที่เป็นโรคไม่ได้มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคนี้มาก่อน อย่างไรก็ตามมีบางปัจจัยที่ทราบแน่ชัดว่าเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม เช่น อ้วน มีประวัติครอบครัวหรือประวัติส่วนตัวที่เป็นมะเร็งเต้านมและมีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม และแม้ว่าหลายคนที่เป็นมะเร็งเต้านมจะไม่ได้มีปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว แต่การมีลักษณะดังต่อไปนี้จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านม

เป็นผู้หญิง
อ้วน
อายุมาก
มีประวัติส่วนตัวเคยเป็นมะเร็งเต้านมที่เต้านมข้างหนึ่ง (เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านมอีกข้างหนึ่ง)
มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านมในญาติที่ใกล้ชิด เช่น แม่ พี่สาว น้องสาว หรือลูกสาว โดยเฉพาะหากเป็นตั้งแต่อายุยังน้อย
มีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม เช่น BRCA1 และ BRCA2
เคยได้รับรังสีบริเวณหน้าอกขณะยังเด็กหรือเป็นผู้ใหญ่ตอนต้น
เริ่มมีประจำเดือนก่อนอายุ 12 ปี
หมดประจำเดือนช้า
คลอดลูกครั้งแรกเมื่ออายุมากกว่า 35 ปี
ไม่เคยตั้งครรภ์
ได้รับยาฮอร์โมนที่ผสมระหว่าง estrogen และ progesterone
ดื่มแอลกอฮอล์
มะเร็งเต้านมที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม

มะเร็งเต้านมส่วนใหญ่ไม่ได้มีการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ในความเป็นจริงแล้วมีเพียง 5-10% เท่านั้นที่มีความเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมซึ่งสามารถถ่ายทอดไปยังรุ่นถัดไปได้ การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่พบได้บ่อยที่สุดและมีความเกี่ยวข้องกับมะเร็งเต้านมคือ BRCA1 และ BRCA2 การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมทั้ง 2 แบบนั้นยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งอื่น ๆ ตลอดชีวิตของผู้หญิงคนนั้น โดยเฉพาะมะเร็งรังไข่ ในเซลล์ปกติ BRCA1 และ BRCA2 จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดมะเร็งโดยการสร้างโปรตีนที่ทำให้เซลล์ไม่มีการเจริญเติบโตที่ผิดปกติ แต่หากยีนเหล่านี้เกิดการเปลี่ยนแปลง จะทำให้กระบวนการป้องกันการเกิดมะเร็งทำงานได้ไม่สมบูรณ์ ในผู้หญิงบางคนที่มีการเปลี่ยนแปลงที่ BRCA1 จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมให้กลายเป็นสูงได้ถึง 80% แต่โดยเฉลี่ยแล้วนั้น ความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมจะอยู่ที่ 55-65% ในผู้หญิงที่มีการเปลี่ยนแปลงที่ BRCA2 ความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านมตลอดชีวิตนั้นอยู่ที่ประมาณ 45% มะเร็งเต้านมที่มีความเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมนี้เกิดได้บ่อยในผู้หญิงอายุน้อย และมะเร็งเต้านมที่เกิดกับเต้านมทั้ง 2 ข้างนั้นมักจะพบได้ในผู้ป่วยที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมมากกว่า แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงของยีน BRCA1 และ BRCA2 จะสามารถเกิดได้กับทุกคน แต่ก็มักจะพบการเปลี่ยนแปลงนี้ในคนที่มีเชื้อสายยิวที่มีถิ่นกำเนิดมาจากยุโรปตะวันออกมากกว่าเชื้อชาติอื่นภายในสหรัฐอเมริกา ผู้ชายสามารถมีการเปลี่ยนแปลงของยีนนี้ได้เช่นกัน และหากมีก็จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมและมะเร็งอื่น ๆ เช่น มะเร็งต่อมลูกหมาก

การตรวจทางพันธุกรรม

การตรวจทางพันธุกรรมอาจเป็นทางเลือกหนึ่งหากคุณมีประวัติครอบครัวที่เป็นมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งชนิดอื่นๆ นักวิทยาศาสตร์สามารถระบุการเปลี่ยนแปลงของยีน BRCA และยีนอื่นๆ ได้จากการตรวจเลือดหรือน้ำลาย คุณควรปรึกษาแพทย์ว่าคุณควรจะต้องตรวจทางพันธุกรรมหรือไม่ และแพทย์ยังสามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับผู้ให้คำแนะนำทางพันธุกรรมซึ่งจะเป็นผู้แนะนำรายละเอียดเกี่ยวกับการตรวจต่อไป คุณควรตรวจสอบกับบริษัทประกันเพื่อดูว่าการตรวจความเปลี่ยนแปลงที่ยีน BRCA1 และ BRCA2 นี้รวมอยู่ภายใต้การครอบคลุมของประกันหรือไม่ การให้คำแนะนำทางพันธุกรรมและการตรวจสำหรับผู้ป่วยที่เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงอยู่ภายใต้การครอบคลุมของกฎหมาย Affordable Care Act (ACA)

พยาธิสรีรภาพ

มะเร็งเต้านมมักเกิดที่เนื้อเยื่อของท่อต่อมน้ำนม ที่พบมากจะเป็นชนิด Adenocarcinoma หากก้อนมะเร็งที่เต้านมมีขนาดใหญ่กว่า 5 มิลลิเมตรซึ่งจะลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองและกระแสเลือด มักพบก้อนมะเร็งบริเวณด้านบนส่วนนอก (Upper outer quadrant) ซึ่งมักจะแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ หากเป็นบริเวณด้านในของเต้านมจะแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองในทรวงอก ปอด กระดูก ตับ

นอกจากนี้อาจพบบริเวณใต้หัวนมและรอบหัวนม พบที่เต้านมด้านซ้ายมากกว่าด้านขวา เมื่อมีการแพร่กระจายไปที่อื่นจะทำให้การพยากรณ์โรคไม่ดี หากพบเซลล์มะเร็งในต่อมน้ำเหลืองมากพยากรณ์โรคจะเลวลง

มะเร็งเต้านมมีอาการอย่างไร

อาการแสดงเฉพาะ คือ มีก้อนแข็งในเต้านมในระยะแรก ๆ จะไม่มีอาการเจ็บปวด เคลื่อนไหวได้ ในระยะนี้จะทราบได้ยากนอกจากตัวผู้ป่วยเองคลำก้อนได้ และมาปรึกษาหมอ เมื่อโรคเป็นมากขึ้น ก้อนจะโตขึ้น คลำหรือมองเห็นชัดเจน เริ่มติดแน่นกับที่ หรือมีการดึงรั้งหนังหรือหัวนมให้บุ๋มลง บางรายมีน้ำเหลืองหรือเลือดออกจากหัวนม หากมีอาการอุดตันของหลอดน้ำเหลือง จะทำให้มีการบวมแดง ถ้าเป็นมากก้อนจะแตกเป็นแผลและปวดเหมือนเป็นฝี ผู้ป่วยบางรายอาจมาด้วยต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้โต หรือมีอาการทางปอด ตับ หรืออวัยวะอื่น ๆ

อาการแสดงของโรคมะเร็งเต้านม

มีก้อนหรือมีการหนาตัวขึ้นของเต้านมหรือบริเวณใต้วงแขน
มีการเปลี่ยนขนาดหรือรูปร่างในเต้านมโตที่เจริญเต็มที่
มีสารคัดหลั่งจากหัวนมซึ่งไม่ใช่น้ำนม
มีการเปลี่ยนแปลงขนาดและรูปร่างของหัวนม
มีการเปลี่ยนสีหรือพื้นผิวของหัวนมและลานนม หรือผิวหนังบนเต้านม (เช่น มีรอยบุ๋ม มีผื่น หรือรอยย่น)
การวินิจฉัยโรค
จากประวัติเกี่ยวกับความผิดปกติของรูปร่างและผิวหนังของเต้านม จากปัจจัยเสี่ยงและอาการดังกล่าว จากการคลำเต้านมของตนเอง หรือ Self breast examination (SBE) พบก้อนที่เคลื่อนไหวไม่ได้หรือติดแน่นกับทรวงอก ตรวจเลือดหา CA 15-3 จะพบมีค่าสูงขึ้น จากการตรวจแมมโมแกรม (Mammogram) หรือการถ่ายภาพรังสีของเต้านม (Mammography) การทำอัลตราซาวนด์ และตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ โดยเจาะดูดด้วยเข็มเล็ก (Fine needle) การเจาะดูด (Aspiration incision) การตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ (Excision biopsy) อาจใช้เทคโนโลยีสนามแม่เหล็กไฟฟ้าถ่ายเต้านม (MRI)

หากคุณมีอาการปวดเต้านม

การเป็นโรคมะเร็งเต้านมระยะแรกอาจจะยังไม่เกิดอาการเจ็บหรือรู้สึกไม่สบายใด ๆ การทำ mammogram และการตรวจเต้านมโดยผู้ให้บริการทางการแพทย์ที่จะสามารถช่วยให้คุณรู้และเข้าใจในความเปลี่ยนแปลงของเต้านมของคุณได้ และการตรวจเต้านมด้วยตนเองนั้นก็สามารถช่วยให้คุณสังเกตถึงการเปลี่ยนแปลงในแต่ละเดือนอย่างสม่ำเสมอด้วยเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามก้อนหรือผื่นที่ขึ้นบริเวณเต้านมของคุณอาจเป็นเนื้องอกชนิดที่ไม่ร้ายแรงซึ่งสามารถรักษาให้หายได้ ดังนั้นถ้าหากคุณมีความรู้สึกว่าตนเองมีอาการผิดปกติ ควรไปพบแพทย์

วิธีตรวจเต้านมด้วยตนเองทำได้อย่างไร
การตรวจเต้านมด้วยตนเองมีความสำคัญมาก เพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรคแต่เนิ่น ๆ

วิธีตรวจทำได้ตามลำดับดังนี้


ถอดเสื้อออกหมด นั่งตัวตรงหน้ากระจกเงา ไหล่ผึ่งตรง แขนแนบลำตัว สังเกตลักษณะเต้านมทั้งสองข้างโดยละเอียด เปรียบเทียบกันดูรูปร่าง ขนาด และการเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง ทุกส่วนของเต้านมโดยปกติ เต้านมจะมีรูปร่างกลม รี รูปไข่ ขนาดเท่ากัน มีส่วนนูน ส่วนโค้งเหมือนกัน หัวนมก็อยู่ในระดับเดียวกัน ผิวหนังมีลักษณะปกติ
นั่งตัวตรงยกแขนเหยียดเหนือศีรษะทั้ง 2 ข้าง ก็มีการรั้งดึงก้อนเนื้องอก จะเห็นรอยบุ๋ม
นั่งตัวเอนมาทางข้างหน้า ให้เต้านมห้อยลง ให้สังเกตว่ามีการเหนี่ยวรั้งเป็นรอยบุ๋มหรือไม่
คลำด้วยฝ่ามือตนเอง อาจคลำในท่านั่งหน้ากระจก โดยใช้ฝ่ามือข้างตรงข้ามคลำตรวจ เต้านมทีละข้าง สังเกตว่ามีก้อนอะไรผิดปกติหรือไม่ ต่อมาใช้นิ้วคลำแล้วบีบเข้าหากัน เพื่อดูลักษณะผิวหนังว่าหนา ด้าน แข็งผิดปกติหรือไม่
อีกท่าคือ คลำในท่านอน ท่านอนนี้เต้านมจะแบนลง ทำให้คลำก้อนได้ชัด เวลานอนใช้หมอนหรือผ้าห่มหนุนตรงไหล่ ให้อกด้านที่จะตรวจแอ่นขั้น ยกแขนขึ้นสูง ใช้ปลายนิ้วคลำเบา ๆ ก่อน ต่อไปกดตามส่วนต่าง ๆ ของเต้านม สังเกตว่ามีก้อนอะไรอยู่หรือไม่

ควรตรวจเต้านมของท่านอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกเดือนและควรตรวจในช่วงที่เพิ่งหมดประจำเดือน

มะเร็งเต้านมมีโอกาสหายหรือไม่

หากตรวจพบได้เร็วก่อนที่โรคจะลุกลาม โอกาสหายก็จะมีมากขึ้น ฉะนั้นควรตรวจเต้านมเป็นประจำ เมื่อสงสัยว่ามีสิ่งผิดปกติให้รีบปรึกษาหมอ

วิธีการรักษามะเร็งเต้านม รวมถึงอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยกำลังอยู่ในการพัฒนาให้ดีขึ้น

ในการตรวจพบมะเร็งตั้งแต่ระยะแรกและได้รับความช่วยทางการแพทย์ก็มีความสำคัญอย่างมากในการเพิ่มโอกาสรอดชีวิตหลังจากวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านมระยะที่หนึ่ง

การได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านม ก่อให้เกิดความกลัวและความตื่นตระหนกได้ แต่ถ้าคุณทราบว่าเป็นระยะแรกก็คงใจชื้นขึ้น เนื่องจากมะเร็งในระยะเริ่มแรกสามารถรักษาให้ทุเลาลงได้ อัตราการรอดชีวิตสำหรับมะเร็งเต้านมระยะที่หนึ่งก็ยังสูงมากอีกด้วย

ระยะของโรคมะเร็งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการวินิจฉัย คุณจะได้รับการตรวจอีกมาก ก่อนจะได้การวินิจฉัยอย่างถูกต้องครอบคลุม และการวางแผนการรักษา และในบทความนี้จะขอพาทุกท่านมารู้จักทางเลือกในการรักษาต่าง ๆ กันก่อน เพื่อเลือกทางที่เหมาะสมก่อนจะเริ่มการรักษา

มะเร็งเต้านมระยะแรก

มะเร็งเต้านมระยะแรกเป็นระยะที่มีก้อนขนาดเล็กมาก หรือเป็นเพียงกลุ่มของเซลล์มะเร็งในเต้านม หรือในต่อมน้ำเหลืองข้างเคียง มะเร็งเต้านมระยะแรกจะถูกจัดเป็น T0N0M0 ในการจัดระบบแบบ TNM (TNM system) โดยตัวเลขดังกล่าวเป็นการให้คะแนนสำหรับก้อนมะเร็ง (tumor) การกระจายไปต่อมน้ำเหลือง (node status) และการแพร่กระจายไปยังที่อื่น (metastasis)


ถ้ามะเร็งของคุณถูกจัดเป็น T1 นั่นหมายความว่าก้อนมีขนาดเล็กกว่าหรือเท่ากับ 2 เซนติเมตร อาจมีการแพร่กระจายในระดับที่ตามองไม่เห็น (micrometastasis) ที่น้อยกว่าหรือเท่ากับ 0.1 เซนติเมตร ถ้าไม่พบก้อนในเต้านม แต่พบเซลล์มะเร็งในต่อมน้ำเหลืองข้างเคียงก็จะถูกจัดเป็น N1

มะเร็งเต้านมระยะ 1A: คุณมีก้อนขนาดเล็กกว่า 2 เซนติเมตร และไม่มีก้อนหรือเซลล์มะเร็งนอกเต้านม

มะเร็งเต้านมระยะ 1B: เป็นได้อย่างน้อย 2 สถานการณ์

  1. มีก้อนขนาดเล็กกว่า 2 เซนติเมตร หรือมีกลุ่มเซลล์มะเร็งเล็ก ๆ ในต่อมน้ำเหลือง
  2. ไม่มีก้อนในเต้านม แต่มีกลุ่มเซลล์มะเร็งขนาดใหญ่กว่า 2 มิลลิเมตร แต่ไม่เกิน 2 เซนติเมตร ในต่อมน้ำเหลือง


มะเร็งเต้านมระยะ 1B แบบอื่นที่เป็นได้: อาจมีทั้งก้อนขนาด 2 เซนติเมตรในเต้านม และมีการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง

อัตราการรอดชีวิตสำหรับมะเร็งเต้านมระยะที่หนึ่ง

จากข้อมูลของ National Cancer Database อัตราการรอดชีวิตที่ระยะห้าปีเป็น 100% สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาครบ ทั้งนี้ อัตราการรอดชีวิตที่ระยะห้าปีไม่ได้หมายความว่าคุณจะมีชีวิตอยู่ได้แค่ห้าปีหลังจากได้รับการวินิจฉัย


ผู้ป่วยโรคมะเร็งจะได้พบแพทย์ต่อเนื่องเป็นเวลาห้าปี เพื่อติดตามให้แน่ใจว่าการฟื้นตัวเป็นไปอย่างราบรื่นและไม่จำเป็นต้องมีการรักษาสำหรับการเป็นซ้ำ ซึ่งหากสามารถควบคุมโรคได้เป็นเวลานานขนาดนั้นแล้ว โอกาสที่จะกลับมาเป็นอีกก็ลดลงมาก คุณอาจต้องเผชิญกับโรคและภาวะอื่น ๆ แต่แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะเสียชีวิตจากโรคมะเร็งเต้านมระยะที่หนึ่ง กล่าวโดยสรุปคือ การพยากรณ์โรคดีมาก

การรักษามะเร็งเต้านมระยะที่หนึ่ง

ปัจจัยหลายอย่างมีผลต่อการเลือกการรักษา ทั้งลักษณะความรุนแรงของเซลล์มะเร็ง (Tumor grade), ฮอร์โมน, HER 2/neu status, การกระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง, ขอบเขตของการผ่าตัด (surgical margin) และสารบ่งชี้มะเร็ง (Tumor marker score) ระยะของโรคเป็นแค่เพียงส่วนหนึ่งในการวินิจฉัยที่ทั้งคุณและแพทย์ผู้รักษาต้องนำมาร่วมพิจารณาเพื่อวางแผนการรักษา


การรักษาอาจจะเป็นเพียงแค่การตัดก้อนมะเร็งออก (Lumpectomy) ร่วมกับการผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองเซ็นติเนล (Centinel node biopsy) ต่อด้วยการฉายแสงและให้ฮอร์โมนบำบัดเป็นเวลาห้าปี แต่หากก้อนมะเร็งอยู่ลึก หรือมีประวัติมะเร็งเต้านมในครอบครัวที่ชัดเจน การตัดเนื้อเต้านมร่วมกับการเสริมสร้างเต้านมหลังการผ่าตัด (Skin sparing mastectomy with immediate reconstructions) ร่วมกับการผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองเพื่อดูเรื่องการกระจายของโรค ก็อาจเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษา


ไม่ว่าจะผ่าตัดด้วยวิธีใดก็ตาม แพทย์จะแนะนำให้มีการรักษาร่วมเพิ่มเติมเพื่อลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ ซึ่งการรักษาดังกล่าวอาจรวมถึงการฉายแสง การให้ยาเคมีบำบัด ฮอร์โมนบำบัด หรืออาจใช้หลายแบบร่วมกันเพื่อวัตถุประสงค์ในการรักษาในแง่อื่น

การพยากรณ์โรคและอารมณ์ของคุณ

เมื่อคุณได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมระยะที่หนึ่ง คุณอาจมองหากลุ่มช่วยเหลือ หรือผู้ป่วยคนอื่น ๆ ที่ได้รับการวินิจฉัยคล้าย ๆ กัน ซึ่งเป็นความคิดที่ดีเนื่องจากคุณจะได้เรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์มาก่อน อย่างไรก็ตาม อารมณ์ความรู้สึกของคุณอาจจะอ่อนไหวมากพอ ๆ กันกับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะสุดท้ายได้ แม้ว่าความจริงแล้วการพยากรณ์โรคจะแตกต่างกันอย่างมาก


ใครก็ตามที่ถูกบอกว่า “คุณเป็นมะเร็งนะ” ก็คงจะมีอารมณ์หลากหลาย ทั้งกลัว กังวล สับสน ตื่นตกใจ กล่าวโทษสิ่งอื่น ๆ และหวังว่าจะยอมรับได้ อารมณ์ของคุณเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ ไม่ว่าคุณจะเป็นมะเร็งระยะไหนก็ตาม คนที่ระยะโรครุนแรงกว่าคุณอาจจะช่วยเหลือคุณได้ แต่พวกเขาอาจจะเพิกเฉยต่อความรู้สึกของคุณ อย่าให้สิ่งนี้มาเป็นสิ่งรบกวนจิตใจของคุณ แต่ให้จดจ่ออยู่กับการฟื้นตัวและการต่อสู้กับโรคของตนเอง จงมีความหวัง และมุ่งมั่น วางแผนสำหรับการมีชีวิตอยู่ต่อไป และช่วยเหลือผู้อื่นที่ประสบปัญหาเช่นเดียวกับคุณ

ขอบคุณที่มา > honestdocs

Support by |Nolvadex